Wong Kar-wai งานหนังสือ หนังสือหนัง หว่องกาไว เดียวดายอย่างโรแมนติก เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว

‘เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว’ …หนังสือหนังในความทรงจำของผม

Home / Editor's cut / ‘เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว’ …หนังสือหนังในความทรงจำของผม

ในโลกของพ็อคเก็ตบุ๊คที่ว่าด้วย ‘พลังอำนาจแห่งเรื่องเล่าของโลกภาพยนตร์’ นั้น หากถามว่าหนังสือเล่มไหนที่หยั่งรากลึกอยู่ในตัวผมจนต้องนึกถึงเป็นเล่มแรกเสมอมา คำตอบของคำถามนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นหนังสือ ‘เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว’ ที่ผมได้อ่านครั้งแรกเมื่อสมัยยังเป็นนักศึกษาเป็นแน่

ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็น ‘หนังสือหนัง’ ภายใต้ร่มเงาของคนทำนิตยสารหนัง BIOSCOPE อย่าง พี่หมู – สุภาพ หริมเทพาธิป และ พี่ดา – ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ที่ผมเคารพรักมาหลายปี (ก่อนที่จะมีโอกาสได้มาช่วยสานงานต่ออย่างในปัจจุบัน) ทว่ายังมีเพราะเหตุผลอีกจำนวนหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มที่ว่า ประทับแน่นอยู่ในใจของผมมาได้ยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษขนาดนี้…

Days of Being Wild

หนึ่ง, เพราะมันเป็นหนังสือฉบับปรับปรุงที่ตีพิมพ์ออกมาในช่วงเวลาที่ผมกำลังสนใจศาสตร์หนังอย่างถึงขีดสุด กล่าวคือมันออกวางจำหน่ายในปี 2547 อันเป็นช่วงชีวิตที่ผมกำลังดำรงสถานะเป็นนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกำลังสนอกสนใจในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังผ่านการ ‘ดู’ และการ ‘อ่าน’ อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ผมดูหนังหลากแนวจากผู้กำกับหลายสัญชาติ – ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ หว่องกาไว คนทำหนังจากฮ่องกงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแง่ของการเล่าเรื่องด้วยสไตล์อันวูบไหวจนผู้ชมคาดเดากระบวนท่าแทบไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่คล้ายกับเป็น ‘สะพาน’ ที่ช่วยเชื่อมให้ผมได้ ‘เข้าถึง’ วิธีคิดแบบหว่องมากขึ้นไปอีกนิด ผ่านบทความในหนังสือเล่มนี้ของนักเขียนและนักวิจารณ์ที่ผมนับถือ นับจาก สุทธากร สันติธวัช, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์, ก้อง ฤทธิ์ดี, ไกรวุฒิ จุลพงศธร มาจนถึง ณัฐพรรณ แย้มแขไข รุ่นพี่คณะของผม หรือแม้แต่พี่ดาเอง

สอง, เพราะชื่อ ‘เดียวดายอย่างโรแมนติกฯ’ ของหนังสือเล่มนี้มันช่างกระตุ้นต่อม ‘ความเหงา’ และ ‘ความขบถ’ ในช่วงวัยรุ่นได้อย่างดีเยี่ยม-เช่นเดียวกับชื่อหนังหลายเรื่องของหว่องกาไวที่มักส่อนัยถึงความเหงาและความขบถของชีวิตผู้คนในหนังไปด้วยพร้อมๆ กัน อาทิ As Tears Go By (1988 – นักเลงหนุ่มผู้ยึดมั่นในรักแท้ที่ต้องเผชิญกับความจริงอันแสนเศร้าของชีวิต), Days of Being Wild (1990 – เพลย์บอยที่ไขว่คว้าหาเซ็กซ์และความรักเพื่อเติมเต็มจิตใจที่เว้าแหว่ง) หรือ Ashes of Time (1994 – จอมยุทธ์ผู้เดียวดายกับอดีตรักที่ไม่สมหวัง) – ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมต้องหยิบหนังสือเล่มนี้มาเปิดดูตั้งแต่คราวแรกที่ได้เห็นบนชั้นหนังสือ ซึมซับตัวอักษรในเล่มทีละบรรทัดด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่านตามประสาวัยรุ่นเรียนหนังที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ และยังคงหยิบมันมาเปิดอ่านอยู่เนืองๆ เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงหนังของหว่องกาไว-หรือแม้แต่ชีวิตวัยว้าวุ่นในช่วงนั้น-ขึ้นมา

Chungking Express

สาม, ไม่ใช่แค่ชื่อเท่านั้น เพราะเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ยังพาผม ‘ไปไกล’ กว่าแค่การสัมผัสแง่มุมความเหงาและความขบถของผู้คนในหนังด้วย กล่าวคือมันได้พาผมเข้าไปทำความรู้จักกับการบอกเล่าชีวิตเหล่านั้นผ่านสายตาของหว่องกาไวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึง ‘ความน่าจะเป็น’ ของแต่ละไอเดียน้อยใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ รวมถึงการตีความสิ่งเหล่านั้นผ่านเทคนิคการเล่าเรื่องอันน่าประทับใจในผลงานหนังเพียงไม่กี่เรื่องตลอดระยะเวลาหลายสิบปีของผู้กำกับสวมแว่นดำผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็น Chungking Express (1994) ที่แม้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนแยกกัน แต่ชีวิตของตัวละครชายทั้งสองกลับถูกเชื่อมโยงกันได้ด้วย ‘ความรู้สึกเคว้งคว้างหลังจากถูกคนรักทอดทิ้ง’ โดยมีร้านอาหารจานด่วนรอบดึกอย่าง ‘มิดไนต์ เอ็กซ์เพรสส์’ เป็นสถานที่เชื่อมต่อในเชิงรูปธรรม, Happy Together (1997) ที่กำหนดให้ฮ่องกง-ที่คู่รักเกย์ตัดสินใจหนีจากมา-และอาร์เจนตินา-ที่พวกเขาตั้งใจใช้เป็นสถานที่เริ่มต้นชีวิตใหม่-ตั้งอยู่บนตำแหน่งที่ตรงกันบนแผนที่โลกพอดีเพื่อสื่อถึงภาวะ ‘กลับไม่ได้ไปไม่ถึง’ ของตัวละครทั้งสอง หรือ In the Mood for Love (2000) ที่ตั้งใจให้ผู้ชมมองไม่เห็น ‘ใบหน้า’ ของตัวละครสามีของนางเอกและภรรยาของพระเอกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตีความ/ส่องสะท้อนความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างคนทั้งคู่อย่างจงใจ

และ สี่, เพราะมันคือหนังสือที่ช่วย ‘ต่อยอด’ หลายสิ่งหลายอย่างให้กับชีวิตของผม เนื่องจากการได้อ่าน ‘เดียวดายอย่างโรแมนติกฯ’ ทำให้ผมเล็งเห็นถึง ‘ความเป็นไปได้’ อีกมหาศาลของวิธีการเล่าเรื่องในโลกภาพเคลื่อนไหว, ‘ความลึกซึ้ง’ ในการเพ่งมองโลกและผู้คนที่ต่างออกไปของคนทำหนังเก่งๆ อย่างหว่องกาไว รวมถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านบรรดาตัวละครหัวขบถผู้มีวิถีชีวิตอันเปลี่ยวเหงา-ซึ่งผู้ชมหลายคนบนโลกน่าจะรู้สึกเชื่อมโยงทางความรู้สึกได้ด้วยไม่ยาก อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผมกับชาวคณะ BIOSCOPE ในรุ่นปัจจุบันได้ลุกขึ้นมา ‘กระทำความหว่อง’ ด้วยการสร้างสรรค์นิตยสารฉบับ ‘หว่องกาไว’ (ฉบับ 186) พร้อมกับการจัดอีเว้นต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อหนังหว่องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความอบอุ่นจาก ‘แฟนหว่อง’ เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วด้วย – พูดง่ายๆ ก็คือ หนังสือเล่มนี้ได้มีส่วนช่วยในการก่อร่างสร้าง ‘ความทรงจำ’ ที่ทั้งเป็นประโยชน์และน่าประทับใจในมิติต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่ตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

Happy Together
พี่แหม่ม – วีรพร นิติประภา ในงาน ‘กระทำความหว่อง Party’

ฉะนั้นแล้ว สำหรับผม, สื่อออฟไลน์รุ่นเก่าอย่าง ‘หนังสือ’ -ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารหรือพ็อคเก็ตบุ๊ค- จึงยังคงเป็นสื่อที่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและตัวตนภายในของผู้คนได้อย่างทรงพลังเสมอ-ซึ่งหากพิจารณาในแง่นี้ มันแทบจะไม่ต่างจากสื่อแห่งยุคสมัยอย่าง ‘สื่อออนไลน์’ เลยด้วยซ้ำ (แถมยังให้ความรู้สึก ‘โรแมนติก’ มากกว่าเสียอีก-ในทุกครั้งที่เราได้สัมผัสตัวรูปเล่มอย่างเป็นรูปธรรม) แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและภายในของคนคนนั้นอีกร้อยแปดประการ อยู่ที่ว่าเราจะสามารถเปิดรับหรือนำมันไปต่อยอดด้วยตัวเองได้อีกไกลแค่ไหน

…ว่าแต่คุณล่ะครับ, มี ‘หนังสือหนัง’ ในดวงใจกันบ้างไหม?

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE