Barry Bill Hader Emmy Awards HBO

บิลล์ เฮเดอร์ กับบทเรียนล้ำค่าจาก Barry ซีรีส์ที่เขา ‘ริเริ่ม’ หลายอย่างในคราวเดียว

Home / Editor's cut / บิลล์ เฮเดอร์ กับบทเรียนล้ำค่าจาก Barry ซีรีส์ที่เขา ‘ริเริ่ม’ หลายอย่างในคราวเดียว

บิลล์ เฮเดอร์ ในวัย 41 เพิ่งชนะรางวัลเอ็มมี่สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในสายคอมิดี้ไปหมาดๆ ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จาก Barry ซีรีส์ตลกหน้าตายขวัญใจผู้ชมทางช่อง HBO ที่เขาลงทุนทำหน้าที่หลายอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการโปรดิวซ์, เขียนบท, กำกับ หรือแม้แต่แสดงนำ – ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับคำชื่นชมไปทั่วสารทิศ!

ทว่าเมื่อย้อนกลับไปมองยังจุดเริ่มต้น เส้นทางความสำเร็จของเฮเดอร์กับ Barry นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่แรก เพราะเขาต้องทุ่มเทสรรพกำลังอย่างมหาศาลในการที่จะ ‘ริเริ่ม’ ทำทุกอย่างในข้างต้นไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางเสียงติติงยุดยื้อจากเพื่อนร่วมวงการ จนอาจทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ที่เขาหมกมุ่นด้วยมานานหลายปีมีสิทธิ์ ‘ล่ม’ ไม่เป็นท่า

ผมจึงคิดว่าความตั้งใจของเฮเดอร์ในการปลุกปั้น Barry จนกลายเป็นของฮิตมาได้ถึง 2 ซีซั่นนั้น สามารถนำมาใช้เป็น ‘บทเรียน’ ต่อยอดสำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่มสร้างบางสิ่งที่เป็นของตัวเองกับเขาบ้าง-ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไรก็ตาม

ก่อนหน้านั้น นอกจากเป็นนักแสดงในหนังตลกโปกฮาอย่าง Superbad (2007), Tropic Thunder (2008) และ Trainwreck (2015) แล้ว เฮเดอร์ยังเคยเป็นหนึ่งในคอมิเดี้ยนผู้เรียกเสียงฮาของรายการชื่อดังอย่าง Saturday Night Live อยู่นานถึง 8 ปี (2005-2013) โดยที่แม้ว่าเขาจะเป็นที่จดจำของผู้ชมจำนวนไม่น้อย ทว่าเขากลับสารภาพว่า ตนต้องคอยรับมือกับอาการวิตกกังวลและภาวะนอนไม่หลับในช่วงเวลานั้นมาตลอด เพราะเฮเดอร์มักรู้สึกว่าตัวเอง ‘ด้อยกว่า’ เพื่อนคอมิเดี้ยนร่วมเวทีของตัวเองเสมอ จนทำให้เขาถึงขั้นหลับไม่ลงในทุกคืนวันศุกร์, รู้สึกวิงเวียนก่อนถ่ายทำรายการสดในทุกวันเสาร์ และออกอาการหนักจนถึงขั้นแสดงท่าที ‘ตื่นกลัว’ บนเวทีจนแทบจะวิ่งหนีออกไปกลางคันมาแล้ว “ผมรู้สึกประสาทแตกตลอดเวลาที่อยู่ SNL เลยแหละครับ เพราะผมมักชอบคิดว่าตัวเองจะ ‘ทำไม่ได้’ ผมโคตรจะกังวลกับอาชีพนี้เลย” เขาว่า

กระทั่งไอเดียของซีรีส์ Barry ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2014 เมื่อ อเล็ก เบิร์ก (เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์จากซีรีส์ Silicon Valley) ช่วยกันก่อร่างบางตัวละครที่น่าสนใจร่วมกับเฮเดอร์ จนกลายมาเป็นเรื่องเล่าว่าด้วย มือปืนหนุ่มฝีมือดีผู้แสนเย็นชา (เฮเดอร์) ที่ค้นพบความสุขในชั้นเรียนการแสดงซึ่งเขาจับพลัดจับผลูเข้าไปร่วมด้วยโดยบังเอิญ จนเริ่มอยากจะ ‘ลาออก’ จากการงานเสี่ยงตายอันแสนเหนื่อยหน่ายแทบหมดไฟที่เขากำลังทำอยู่ และก้าวเข้าสู่โลกการแสดงที่เขาอาจไม่เก่งนัก แต่รู้สึกตื่นเต้นกับมันมากกว่า’ ที่เขากระหายอยากจะสร้างสรรค์ให้มันเกิดขึ้น – ซึ่งก็แตกต่างจากความรู้สึกเครียดขึงกดดันเมื่อสมัยที่เขายังต้องฝืนทำรายการสดแบบ SNL อย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อดีของซีรีส์ Barry ที่ดูจะผ่อนคลายสำหรับเขามากกว่าเยอะ ก็คือมันเป็นการบันทึกเทปที่แม้จะออกมาผิดพลาด แต่ก็ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ “พอผมสามารถถ่ายเทคสองได้ ผมเลยรู้สึกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกน่า เราถ่ายใหม่อีกเทคก็ได้นี่หว่า!’”

แต่ถึงกระนั้น มันก็กลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เพราะในระหว่างกระบวนการสร้าง เฮเดอร์ยังต้องพบเจอกับความยากลำบากอีกนานัปการ-จากทุกตำแหน่งหน้าที่ที่เขาอยากริเริ่มลองทำดูด้วยตัวเองในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการเขียนบทซีรีส์ที่เฮเดอร์ต้องรักษาทั้งเรื่องราวชีวิตสุดเข้มข้นและพัฒนาการของนักฆ่าหน้าตายผู้มีจิตใจซับซ้อนอย่าง แบร์รี เอาไว้ให้ครบถ้วน พร้อมบอกเล่าอารมณ์ขันและความโหดร้าย-ซึ่งก็รวมถึงความตายอันแสนหดหู่สมจริง-ที่ตัวละครนี้ต้องประสบไปด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ หรือแม้แต่การต้องแสดงเป็น ‘นักเรียนการแสดงที่ทำการแสดงได้ห่วยแตก’ ที่หากมองอย่างผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่แท้จริงแล้วมันกลับ ‘โคตรยาก’ สำหรับเฮเดอร์ เพราะเขาต้องถ่ายทอด ‘ความห่วยแตกทางการแสดง’ นั้นให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งยังต้องทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ได้ด้วย-แม้ว่าเขาจะลงมือทำสิ่งเลวร้ายอย่างการฆ่าคนอยู่ตลอดทั้งเรื่อง!

นอกจากนี้ ปัญหาที่หนักอกกว่าอะไรทั้งหมดของเฮเดอร์ก็คือ Barry เป็นผลงานการกำกับ ‘ครั้งแรก’ ในชีวิตที่เขาต้องทำสิ่งที่ยากมากๆ อย่างการควบคุม ‘สมดุล’ ของเรื่องเล่าระหว่างความหม่นมืดและอารมณ์ขันให้ได้ เพื่อสร้างสรรค์ให้มันกลายเป็นซีรีส์ที่มีรสชาติแปลกใหม่ตามที่เขาคิดไว้-ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความตลกหลุดโลกกับความดราม่าจิตตก จนทำให้ผู้ชมวงในหลายราย-ทั้งบรรดาเพื่อนซี้และโปรดิวเซอร์ขาใหญ่-ถึงกับออกปากเตือนว่า ‘เฮ้ย เอ็งจะกำกับมันแบบนี้ไม่ได้นะโว้ย!’ ทำเอาเฮเดอร์เองเกือบเสียศูนย์ไปเหมือนกัน “ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังว่าจะได้เห็นจากผมน่ะ” เขาพูดขำๆ

อย่างไรก็ดี เฮเดอร์ยังคงตัดสินใจที่จะทำซีรีส์เรื่องนี้ออกมาตาม ‘สัญชาตญาณ’ ของตนในทุกภาคส่วนโดยไม่ลังเลกับคำติติงเหล่านั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นหนุ่มเนิร์ดบ้าหนังและการทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของวงการบันเทิงมาปรับใช้ (นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว เขายังเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการกองถ่ายและผู้ช่วยคนตัดต่อมาก่อน เขาจึงเข้าใจเรื่องการจัดการในกองถ่ายและมีทักษะในการเล่าเรื่องอยู่พอสมควร) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ Barry กลายมาเป็นซีรีส์เล็กๆ ของเฮเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในระดับที่ดีเกินคาด เพราะบทที่เขาร่วมเขียนถูกยกให้เป็นบทซีรีส์ที่น่าจับตา / การแสดงอันเปี่ยมมิติของเขาทำให้ผู้ชมรู้สึก ‘อิน’ ตามไปด้วยได้ / 3 ตอนแรกของซีซั่น 1 ที่เขากำกับเองได้รับคำชมอย่างล้นหลาม-ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในการเล่าเรื่องผ่านงานถ่ายภาพและการลำดับภาพอย่างเอกอุ / ทั้งยังเข้าชิงเอ็มมี่จากซีซั่นแรกอีกหลายรางวัล ทั้งซีรีส์คอมิดี้ยอดเยี่ยม, บทคอมิดี้ยอดเยี่ยม, การกำกับคอมิดี้ยอดเยี่ยม รวมถึงคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม-ที่เฮเดอร์ชนะมา 2 ปีติดกันดังที่กล่าวไปแล้ว จนทำให้เขาเป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะของผู้สร้าง, คนเขียนบท, ผู้กำกับ และนักแสดง ‘ฝีมือดี’ แห่งยุคสมัยไปในเวลาเดียวกัน (และตอนนี้หลายคนคงคุ้นหน้าเขามากขึ้นจากการแสดงแสนขโมยซีนใน It Chapter Two)

แต่เหนืออื่นใด, Barry ยังทำให้เฮเดอร์รู้สึกภูมิใจกับตัวเองเป็นครั้งแรก-ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญกับเขามากที่สุด “เราฉายทั้ง 8 ตอนให้นักแสดงกับทีมงานได้ดูกันก่อน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขและภูมิใจกับงานของตัวเองจริงๆ เพราะเราสามารถรวบรวมผู้คนให้มาร่วมสร้างโปรเจ็กต์ที่เราต่างก็รู้สึกตื่นเต้นกับมันได้” เฮเดอร์เล่าย้อนอย่างเป็นปลื้ม “ผมเคยทำงานที่แตกต่างกันมาหลายอย่าง รวมถึงงานที่ผมไม่ได้ตื่นเต้นที่จะทำมันนัก …แต่คุณรู้อะไรไหม มันโคตรรู้สึกดีเลยนะที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารู้สึกสนุกกับมันจริงๆ เสียที ได้ทำซีรีส์ที่ผมอยากเห็นจริงๆ ออกมาแบบนี้”

ถึงตรงนี้, ผมคิดว่าบทเรียนสำคัญที่เราได้รับจากเฮเดอร์และซีรีส์สุดเจ๋ง-ที่อีกหลายคนอาจไม่เคยเชื่อมั่น-ของเขาก็คือ แม้สิ่งที่เราริเริ่มทำอาจไม่ใช่เรื่องง่ายดายและอาจไม่มีใครเห็นด้วยมากนัก แต่ในท้ายที่สุด ‘ความพยายาม’ ของเราก็จะไม่มีวันสูญเปล่า เพราะอย่างน้อยๆ เราก็จะได้เรียนรู้ถูก-ผิดจากมันเสมอ 

…ไม่ว่าสิ่งนั้นจะออกมาสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE