Netflix Solitary Gourmet The Boy Next Door ซีรีส์ อร่อยเดียวดาย

Solitary Gourmet กับความผ่อนคลายของขนบการเล่าเรื่องที่ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’

Home / Editor's cut / Solitary Gourmet กับความผ่อนคลายของขนบการเล่าเรื่องที่ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’

โกโระ อิโนงาชิระ เป็นเซลส์แมนที่มีกิจวัตรประจำวันคือการออกเดินทางไปเสนอขายข้าวของสวยงามตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเกิดอาการ ‘หิว’ ขึ้นมาในระหว่างวัน บรรดา ‘ร้านอาหารท้องถิ่น’ ก็จะกลายมาเป็นหมุดหมายของเขาที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ณ ขณะนั้น จนกระทั่งได้รับประทานอาหารในแต่ละมื้ออย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำนั่นแหละ โกโระจึงออกเดินทางต่อไปพร้อมด้วยไอเดียหรือความรู้สึกบางอย่างที่เขาได้เรียนรู้ในแต่ละวัน

นี่คือพล็อตเรื่องที่ ‘เหมือนกันทุกกระเบียด’ ในแทบจะทุกตอนของซีรีส์ Solitary Gourmet (หรือในชื่อภาษาไทยว่า ‘อร่อยเดียวดาย’) ที่ออกฉายในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบันด้วยจำนวนความยาวมากถึง 8 ซีซั่น …ซึ่งความเหมือนกันทุกกระเบียดอันแสน ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’ ในขนบการเล่าเรื่องของมันนี่เองที่ทำให้ผมได้ค้นพบกับ ‘ความผ่อนคลาย’ บางอย่างขณะรับชม

Solitary Gourmet

หลายคนอาจแปลกใจว่าเหตุใดซีรีส์ที่ดูเหมือนจะ ‘ไม่มีอะไรเลย’ เรื่องนี้ถึงได้ออกอากาศต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 8 แล้ว ซึ่งผมคิดว่าความที่ดูเหมือนจะ ‘ไม่มีอะไรเลย’ นี่แหละที่ทำให้ผู้ชมจำนวนมากเฝ้าติดตามรับชม Solitary Gourmet กันมาอย่างแน่นเหนียวจนถึงทุกวันนี้ อันเป็นผลมาจากหัวใจหลักอย่างขนบการเล่าเรื่องแบบ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’ ของซีรีส์ดังที่ผมได้กล่าวไป

‘สั้น’ เพราะช่วงเวลาในแต่ละตอนที่มีความยาวราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น, ‘ง่าย’  เพราะเนื้อหาของมันที่หมกมุ่นอยู่กับสถานการณ์อันว่าด้วย ‘โกโระหาอะไรกินตอนหิว’ และ ‘ตามสูตร’ เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการเล่าเรื่องที่มักเรียงลำดับจาก ‘โกโระทำอะไรบางอย่างอยู่ – โกโระหิว – โกโระเจอร้านอาหาร – โกโระกินอาหาร – โกโระอิ่มแล้วจากไป’ อยู่เสมอ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น โดยยังใช้เทคนิคด้านภาพและเสียงแบบ ‘เดิมๆ’ มาช่วยขับเน้นเมื่อถึงช่วงเวลาต่างๆ ตามสูตรที่วางไว้ ยกตัวอย่างเช่น การตัดต่อเปลี่ยนช็อตภาพขณะโกโระยืนอึ้ง-จากระยะใกล้แบบประชิดใบหน้าแล้วค่อยๆ ไกลห่างออกไป-ในทุกครั้งที่เขานึกได้ว่าตัวเองหิว หรือการจบตอนด้วยการให้โกโระเดินหันหลังจากผู้ชมไปพร้อมเพลงประกอบอันแสนคุ้นหูและตัวอักษรเครดิตทีมงานที่ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาบนหน้าจอ เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่ Solitary Gourmet นั้นถูกดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกันที่มีอายุยืนยาวกว่า 20 ปีของผู้แต่งเรื่องอย่าง คูซูมิ มาซายูกิ ที่เป็นนักชิมตัวยง เวลาในช่วงท้ายของซีรีส์แต่ละตอนจึงต้องถูกเจียดมาอีกราว 2-3 นาทีเพื่อให้คุณคูซูมิได้โผล่หน้าพาผู้ชมไปเยี่ยมเยียน ‘ร้านอาหารจริงๆ’ ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องของตอนนั้นๆ พร้อมพูดคุยกับบรรดาเจ้าของร้านและรับประทานเมนูอาหารขึ้นชื่อต่างๆ ของแต่ละแห่งด้วยท่าทีเป็นกันเอง ซึ่งพาร์ตปิดท้ายสั้นๆ นี้ก็ช่วยเติมเต็มและสร้างเสน่ห์เล็กๆ ให้กับตัวซีรีส์ได้อย่างสมบูรณ์(…และชวนน้ำลายสอ)

The Boy Next Door

ขนบการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ของ Solitary Gourmet ทำให้ผมนึกไปถึงซีรีส์อีกเรื่องหนึ่งที่เคยได้ดูก่อนหน้าเมื่อไม่นานมานี้อย่าง The Boy Next Door เพราะซีรีส์คอมิดี้จากเกาหลีใต้เรื่องนี้ก็มีความ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’ ที่ดูจะไม่หนีห่างกันมากนัก ทั้งด้วยช่วงเวลาในแต่ละตอนที่ยาวเพียง 6-7 นาที, เนื้อหาที่จับจ้องพัฒนาการความสัมพันธ์แบบ ‘ชวนจิ้น’ ของสองหนุ่มต่างแนว (หนึ่งในนั้นรับบทโดย ชเวอูชิก จาก Parasite) ที่จำต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องพักเล็กแคบ และองค์ประกอบการเล่าเรื่องที่ขับเน้น ‘ฉากชวนจิ้น’ ของพวกเขาให้ออกมาเล่นใหญ่/จัดหนัก ทั้งจากการใช้จังหวะภาพสโลว์โมชั่นไปจนถึงซาวด์ประกอบหวานแหววแสนอลังการในทุกครั้งที่เกิดเหตุบังเอิญให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกัน…จนคนรอบข้างพากันเข้าใจผิดทุกทีไป – ซึ่งแม้เรื่องราวทั้งหมดจะวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้ แต่ ‘ความตลกผสมฉากจิ้นฟินจิกหมอน’ ก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูจะเป็นที่นิยม(แบบเฉพาะกลุ่ม)ในหมู่สาวๆ ทั้งของบ้านเขาและบ้านเราอยู่ไม่น้อย

ผมคิดว่าสาระสำคัญที่ผู้ชมได้รับจากซีรีส์ที่ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’ จนดูเหมือนจะ ‘ไม่มีอะไรเลย’ เหล่านี้ก็คือ ‘ความผ่อนคลาย’ ขณะรับชมนี่เอง เพราะความ ‘คาดเดาได้’ จากขนบการเล่าเรื่องของพวกมัน ทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ สามารถปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเรื่องเล่าตรงหน้าได้โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ และมีเวลามากพอที่จะสังเกต/ซึมซับ ‘อะไรบางอย่าง’ ที่ถูกผู้สร้างซุกซ่อนเอาไว้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อันแสนรื่นรมย์ระหว่างทาง (เช่น การได้เฝ้าดูโกโระละเลียดชิมองค์ประกอบต่างๆ ของอาหารในแต่ละเมนูอย่างไม่ต้องเร่งรีบ) หรืออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่เกิดขึ้น (เช่น การได้มองลึกเข้าไปแววตาของโกโระขณะที่เขาครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต) โดยไม่จำเป็นต้องมัวเสียพลังงานไปกับการใช้สมองถอดรหัสเรื่องราวอันซับซ้อนหรือเผชิญหน้ากับซีนดราม่าหนาหนัก ที่เหล่าผู้สร้างซีรีส์ในปัจจุบันมักพยายามออกแบบมาเพื่อควบคุมผู้ชมให้เกิดอารมณ์ ‘ขึ้นสุด-ลงสุด’ อยู่ตลอดเวลา

ด้วยเหตุฉะนี้ ซีรีส์ ‘สั้น ง่าย ตามสูตร’ อย่าง Solitary Gourmet และ The Boy Next Door จึงกลายมาเป็น ‘ตัวเลือก’ อันเป็นที่รักใคร่ของผู้ชมจำนวนมาก ในท่ามกลางโลกภาพเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยการแข่งขันกันออกแบบเรื่องเล่าให้ ‘ยืดยาว ซับซ้อน ฉีกสูตร’ จนล้นเกินพอดีอย่างในทุกวันนี้

เพราะหลายครั้ง ผู้ชมอย่างเรา-ที่เหนื่อยล้ากับชีวิตมามากพอแล้วในแต่ละวัน-ก็คงแค่อยากได้ความผ่อนคลายจากการดูซีรีส์ที่ดูเหมือนจะ ‘ไม่มีอะไรเลย’ เหล่านี้บ้างเหมือนกัน,

ก็เหมือนกับที่โกโระมีความสุขจากการแค่ได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำในแต่ละวันนั่นแหละ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE