ดิว ไปด้วยกันนะ มะเดี่ยว - ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล รักแห่งสยาม หนังรัก หนังเกย์ หนังไทย หนังไทย 2562

‘ความรัก ความกลัว คำขอบคุณ คำขอโทษ’ ในงานเขียนของผม หนังของมะเดี่ยว และเรื่องเล่าของเราทุกคน

Home / Editor's cut / ‘ความรัก ความกลัว คำขอบคุณ คำขอโทษ’ ในงานเขียนของผม หนังของมะเดี่ยว และเรื่องเล่าของเราทุกคน

“ถ้าดิวเป็นแบบนี้ แม่จะยังรักดิวอยู่ไหม”

ดิว ถามแม่ทั้งน้ำตาในวันที่ฝ่ายหลังล่วงรู้ถึง ‘สถานะทางเพศ’ ของฝ่ายแรก-สถานะอันแปลกต่างที่ผู้คนในปี พ.ศ. 2540 ยังไม่ยอมรับหรือแม้แต่พยายามจะทำความเข้าใจ รวมถึงความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างดิวกับ ภพ -เพื่อนชายคนสนิทในวัยมัธยม- ที่ก้าวไปไกลเกินกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ ซึ่งอาจทำให้พวกเขาต้องถูกคนรอบข้างตัดสินด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

หนุ่มน้อย ‘กลัว’ ว่าแม่จะไม่รักเขาเหมือนเดิม หากเธอพบความจริงว่า เขาเป็น ‘ผู้ชาย’ ที่รักชอบ ‘ผู้ชาย’ ด้วยกัน – ซึ่งความรู้สึกที่แฝงฝังอยู่ในคำพูดของดิวแทบจะไม่ต่างจากสิ่งที่ภพตะโกนใส่ดิวจนทำให้ทั้งคู่ต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงแตกหักก่อนหน้านั้น

“กูอยากเป็นเหมือนคนอื่น มึงเข้าใจกูไหม!”

…ผมคิดว่าผมเข้าใจ

ดิว ไปด้วยกันนะ

บางเศษเสี้ยวของเหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นใน ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ หนังเรื่องล่าสุดของ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ทำให้ผมนึกย้อนไปถึง ‘รักแห่งสยาม’ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่ก็เป็นผลงานของมะเดี่ยวเช่นกัน เพราะหนังเรื่องดังกล่าวเคยถึงขั้นทำให้ผมต้องเสียน้ำตามาแล้ว เนื่องด้วยเรื่องราวของมันอันว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดูจะเป็นไปได้ยากและไม่มีใครเข้าใจระหว่างสองเด็กหนุ่มวัยละอ่อนอย่าง มิว กับ โต้ง นั้น ช่างสั่นสะเทือนความรู้สึกของผมในช่วงเวลานั้นอยู่ไม่น้อย

มันเป็นขวบปีที่ผมเพิ่งเข้าทำงานเป็นกองบรรณาธิการของนิตยสารชั้นนำหัวหนึ่งได้ไม่นาน และเป็นวัยวันในช่วงอายุ 20 ต้นๆ ที่ ‘ความสัมพันธ์’ ยังถือเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด – ‘ความรัก’ ที่ไม่ได้รับการสนองตอบจากคนที่เรามอบหัวใจให้ และ ‘ความกลัว’ ที่จะไม่มีคนรอบตัวเข้าใจในสิ่งที่เรา ‘เป็น’ หรือ ‘ทำ’ คือเรื่องที่ผมมักครุ่นคิดวนเวียนอยู่ในหัว จนหลายครั้งก็ปรากฏชัดอยู่ในงานเขียนหลายชิ้นของตัวเอง ทั้งบทความทั่วไปที่ผมมักสอดแทรกบางความสนใจ-โดยเฉพาะเซ็กซ์และความสัมพันธ์อันซับซ้อนซ่อนเงื่อน-ลงไปเพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสค้นคว้าหาข้อมูล, บทความสัมภาษณ์ที่ผมมักแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความหมายของชีวิตผ่านปากคำความคิดของผู้คนจากแวดวงต่างๆ ที่ต้องไปพูดคุยด้วย หรือแม้แต่บทความสารคดีขนาดยาวที่ผมพยายามจะทำความเข้าใจกับความแปลกแยกแตกต่างในหลากหลายมิติของสังคม

เช่นเดียวกับในทุกครั้งที่ผมเขียนบทความถึงภาพยนตร์-อันเป็นศาสตร์ที่ผมรักใคร่ ที่ผมมักจะสอดแทรก ‘คำถาม’ เหล่านี้ที่ตัวเองอยากรู้ลงไปด้วยอยู่บ่อยครั้ง-ซึ่งก็มีทั้งที่คลี่คลายได้และไม่ได้บ้าง-ไล่เลยมาจนถึงทุกวันนี้

รักแห่งสยาม

“ก็อย่างตอนเด็กๆ อ่ะ ความเหงาคือการไม่มีเพื่อนใช่ป่ะ แต่พอโตขึ้นน่ะ ความเหงามันเหี้ยกว่านั้นมาก” คือสิ่งที่มิวพูดกับโต้งใน ‘รักแห่งสยาม’ ซึ่งผมยังคงจดจำได้ดีและมักหยิบยกมาอ้างถึงแทบทุกครั้งที่ต้องเขียนบทความเกี่ยวพันกับหนังเรื่องนี้ – ความเหงาที่มิวว่านั้น แท้จริงแล้วก็คือ ‘ความกลัว’ อันเกิดจากการที่ต้องต่อสู้กับชีวิตตามลำพังมานานเกินไป เป็นความกลัวที่จะต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับใครสักคน กลัวที่จะถูกใครคนนั้นปฏิเสธตัวตนของเขา กลัวที่จะถูกทำร้าย กลัวที่จะไปทำร้ายเขา และกลัวที่จะต้องสูญเสีย-จากพรากอีกครั้ง เช่นเดียวกับโต้งเองที่ก็กลัวว่าความรู้สึกเกินเพื่อนที่เขามีต่อมิวจะทำให้แฟนสาว พ่อ-แม่ หรือแม้แต่ตัวเขาเองยอมรับไม่ได้ จนกลายเป็นความเสียใจและผิดหวังที่อาจจะติดตัวไปจนตาย

ขณะที่คำพูดของดิวกับภพใน ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ ที่ผมยกมาข้างต้น ก็สื่อถึง ‘ความกลัว’ ไม่ต่างกัน ดิวกลัวว่าแม่จะไม่รักหากเขาเป็นในสิ่งที่สังคมบอกว่าน่ารังเกียจ และยังกลัวว่าภพจะไม่รักหลังจากที่เคยถูกฝ่ายหลังปฏิเสธความสัมพันธ์ ส่วนภพเองก็กลัวว่าคนอื่นจะรู้ถึงความสัมพันธ์ที่เกินเพื่อนของเขากับดิว โดยเฉพาะพ่อที่อาจจะผิดหวังในตัวเขาจนลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงแบบที่เขาหวาดกลัวมาตลอด

ดิว ไปด้วยกันนะ

ผมคิดว่าผมเข้าใจพวกเขา, ผมรู้ว่าทั้งมิว โต้ง ดิว และภพไม่ได้เข้มแข็งและพร้อมที่จะต่อกรกับ ‘อำนาจเผด็จการ’ อันแสนคับแคบของผู้ใหญ่ขนาดนั้น พวกเขาเต็มไปด้วยความกลัวที่จะใช้ชีวิตต่อไปด้วยสถานะทางเพศเช่นนี้ และวิธีการที่ดูเหมือนจะ ‘ง่าย’ ที่สุดของพวกเขาบางคนก็คือ …การพยายาม ‘เป็นเหมือนคนอื่น’

แล้วทำไมพวกเขา-และเรา-ถึงต้องกังวลกับการ ‘ไม่เป็นเหมือนคนอื่น’ ด้วยเล่า?

อาจเพราะเรา ‘กลัว’ ที่จะไม่ได้รับความรักความเข้าใจจากใครคนอื่น จากพ่อแม่ จากคนรัก จากเพื่อนพี่น้อง จากคนในสังคม เรากลัวว่าเราจะไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีที่ทาง และต้องต่อสู้กับความกดดันเหล่านั้นอยู่เพียงลำพัง, อาจเพราะเรา ‘กลัว’ สิ่งที่เรา(ถูกทำให้)คิดว่าเป็นเรื่อง ‘ผิดปกติ’ เราจึงนิ่งเฉย หลีกหนี หรือแม้แต่ต่อต้านด้วยท่าทีที่รุนแรงกักขฬะ

ทั้งที่จริงๆ แล้ว การพยายาม ‘เป็นเหมือนคนอื่น’ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่เราคิด เพราะเราไม่สามารถหลบหนีจากสิ่งที่เราเป็นได้ เพียงแต่การเป็นตัวเองในท่ามกลางกระแสธารอันเชี่ยวกรากแห่งการต่อต้านของคนอื่นนั้น เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะยากเย็นเกินไป จนเราต้องยอมๆ เป็นและทำให้เหมือนกับคนอื่น โดยหลงลืมไปว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด ก็คือการ ‘เป็นตัวเอง’ นั่นแหละ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะพยายามเป็นเหมือนใครคนอื่นสักแค่ไหน เราก็ยังคงเป็นตัวเรา และไม่มีวันที่จะเป็นเหมือนคนอื่นไปได้เลย

รักแห่งสยาม

ในงานเขียนชิ้นใหม่-ซึ่งเป็นนิยายเล่มแรก-ที่ผมหวังว่ามันจะเสร็จสิ้นลงในไม่ช้านี้ ผมได้เขียนถึงเรื่องราวในลักษณะนี้เอาไว้ด้วย มันเป็นเรื่องเล่าของชายคนหนึ่งกับความรู้สึก ‘ติดค้าง’ ที่เขามีต่อคนสำคัญในชีวิตสองคนตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาทั้งสามได้อยู่กันพร้อมหน้าในวันที่อาจจะเป็นวันสุดท้าย ทั้งความรัก ความกลัว คำขอบคุณ และคำขอโทษท่ามกลางภาพทรงจำที่พวกเขามีต่อกันจึงค่อยๆ พรั่งพรูออกมา – ซึ่งผมรู้สึกว่ามันมีหลายชั่วขณะที่ตัวละครเหล่านี้แสดงออกถึง ‘ความกลัว’ แบบเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ของมะเดี่ยว รวมถึงงานเขียนของผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพียงแต่ครั้งนี้ มันจะไม่ต้องแฝงเร้นอยู่ในบทความเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะมันจะเป็นการพูดถึงสิ่งนี้อย่างตรงไปตรงมาแบบหมดเปลือก

แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังของมะเดี่ยวหรืองานเขียนของผม มันก็คงไม่ต่างจาก ‘เรื่องเล่า’ ในชีวิตของมนุษย์คนอื่นๆ มากนัก เพราะเราทุกคนต่างก็คงมีสิ่งที่ ‘รัก’ และ ‘กลัว’ ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างหลังที่มักทำให้เราเผลอทำเรื่องโง่ๆ หรือทำร้ายคนอื่นที่สำคัญกับเราไปโดยที่รู้และไม่รู้ตัว ทั้งพ่อแม่ที่ความรู้สึกต่อต้านของเราทำให้เรากลัวจนต้องโต้เถียงด้วยบ้านแทบแตก, คนรักที่ความหวั่นไหวในใจของเราทำให้เรากลัวจนต้องเหยียบย่ำ-ทอดทิ้งพวกเขาไปในต่างช่วงวัยต่างวาระ หรือแม้แต่คนร่วมสังคมผู้เห็นต่างที่ ‘ความเป็นอื่น’ ของพวกเขาทำให้เรากลัวจนต้องฟาดฟันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

ผมได้เรียนรู้จากเรื่องเล่าของทุกคนแล้วว่า มันไม่เป็นไรหรอกถ้าเราจะกลัว เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม แต่เราจะ ‘กล้า’ ยอมรับได้ไหมว่าเรากลัว เรากลัวในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจ และบางทีก็กลัวมากจนถึงขนาดต้องหาวิธี ‘กำจัด’ สิ่งนั้นให้สูญสลายหายไปต่อหน้า

เรากลัวจนลืมไปว่า บางทีผู้คนหรือสิ่งที่เรากลัวจนอยากกำจัดทิ้งให้สิ้นซากนั้น คือบทเรียนอันล้ำค่าของชีวิตที่เข้ามาช่วยสอนให้เรารู้จักที่จะรัก สอนให้เราไม่ยึดติดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล รวมถึงสอนให้เรารู้ว่า ในโลกใบนี้นั้นมีความหลากหลายมากกว่าที่เราคิดว่าเรารู้ และตัวเรานั้นช่างเล็กจ้อยเพียงใด

ดิว ไปด้วยกันนะ

มาถึงตรงนี้, เรากล่าว ‘ขอโทษ’ กับพวกเขาได้ไหม ขอโทษที่ความกลัวทำให้เราต้องเผลอไปทำร้ายพวกเขา ทั้งทางร่างกายและจิตใจ, ขอโทษคนที่เคยทำให้เรารักและหวาดกลัว-จากอดีตจนปัจจุบัน-ที่เราเคยทำร้ายให้ต้องเจ็บช้ำ ทั้งจากความขัดแย้งน้อยใหญ่จนกระทั่งถึงการจากลาที่ฝากรอยน้ำตาเอาไว้

เรากล่าว ‘ขอบคุณ’ กับพวกเขาได้หรือเปล่า ขอบคุณที่พวกเขาช่วยสอนให้เราได้มองเห็นถึงความหลากหลายอันยากแท้หยั่งถึงบนโลกใบนี้, ขอบคุณคนที่เคยทำให้เรารักและหวาดกลัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเพื่อช่วยสอนให้เราได้เข้าใจถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ในแต่ละวันที่ผ่านเลยไป

ขอบคุณที่พวกเขาได้ช่วยสอนเราว่า หากเรากล้าที่จะ ‘รัก’ ใครสักคนอย่างจริงใจ เราก็จะหาหนทางเปิดใจของเราเพื่อ ‘เปิดรับ’ ตัวตนที่แท้จริงของเขาจนได้

ไม่ว่าจะกับด้านดีหรือด้านร้าย ด้านสว่างหรือด้านมืด,

ไม่ว่าเราจะยังอยู่ด้วยกันหรือต้องแยกจากไปแสนไกล,

และไม่ว่าเขาจะเป็น ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ ในสายตาคนอื่น

…เราก็พร้อมที่จะโอบกอดเขาด้วยความรักความเข้าใจได้เสมอ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE