Brad Pitt IT Chapter Two Leonardo DiCaprio Once Upon a Time in Hollywood Quentin Tarantino

กาลครั้งหนึ่งในโลกแห่งความสำเร็จของ ริค ดัลตัน …กับการต้องเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่เราไม่ได้อยากเป็น’

Home / Editor's cut / กาลครั้งหนึ่งในโลกแห่งความสำเร็จของ ริค ดัลตัน …กับการต้องเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่เราไม่ได้อยากเป็น’

หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง Once Upon a Time… in Hollywood

 

ใน Once Upon a Time… in Hollywood ผลงานเรื่องล่าสุดของ เควนติน ทารันติโน ที่เป็นเสมือนกับ ‘จดหมายรัก’ ส่งถึงลอสแอนเจลิสอันฟุ้งฝันในปี 1969 ที่อาจถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดยุคทองของฮอลลีวูดนั้น เจ้าตัวกล่าวว่า เขาได้สร้างตัวละครอดีตดาราดังอย่าง ริค ดัลตัน และสตั๊นต์แมนคู่ใจอย่าง คลิฟฟ์ บูธ (รับบทได้อย่างสะเด็ดสะเด่าโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แบรด พิตต์ – ตามลำดับ) ขึ้นมา เพื่อสะท้อนถึงชีวิตของคนทำงานในแวดวงฮอลลีวูดที่มักจะ ‘ถูกหลงลืม’ ไปตามกาลเวลาในแง่มุมที่ต่างกัน ทั้งดัลตันที่เป็นนักแสดงผู้ถูกทิ้งขว้างในวัยร่วงโรยที่ยังคงต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และบูธที่เป็นสตั๊นต์แมนผู้ทุ่มเทที่แม้จะยอมทำงานแบบถวายหัว แต่ก็ไม่เคยมีใครจดจำได้เลย-แม้แต่คนที่เขาเคยร่วมงานด้วย

อย่างไรก็ดี, ผมคิดว่า ตัวละครดัลตันนั้นยังแสดงให้เราได้เห็นถึง ‘ภาพแทน’ ของ ‘ผู้ใหญ่ที่เราไม่ได้อยากเป็น…แต่ดันต้องเป็น’ ที่กระแทกกระทั้นเข้ากลางแสกหน้าของผู้ชมอย่างเราๆ จนเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจได้อีกด้วย…

เพราะในขณะที่ผลงานหนังร่วมโรงภาพยนตร์ ณ เวลานี้อย่าง It Chapter Two ของ อันเดรส มุสชิเอตติ -ที่เป็นหนังสยองขวัญภาคต่อซึ่งพูดถึงเรื่องราวการเติบใหญ่ของเหล่าชาวแก๊งเด็ก Losers Club ในอีก 27 ปีถัดมา- กำลังพูดถึงการเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่เราไม่ได้อยากเป็น และการพยายาม ‘ลืม’ อดีตอันโหดร้ายที่เราไม่อยากจดจำ แต่ Once Upon a Time… in Hollywood นั้นคล้ายกับเป็น ‘มุมกลับ’ ของประเด็นดังกล่าว เมื่อมันพูดถึงการแก่ตัวมาเป็นคนที่เราไม่ได้อยากเป็น และการ ‘ไม่ยอมลืม’ อดีตอันหอมหวานที่เราอยากย้อนเวลากลับไปลิ้มรสอีกครา …โดยมี ริค ดัลตัน เป็นตัวอย่างชั้นดี

ดัลตันคือนักแสดงวัยกลางคนผู้เป็นอดีตดาวดังจากซีรีส์คาวบอยยุค 50 อย่าง Bounty Law ที่กำลังหวาดหวั่นกับช่วง ‘ขาลง’ ในสายอาชีพของตน หลังต้องถูกลดทอนสถานะจาก ‘พระเอก’ ให้มารับบท ‘ผู้ร้าย’ ของซีรีส์หลายเรื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในปี 1969 ก็ดูเหมือนจะเป็นขวบปีที่ทำให้ดัลตันยิ่งรู้สึก ‘ตกต่ำ’ หนักขึ้นไปอีก เมื่อเขาถูกทาบทามให้ลดตัวลงไปเล่นหนังแนวสปาเก็ตตี้คาวบอยของวงการหนังอิตาเลียน-ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาตั้งแง่ดูถูกว่าเป็นเพียง ‘ของเลียนแบบ’ หนังคาวบอยอเมริกัน แม้ว่ามันอาจจะช่วยกอบกู้สถานะทางการเงินที่ทรุดๆ ทรงๆ รวมถึงสภาวะจิตใจที่ต้องพึ่งเหล้ายาของเขาขึ้นมาได้บ้างก็ตาม

ผมเชื่อว่าผู้ชมหลายคน-โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่-น่าจะพอเข้าใจถึงความรู้สึกตกต่ำของดัลตันได้ไม่มากก็น้อย เพราะเขาคือผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ไม่เพียงตระหนักถึงสภาพร่างกายที่เริ่มร่วงโรยของตนเท่านั้น หากแต่ความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงานที่ประเดประดังเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็ยังทำให้เขารู้สึกถึงความไม่มั่นคงกับเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขึ้นไปทุกขณะ ซึ่งนั่นอาจถือได้ว่าเป็น ‘ความล้มเหลว’ สำหรับคนในวัยเช่นเขา-ผู้ที่ควรมี ‘ทุกสิ่งทุกอย่าง’ เป็นของตัวเองได้เสียที เพื่อแสดงถึงฐานะอันมั่นคงมั่งคั่งที่ถูกควรตามมาตรฐานวัยกลางคนของสังคม …ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นคำถามคาใจที่คนในวัยสามสิบขึ้นไปหลายคนต้องเคยประสบพบเจอมาเฉกเช่นเดียวกัน

ความรู้สึกล้มเหลวต่อตัวเองนี้ของดัลตันปรากฏชัดในระหว่างการถ่ายทำ Lancer ซีรีส์เรื่องใหม่ที่เขาต้องรับบทเป็นผู้ร้ายอีกครั้ง แถมยังต้องแต่งตัวแต่งหน้าจนอาจทำให้คนดูจดจำเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดว่า ตนกลายเป็นเพียงแค่นักแสดงรุ่นเก่าที่ทั้งขี้เมาและไร้ระเบียบวินัย จนส่งผลให้ต้องลืมบทอย่างน่าอับอายในการถ่ายทำฉากง่ายๆ ฉากหนึ่ง ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่ตัวเขาเองเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อประกอบกับการได้เห็นนักแสดงเด็กหญิงวัยแปดขวบ-ผู้ต้องรับบทประกบคู่กับเขา-ที่ตั้งอกตั้งใจทำงานยิ่งกว่าใคร และนักแสดงหนุ่มหน้าละอ่อนผู้มารับบทพระเอกให้เขาโขกสับในจอ-แต่นอกจอกลับทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาก็ยิ่งรู้สึกสมเพชกับความเหลาะแหละล้มเหลวของตน-ผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานมายาวนานกว่านักแสดงอายุน้อยทั้งคู่เป็นไหนๆ

เหตุการณ์นี้เองทำให้เขาเริ่มสั่นคลอนว่า หน้าที่การงานของเขาอาจเดินทางมาถึงจุดจบเข้าแล้วจริงๆ และก็คงไม่มีใครต้องการนักแสดงแก่ๆ ที่ฝีมือห่วยแตกลงทุกวันอย่างเขาอีกต่อไปแล้ว

จะว่าไปก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด หากดัลตันจะรู้สึก ‘จมไม่ลง’ กับสถานการณ์ชีวิตอันย่ำแย่ที่กำลังบังเกิดขึ้นตรงหน้า เพราะการถูกเปลี่ยนสถานะจากพระเอกดังให้กลายมาเป็นผู้ร้ายที่อาจไม่เป็นที่จดจำ คงทำร้ายจิตใจของเขาอยู่ไม่น้อย เขาไม่ได้เป็นดาราดังที่ใครๆ ก็ต้องสยบยอมอีกต่อไป และเดินทางมาถึงจุดที่ชีวิต/การงานไม่ได้มีหนทางให้เลือกมากนัก …ไม่ต่างจากใครอีกหลายคนบนโลกใบนี้

โชคยังดีที่หลังจากหลบไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ดัลตันก็ตั้งสติและกลับเข้าฉากอีกครั้งด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่นที่คุโชนยิ่งกว่าเดิม เขาสามารถแสดงบทบาทร้ายๆ ในฉากจับเด็กหญิงเป็นตัวประกันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและกลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนในกองถ่าย-จนแม้แต่นักแสดงเด็กหญิงคนนั้นยังต้องเดินมากระซิบชื่นชมเขาว่ามันคือการแสดงที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต นอกจากนี้ หลังจากถ่ายทำซีรีส์ตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น ดัลตันก็ยังตัดสินใจตอบรับเล่นหนังสปาเก็ตตี้คาวบอยที่เขาเคยรังเกียจเดียดฉันท์ในที่สุด ซึ่งผลตอบรับที่เขาได้กลับมาก็ดีเกินคาด เมื่อหนังเรื่องแรกที่เขาเล่นนั้นโด่งดังเป็นพลุแตก จนทำให้เขาได้มีโอกาสเล่นหนังในแนวทางเดียวกันที่อิตาลีอย่างต่อเนื่องอีกหลายเรื่อง ได้เงินมากพอที่จะมีชีวิตต่อไป และได้ภรรยากลับมาด้วยอีกหนึ่งคน

และแม้ว่าการกลับมารับงานยังฮอลลีวูดของดัลตันหลังจากนั้น จะยังมีอีกหลายคำถามเกี่ยวกับอนาคตที่รอให้เขาต้องตอบตัวเองให้ได้ ทั้งเส้นทางอาชีพและตำแหน่งแห่งที่ของชีวิตถัดจากนี้ แต่สิ่งที่เขาได้เลือกและพยายามทำมาตลอดปี 1969 นั้น ก็คล้ายกับเป็นเครื่องพิสูจน์ในขั้นแรกแล้วว่า เขาสามารถ ‘ทำอะไรได้มากกว่าที่ตัวเองคิด’ …เขาหลุดพ้นจากการเป็นดัลตันจากยุค 50 ที่ยังคงยึดติดกับความสำเร็จในอดีต และกลายเป็นดัลตันผู้อยู่กับปัจจุบันขณะ ที่แม้จะต้องยอมรับว่าตัวเองทั้งตกอับ, ขี้เมา และห่วยแตกในบางครั้ง แต่ก็ยังคงพยายามดิ้นรนที่จะ ‘มีชีวิตที่ดี’ ต่อไปบนโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้

หากวันนั้น ดัลตันไม่ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปแสดงต่อจนจบแล้วถอดใจเลิกราไปกลางคัน เขาก็คงไม่มีวันได้รู้ว่า ตัวเองก็สามารถเป็น ‘ฮีโร่’ ที่แท้จริงกับเขาได้เหมือนกัน-ไม่ใช่ฮีโร่ปลอมๆ ที่เอาแต่แอ็กท่าอยู่ในโลกจินตนาการบนหน้าจอ และเขาก็คงไม่มีวันได้รู้ว่า บางครั้ง การกล้ายอมรับด้านที่เลอะเทอะและล้มเหลวของ ‘ผู้ใหญ่ที่เราไม่ได้อยากเป็น…แต่ดันต้องเป็น’ เสียบ้างนั้น ก็อาจช่วยทำให้เราได้ ‘ตาสว่าง’ และมองเห็นถึงหนทางแห่ง ‘ความเป็นไปได้’ อื่นๆ ในชีวิตได้มากกว่าที่เราเคยคาดคิด

เพราะหากความสำเร็จสามารถเลือนหายกลายเป็นเพียงอดีตอันหอมหวานของเราได้ฉันใด ความล้มเหลวก็อาจกลายเป็นแค่เรื่องเล่า ‘กาลครั้งหนึ่ง’ สำหรับเราได้ฉันนั้น

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE