Ang Lee Brokeback Mountain From Afar Golden Lion Heath Ledger Jake Gyllenhaal Venice International Film Festival สิงโตทองคำ ออสการ์ เทศกาลหนังเวนิซ

ย้อนดู 2 หนังสิงโตทองคำรส ‘เควียร์’ ผ่าน 2 ทศวรรษของเทศกาลหนังเวนิซ จาก Brokeback Mountain ถึง From Afar

Home / Editor's cut / ย้อนดู 2 หนังสิงโตทองคำรส ‘เควียร์’ ผ่าน 2 ทศวรรษของเทศกาลหนังเวนิซ จาก Brokeback Mountain ถึง From Afar

หลังจากที่หนังเควียร์ (Queer) สัญชาติอเมริกันอย่าง Brokeback Mountain ของ หลี่อัน คว้าสิงโตทองคำอันถือเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังนานาชาติเวนิซมาได้เมื่อปี 2005 รวมถึงก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญบนเวทีรางวัลกระแสหลักอย่างออสการ์-จนถึงขั้นเป็นตัวเต็งในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ความหวังของชาวเควียร์ที่ว่า หนังเรื่องนี้อาจเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้สังคมได้ ‘เข้าถึง’ และ ‘เข้าใจ’ ความทุกข์ทนที่ต้องเก็บงำซ่อนเร้นของ ‘คนเพศอื่น/รสนิยมอื่น’ -นอกเหนือไปจากสเตรต (Straight) หรือคนรักต่างเพศ- ในวงกว้างมากขึ้น ก็ดูจะสว่างไสวเรืองรองขึ้นมาโดยพลัน

10 ปีให้หลัง หนังดราม่าม้ามืดจากเวเนซูเอลาอย่าง From Afar ของ ลอเรนโซ วีกัส ก็ถือเป็นหนังเควียร์อีกเรื่องที่ชนะรางวัลเดียวกันนี้ในปี 2015 แต่ที่น่าสนใจก็คือ มัน ‘ยังคง’ พูดถึงความทุกข์เข็ญของคนเพศอื่น/รสนิยมอื่นที่ต้องหลบซ่อนตัวตนให้พ้นจากสายตาของคนส่วนใหญ่ในสังคม-ซึ่งก็ดูจะไม่ได้หนีห่างไปจากหนังเควียร์สิงโตทองคำเรื่องก่อนหน้านั้นสักเท่าไหร่

…ชัยชนะในเทศกาลหนังเวนิซของหนังเควียร์ทั้ง 2 เรื่องจากช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้กำลังบอกอะไรเรา?

Brokeback Mountain

Brokeback Mountain เล่าเรื่องความสัมพันธ์สวาทที่ค่อยๆ พัฒนากลายมาเป็นสายใยความผูกพันที่ตัดกันไม่เคยขาดระหว่าง เอนนิส กับ แจ็ค สองหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ต่างคนต่างถูกว่าจ้างให้มาดูแลฝูงแกะร่วมกันบนเทือกเขาไวโอมิงในช่วงฤดูร้อนปี 1963 – ที่ซึ่งความเปลี่ยวเหงาและแรงปรารถนาทางกายของพวกเขาลุกโชนเสียยิ่งกว่ากองไฟเฝ้ายามในเวลากลางคืน ก่อนที่ไฟนั้นจำต้องมอดดับลงเมื่อพวกเขาต้องแยกย้ายกลับไปแต่งงานและใช้ชีวิตตามครรลองของสังคมเมือง โดยหารู้ไม่ว่า ‘เชื้อไฟ’ ของความสัมพันธ์ในครั้งนั้น ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในใจและพร้อมจะปะทุออกมามอดไหม้กัดกินพวกเขาได้ทุกเมื่อในอีกกว่า 20 ปีถัดมา

หนังเควียร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ ด้วยบทดัดแปลงของ แลร์รี แม็กเมอร์ทรี และ ไดอานา โอสซานา ที่ขยายความซับซ้อนปวดร้าวของเรื่องสั้นต้นฉบับปี 1997 ของ แอนนี พรูลซ์ ออกมาได้อย่างทรงพลัง, งานกำกับของหลี่อันที่แสนประณีตบรรจง (ผู้ที่ต่อมายังคว้าสิงโตทองคำได้อีกครั้งจาก Lust, Caution ในอีกสองปีถัดมา) รวมถึงนักแสดงหลักทั้งสองอย่าง ฮีธ เลดเจอร์ และ เจค จีลเลนฮาล -ซึ่งขณะนั้นยังไม่โด่งดังมากนัก- ที่สามารถถ่ายทอดตัวละคร ‘ชายหนุ่มสองคนที่ผูกสมัครรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง…แต่ไม่อาจใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้’ ออกมาอย่างมีเลือดเนื้อและเปี่ยมจิตวิญญาณ

หนังเป็นที่ถูกอกถูกใจคณะกรรมการตัดสินสิงโตทองคำในปีนั้น (นำทีมโดย ดันเต เฟอร์เร็ตติ – โปรดักชั่นดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาเลียน) และถูกพูดถึงในสื่อกระแสหลักอย่างหนาหูจนถึงขั้นอาจชนะรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก่อนถูกม้ามืดอย่าง Crash (2004, พอล ฮิกกิส) ปาดหน้าไป จนกลายเป็นที่ครหานินทาว่า เพราะคณะกรรมการส่วนมากเป็นพวกอนุรักษนิยมที่ไม่อยากให้หนังเควียร์ชนะรางวัลใหญ่ จึงตัดสินใจเลือกหนังเรื่องอื่นแทน ซึ่งก็ทำให้ชาวเควียร์ที่คอยเชียร์หนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ที่เวนิซต้องอกหักไปตามๆ กัน

From Afar

ขณะที่ From Afar เล่าถึงชายวัยกลางคนรักสันโดษผู้มีฐานะดีอย่าง อาร์มันโด (รับบทโดย อัลเฟรโด คาสโตร) ที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกเหนือไปจากการนั่งประดิดประดอยฟันปลอมชั้นดี, สะกดรอยตามดูพ่อวัยชราที่เคยละทิ้งเขาไปเมื่อนานมาแล้ว และว่าจ้างบรรดาเด็กหนุ่มหน้าตา/รูปร่างดีตามชุมชนให้มาหันหลังเปลือยก้นให้เขาดูขณะขณะที่เขาช่วยตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบกับ เอลเดอร์ (ลูอิส ซิลวา) เด็กหนุ่มหัวแข็งที่ไม่ยอมทำตามใจเขา แถมยังฉกเงินไปเสียดื้อๆ จนอาร์มันโดรู้สึกค้างคาใจและต้องกลับไปหาอีก ทั้งคู่จึงค่อยๆ ก้าวเข้าล่วงไปในชีวิตของกันและกันมากขึ้นทีละนิด ผ่านการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน หรือแม้แต่ปลดล็อคตัวตน/คลายปมปัญหาที่ฝังแน่นในใจของอีกฝ่าย …โดยความสัมพันธ์ในเชิง ‘บวก’ ทั้งหมดนั้นต้องดำเนินไปอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะมันทั้งขัดแย้งกับวิถีของกลุ่มสังคมที่พวกเขาสังกัดอยู่ -ทั้งอาร์มันโดที่ต้องรักษาภาพ ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ เพื่อไม่ให้ใครๆ มายุ่มย่ามกับชีวิตส่วนตัว และเอลเดอร์ที่ต้องคง ‘ความเป็นชาย’ เพื่อให้มีที่อยู่ที่ยืนในแก๊งวัยรุ่นสุดมาดแมน- และอาจถึงขั้นผิดกฎหมายในอีกหลายแง่

และแม้ว่าหนังจะสร้างความคลุมเครือผ่านความสัมพันธ์กึ่งพ่อลูก/คนรักระหว่างคนทั้งคู่ แต่ก็ยังสามารถทำให้ผู้ชมมองข้ามความหมิ่นเหม่นี้ไปได้ และหันไปเข้าใจพวกเขาในฐานะของ ‘มนุษย์’ ที่บกพร่อง เปราะบาง และโหยหาความรักจากใครสักคนแทน – ซึ่งถึงจะเป็นหนังนอกสายตาที่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าไม่น่าจะคว้ารางวัลใหญ่จากเวนิซได้เมื่อครั้งออกฉาย หากแต่ From Afar ก็กลายเป็นเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำ-โดยมีประธานกรรมการตัดสินในปีนั้นคือ อัลฟองโซ กัวร็อง-ไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี อาจเพราะความไม่เป็นที่รู้จักมากพอในโลกหนังกระแสหลักของทั้งตัวนักแสดงและตัวหนัง หรือด้วยระดับ ‘ความแรง’ ในลีลาการเล่าเรื่องเพศที่สุดโต่งกว่าหลายเท่าตัวนั้น ก็น่าจะมีส่วนทำให้ From Afar ไม่ได้ถูกพูดถึงมากเท่าที่ควร จนก่อเกิดเป็นกระแส ‘ปากต่อปาก’ แบบหนังเควียร์รางวัลสิงโตทองคำรุ่นพี่อย่าง Brokeback Mountain สามารถทำได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย

From Afar

อันที่จริง, หากมองอย่างผิวเผิน ทั้ง Brokeback Mountain และ From Afar อาจคล้ายคลึงกันตรงที่ต่างก็มีแก่นแกนในการเล่าถึง ‘รสนิยมการชื่นชอบเพศเดียวกัน’ ของตัวละครหลัก-ซึ่งผิดไปจากศีลธรรมอันดีงามของสังคม-ที่ต้องถูกเก็บกดหลบซ่อน จนนำมาซึ่งความกดดันภายในจิตใจ และพัฒนากลายเป็นปมปัญหา ทั้งในแง่การยอมรับนับถือตัวตนและการใช้ชีวิตของพวกเขา – ซึ่งนั่นอาจสะท้อนให้เราเห็นอยู่กลายๆ ว่า แม้ระยะเวลาการสร้างของหนังทั้ง 2 เรื่องนี้จะห่างกันถึง 10 ปีหรืออยู่กันคนละทศวรรษ หากแต่ความทุกข์ยากของชาวเควียร์ที่ถูกกดทับโดยกรอบกฎเกณฑ์ของสังคมก็ยังคงไม่หนีหายไปไหน และยังคงเป็นประเด็นโศกนาฏกรรมสุดคลาสสิกที่ต้องถูกคนทำหนังหยิบยกมาบอกเล่ากันอยู่ร่ำไป เมื่อบรรดาผู้ชมในชีวิตจริงนอกโรงหนังนั้นยังคงปฏิเสธคนเพศอื่น/รสนิยมทางเพศอื่นเสมอมา โดยไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

ฉะนั้น จึงไม่สำคัญเลยว่า เทศกาลหนังระดับโลกอย่างเวนิซ (ที่กำลังจะถูกจัดขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์หน้านี้), เบอร์ลิน หรือคานส์ (ที่ต่างก็มีรางวัลที่มอบให้แก่หนังเควียร์โดยเฉพาะ) จะเหลียวแลหรือเปิดพื้นที่ให้หนังเควียร์มากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งพวกมันจะสามารถคว้ารางวัลสูงสุดในโลกหนังกระแสหลักอย่างออสการ์มาได้ในวันหนึ่ง เพราะตราบใดที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังคงปิดตาปิดใจไม่ยอมรับความแตกต่างอันหลากหลายของมนุษย์-โดยเฉพาะในเรื่องละเอียดอ่อนอย่างเพศ ศาสนา และการเมือง-ที่ไม่เป็นไปตามความคิดความเชื่อของพวกเขา มันก็คงจะเป็นความสำเร็จของเรื่องเล่าที่ไร้ประโยชน์อยู่ดี

และหนังเควียร์แสนโศกเช่นเดียวกับ Brokeback Mountain และ From Afar ก็คงจะทำได้เพียงแค่ถูกหยิบมาบอกเล่าอีกครั้งและอีกครั้งอย่างไม่มีวันจบสิ้น …ไม่ว่าจะอีกกี่เทศกาลหนังหรืออีกกี่เวทีรางวัลในอีกหลายทศวรรษถัดจากนี้

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE