Vagabond ชาดัลกอน ชาฮุน ซีรีส์เกาหลี โกแฮรี

Vagabond : ขณะที่กำลังทำร้าย ‘ใครคนอื่น’ …คุณเห็น ‘คนที่คุณรัก’ อยู่ในนั้นบ้างไหม?

Home / Editor's cut / Vagabond : ขณะที่กำลังทำร้าย ‘ใครคนอื่น’ …คุณเห็น ‘คนที่คุณรัก’ อยู่ในนั้นบ้างไหม?

หลังจากที่ผมติดตามดู Vagabond ซีรีส์สัญชาติเกาหลีใต้ทาง Netflix มาตลอดหลายสัปดาห์ ผมก็พบว่านอกจากมันจะเป็นซีรีส์แนวธริลเลอร์ที่ชวนลุ้นระทึกในทุกตอนแล้ว เนื้อหาส่วนที่ว่าด้วย ‘ความสัมพันธ์’ ของมันก็ยังสั่นสะเทือนหัวใจผู้ชมได้อย่างทรงพลังไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์กับมนุษย์’ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือคนในสังคมเดียวกัน และความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ประชาชนกับรัฐ’ ที่ไม่ว่าผู้ชมจากประเทศไหนก็คงจะ ‘รู้สึกรู้สา’ ตามไปด้วยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

Vagabond เล่าเรื่องราวของผู้คนที่ล้วนเกี่ยวพันกับเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าสู่โมร็อกโก นับจาก ชาดัลกอน ชายหนุ่มอดีตสตั๊นต์แมน-ผู้ต้องสูญเสีย ชาฮุน หลานชายคนเดียวที่เขารักที่สุดไปในเหตุการณ์ครั้งนี้-ที่พบเบาะแสว่ามันอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุธรรมดา, โกแฮรี เจ้าหน้าที่สาวจาก National Intelligence Service (NIS) ที่ต้องเข้ามาพัวพันกับการไล่ล่า ‘คนร้าย’ ที่ชาดัลกอนเชื่อมั่นว่าคือผู้จัดฉากอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งตัวเธอเองก็ค่อยๆ ค้นเจอหลักฐานสนับสนุนที่ชี้ว่าองค์กรเอกชนรายยักษ์ที่พยายามปิดดีลเครื่องบินรบกับกระทรวงกลาโหมหรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองก็อาจมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย, รวมถึงบรรดาคีย์แมนผู้อยู่เบื้องหลังเหตุเศร้าสลดระดับชาติในครั้งนี้ ที่ดูจะยึดถือผลประโยชน์ของตนมากกว่าความถูกต้องและชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ

โดยตลอดหลายตอนของ Vagabond ระหว่างการเล่าถึงภารกิจการตามล่าหาความจริงของชาดัลกอน, โกแฮรี และชาวคณะอันดุเด็ดเผ็ดมันนั้น เส้นเรื่องอันว่าด้วยความสัมพันธ์ ‘คนกับคน’ และ ‘คนกับรัฐ’ ก็ยังถูกผูกโยงและส่องสะท้อนระหว่างกันไปมาได้อย่างน่าสนใจ

ในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ซีรีส์เผยให้เราเห็นถึงสายใยของคนในครอบครัวเดียวกันอย่างชาดัลกอนกับชาฮุน ที่แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก (ชาดัลกอนต้องจำใจรับชาฮุนมาเลี้ยงดูหลังจากที่พี่ชาย-หรือก็คือพ่อของฮุน-เสียชีวิตลง) แต่ก็เห็นชัดว่าพวกเขาผูกพันกันมากเพียงไหน-ถึงจะมีช่วงเวลาทะเลาะเบาะแว้งให้ต้องงอนง้อกันอยู่เป็นประจำ เห็นได้ชัดจากในเช้าวันที่ฮุนจะต้องขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปเป็นตัวแทนประเทศเพื่อแสดงศิลปะป้องกันตัวร่วมกับเพื่อนๆ ที่โมร็อกโก น้า-หลานทั้งคู่มีปากเสียงและทำตัวงี่เง่าใส่กัน แต่สุดท้าย พวกเขาก็ต่างรู้สึกผิดอยู่ในใจและเตรียมที่จะไถ่โทษต่อกัน หลานตั้งใจจะกลับไปกินไข่ดาวฝีมือน้า และน้าก็เตรียมซื้อรองเท้าใหม่เอี่ยมไว้ให้หลังหลานกลับจากโมร็อกโก …แม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ก็ตาม

หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมเดียวกันที่สะท้อนผ่านชาดัลกอนกับโกแฮรี ซึ่งแรกทีเดียวนั้น แม้ฝ่ายหลังจะเห็นว่าฝ่ายแรกตั้งสมมติฐานขึ้นมาเองและเอาแต่สร้างความวุ่นวายไม่เคยหยุด แต่ในที่สุด เธอก็เริ่มเห็นอกเห็นใจและรับฟังเขามากขึ้นทีละนิด จนได้ร่วมหัวจมท้ายเพื่อเปิดโปงความจริงเบื้องหลังอุบัติเหตุจอมปลอมนี้ในเวลาต่อมา …เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาดัลกอนกับบรรดาญาติๆ ของผู้เสียชีวิตรายอื่น ที่แทบไม่เคยเชื่อมั่นในตัวของชาดัลกอนผู้มุทะลุดุดันเลย แถมยังถึงขั้นกล่าวหาว่าเขาสร้างเรื่องเพื่อหาประโยชน์จากการตายของหลานชายไปเสียอีก แต่เมื่อได้เห็นการกระทำอันเสียสละอย่างจริงจังและจริงใจเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานและพยานของเขาแล้ว พวกเขาก็เริ่มไว้ใจเขาและลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้เคียงข้างชาดัลกอนในที่สุด โดยไม่สนว่าจะถูกฆ่าปิดปากเลยด้วยซ้ำ ขอแค่พวกเขาสามารถเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ ‘คนที่พวกเขารัก’ -ที่ต้องจากไปอย่างไร้ค่าเพียงเพราะ ‘ดีล’ ระหว่างบริษัทเอกชนกับรัฐบาล- ได้ก็พอ

ทว่าในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับรัฐที่ซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมานั้น กลับเป็นเสมือนขั้วที่ ‘ตรงข้าม’ กับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะมีบริษัทค้าเครื่องบินรบรายยักษ์ที่จัดฉากให้เครื่องบินลำนั้นของบริษัทคู่แข่งต้องตกเพื่อทำลายความเชื่อมั่นโดยไม่สนใจผู้โดยสารกว่าสองร้อยชีวิตที่ต้องสูญเสียไป ซีรีส์ก็ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็ดูจะไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากเท่ากับ ‘ผลประโยชน์’ ที่พวกเขาจะได้รับ โดยเฉพาะการเซ็นสัญญากับบริษัทรายนี้ที่จะนำเม็ดเงินมหาศาลมาสู่รัฐและบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง จนถึงขนาดต้องลงทุนทำทุกทางเพื่อปกปิดความจริงไม่ให้สื่อและประชาชนได้รับรู้ ผ่านวิธีการสกปรกโสมมต่างๆ นานาเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะนึกออก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าควบคุม NIS และกรมตำรวจให้ออกกระทำการอุกอาจตามอำเภอใจของรัฐ – โดยเฉพาะการอนุญาตให้สังหาร ‘ใครก็ตาม’ ที่ขวางทาง

เมื่อ Vagabond ถ่ายทอดความเห็นแก่ตัวของเหล่าผู้นำที่คำนึงแต่ผลประโยชน์ของตนได้ ‘สมจริง’ จนน่าขนลุกขนพองเช่นนี้ ซึ่งขัดแย้งกับฝั่งประชาชนที่พยายามลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคนที่พวกเขารัก-ทั้งชาดัลกอน, โกแฮรี และบรรดาญาติผู้เสียชีวิต-ราวกับเป็นมนุษย์ที่มาจากคนละโลก ผมจึงได้แต่นึกสงสัยว่า จะมีบางชั่วขณะที่ผู้นำเหล่านี้จะ ‘รู้สึกรู้สา’ กับการเอาเปรียบประชาชนของตนบ้างไหม? เหตุใดพวกเขาจึงมองประชาชนเป็นเพียง ‘ใครคนอื่น’ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และต้องคอยทุบทำลายหากใครคนอื่นนั้นไม่ยอมศิโรราบทำตามที่พวกเขาต้องการและเห็นสมควรอยู่เสมอ?

พวกเขามองไม่เห็นหรืออย่างไรว่า ประชาชนของพวกเขาก็มี ‘คนที่รัก’ ให้ต้องดูแลและอยากจะมีชีวิตที่ดีๆ ร่วมกันให้ยาวนานมากพอ – เหมือนกับที่ผู้นำกับบรรดาพวกพ้องปรารถนาด้วยเช่นกัน

ผมได้แต่นึกสงสัยว่า หัวจิตหัวใจของผู้นำเหล่านี้ทำด้วยอะไร จึงปล่อยให้ความตายที่ไม่ชอบธรรมของผู้อื่นกลายเป็นเรื่องที่ ‘ลืมๆ มันไปเสียบ้างก็ได้’ และปล่อยให้ลาภยศเงินทองมีค่ามากกว่าความรู้สึกของ ‘ประชาชน’ – ประชาชนที่ต้องลุกขึ้นมาร่วมต่อสู้เรียกร้องหาความยุติธรรมกันเพียงลำพังอย่างยากเข็ญ และประชาชนที่แค่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อร่วมแบ่งปันสุข-ทุกข์กับคนที่ตนรัก …แม้นั่นจะหมายถึงการแค่ได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยเพื่อนั่งล้อมวงกินข้าวร่วมกันในทุกๆ วันก็ตาม

ถ้าผมเป็นตัวละครหนึ่งในฝั่งประชาชนเหล่านี้ ผมคงอยากพูดออกมาต่อหน้าผู้นำเหล่านั้นว่า ได้โปรดถามประชาชนของคุณเสียบ้างเถิด ว่าพวกเขามีความสุขดีแล้วหรือยัง ไม่ใช่เอาถามตัวเองว่า พวกคุณจะมีความสุขกับการกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้องด้วยวิธีการไหนได้อีก โดยพร้อมทำร้ายทำลายใครคนอื่นที่เข้ามาขัดขวาง

และก็ได้โปรดถามตัวเองด้วยว่า ขณะที่กำลังทำร้าย ‘ใครคนอื่น’ …คุณเห็น คนที่คุณรักอยู่ในนั้นบ้างไหม?

ลองคิดใคร่ครวญสิว่า ถ้าคนที่คุณรักโดนเอาเปรียบ ถูกทำร้าย หรือทำให้หายไปอย่างไร้ค่าแบบเดียวกับที่คุณทำกับคนอื่นดูบ้าง คุณจะไม่รู้สึกสะเทือนใจเหมือนกับประชาชนเหล่านี้ของคุณ-ที่กำลังโกรธแค้นและร่ำไห้กับการสูญเสีย-บ้างเลยเชียวหรือ

ผม-ในฐานะตัวละครประชาชนคนหนึ่ง-ถามเพื่อให้คุณ-ในฐานะตัวละครผู้นำ-ไปลองตอบตัวเองในใจ

…ถ้าที่ตรงนั้นของคุณยังพอมี ‘ความเป็นมนุษย์’ หลงเหลืออยู่บ้างน่ะนะ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE