Julianne Moore Laura Brown Stephen Daldry The Hours

ร่าง ‘มาร’ ของมารดา-ภรรยา กับเค้กชั้นเลวของ ลอรา บราวน์

Home / Editor's cut / ร่าง ‘มาร’ ของมารดา-ภรรยา กับเค้กชั้นเลวของ ลอรา บราวน์

หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ The Hours (2002, สตีเฟน ดัลดรี)

 

เช้าวันนั้นในปี 1951, หลังจากคลอดลูกคนที่สองได้ไม่นาน, ลอรา บราวน์ ตื่นขึ้นมา เตรียมมื้อเช้า ออกจากบ้าน ตรงไปยังป้ายรอรถประจำทาง ขึ้นไปบนรถคันหนึ่ง …และไม่หวนกลับมาหาครอบครัวของเธออีกเลย

ก่อนหน้านั้น เธอเป็น ‘ภรรยา’ ผู้เพียบพร้อมของสามีคนขยันที่แต่งงานกันทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด, เป็น ‘มารดา’ ที่แสนดีของลูกชายวัยเยาว์อย่าง ริตชี รวมถึงลูกในท้องที่กำลังจะลืมตามาดูโลก และยังเป็นแม่บ้านเต็มเวลาที่คอยดูแลบ้านทั้งหลังของครอบครัวเล็กๆ นี้

แต่นั่นเป็นเพียงแค่ ‘ภาพ’ ที่คนภายนอกมองเข้ามา …ภาพที่พวกเขาหรือแม้แต่สังคมโดยรวมคิดเหมาว่าแม่และเมียทุกคน ‘ควร’ จะเป็นกัน

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ลอรา บราวน์ไม่ได้อยาก ‘เป็น’ ทุกอย่างที่กล่าวมาเลยสักนิด เธอหวาดกลัวการร่วมเรียงเคียงหมอนกับชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีในทุกค่ำคืน, เธอรู้สึกเหมือนกับตนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับลูกชายของตัวเองในทุกวันที่ต้องอยู่ดูแลเขาตามลำพัง, เธอเหน็ดเหนื่อยกับการอุ้มท้องลูกสาวเดือนแล้วเดือนเล่า และเธอยังอึดอัดเหลือคณากับการต้องเป็นภรรยาและมารดาที่ต้องคอยดูแลกิจการงานบ้านให้ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่เพียงผู้เดียวทุกเช้าค่ำ

เมื่อผู้ชมหลายคนที่เป็นทั้ง ‘แม่’ และ ‘ลูก’ ได้เห็นการกระทำของผู้หญิงที่ชื่อลอรา บราวน์ใน The Hours (2002, สตีเฟน ดัลดรี) แล้ว ก็อาจถึงขั้นตั้งป้อมก่นด่าเธอกันอย่างทันทีทันควัน ทั้งในแง่ที่เธอไม่สามารถเป็นแม่และเมียอย่างที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นได้ และในแง่ที่เธออดทนกับชีวิตประจำวันสุดเส็งเคร็งของตัวเองไม่ไหว จนตัดสินใจทอดทิ้งลูกทั้งสองของเธอไปอย่างไม่ใยดี อันกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยนไป โดยเฉพาะริตชีที่ต้องมีปมปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ไปตราบจนวาระสุดท้าย – ซึ่งดูๆ แล้วก็ช่างใจดำอำมหิต ผิดจากสถานะของแม่ในอุดมคติที่ควรจะเป็น ‘นางฟ้า’ -และไม่ควรจะกลายร่างเป็น ‘มาร’ เช่นนี้- สำหรับลูกๆ ไปโดยสิ้นเชิง

แต่หากเราลองย้อนกลับไปมองชีวิตในหนึ่งวันของลอรา บราวน์อย่างใกล้ชิดอีกสักหน เราก็น่าจะเห็นว่า นอกจากเธอจะไม่ได้อยากเป็นทั้งแม่ทั้งเมียแล้ว …เธอก็อาจไม่ได้อยากเป็นแม้แต่ ‘ผู้หญิง’ ภายใต้นิยามแสนเผด็จการของสังคมนี้ด้วยซ้ำไป

โดยหลังจากส่งสามีไปทำงานเรียบร้อยแล้ว เธอก็พลันนึกขึ้นได้ว่า วันนี้เป็นวันเกิดของเขา และราวกับถูกตั้งโปรแกรมฝังหัวเอาไว้ว่า หากไม่คิดทำอะไรเลย เธอจะกลายเป็นภรรยา(และมารดา)ที่ล้มเหลว เธอจึงตัดสินใจกัดฟันทำ ‘เค้ก’ ให้เขาก้อนหนึ่ง โดยมีริตชีเป็นลูกมือตัวน้อยคอยช่วยอยู่ข้างๆ ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้าม เพราะเค้กที่เธอทำนั้นช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งขนาดและรูปทรงที่บิดเบี้ยวไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสีสันการตกแต่งที่เละเทะเลอะเทอะราวกับของเด็กเล่น ซึ่งถ้าเพื่อนๆ แม่บ้านในละแวกนี้มาเห็นเข้า พวกเธอก็คงได้แต่ส่ายหน้าระอาและนึกขันในฝีมือของเธอไปอีกนานหลายวัน โทษฐานที่เค้ก-ซึ่งผู้หญิงคนไหนก็ทำได้-ของเธอนั้นเป็นได้แค่ ‘เค้กชั้นเลว’

“ใครๆ ก็ทำเค้กได้ทั้งนั้นแหละ มันง่ายจะตายไป” คิตตี เพื่อนสาวที่แวะมาหาเธอที่บ้านกล่าวจี้ใจดำ-หลังจากได้เห็นเค้กหน้าตาอัปลักษณ์ก้อนนั้น

ใช่, สำหรับหลายคน มันอาจเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับลอรา บราวน์ การทำเค้กเป็นเรื่องยากพอๆ กับการพยายามรักษาสถานะของแม่และเมียให้สมบูรณ์แบบในแต่ละวัน – ลอรา บราวน์ไม่ได้อยากทำเค้กวันเกิด, ไม่ได้อยากเป็นแม่หรือเมีย และอาจไม่ได้อยากเป็นแม้แต่ผู้หญิง เพราะหลังจากที่เธอได้เผลอจูบกับคิตตีอย่างอ่อนโยนขณะปลอบประโลมเพื่อนคนนี้ที่กำลังต้องเข้ารับการวินิจฉัยโรคร้าย เธอก็รู้ซึ้งว่า ‘สตรีเพศ’ นั้นน่าพึงใจมากกว่า ‘บุรุษเพศ’ เพียงใด

สังคมเอาแต่พร่ำบอกแกมบังคับกับเราว่า ผู้หญิงต้องเกิดมาคู่กับผู้ชาย, ผู้หญิงต้องให้กำเนิดทายาทสืบสกุล และผู้หญิงต้อง ‘เป็น’ และ ‘ทำ’ อะไรอีกมากเพื่อรักษาจารีตเหล่านั้นเอาไว้ คนที่บังเอิญเกิดมาผู้หญิงอย่างเธอจึงต้องก้มหน้าใช้ชีวิตตามแบบแผนสำเร็จรูปนี้มาตลอด โดยไม่เคยตั้งคำถามหรือลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตัวเองได้มีความสุขจริงๆ เลยสักครั้ง ซึ่งความน่าหดหู่อันใหญ่หลวงนี้เองทำให้เธอคิดที่จะปลิดชีพตัวเองไปพร้อมกับลูกในท้อง โดยทิ้งเค้กชั้นเลวก้อนนั้นลงถังขยะ เริ่มต้นทำเค้กก้อนใหม่ -ที่แม้จะดูดีขึ้นมาอีกนิด แต่ก็คงยังห่างไกลจากคำว่า ‘ใช้ได้’ สำหรับมาตรฐานของสังคม- แล้วขับรถพาริตชีไปฝากไว้กับคนรู้จัก ก่อนหลบฉากไปเตรียมฆ่าตัวตายในโรงแรมลับแลแห่งหนึ่ง และหวังใจว่าจะลาจากชีวิตที่เลือกไม่ได้นี้ไปตลอดกาล

แต่หลังจากใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ เธอก็พบว่า สิ่งที่ต้องอันตรธานหายไปนั้นไม่ใช่ตัวเธอ หากแต่เป็นชีวิตตามแบบแผนสังคมที่ทำร้ายเธอมาทั้งชีวิตต่างหาก – เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงล้มเลิกแผนการ ขับรถกลับบ้าน และตัดสินใจที่จะละทิ้งครอบครัวของตนไปเพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ตามความปรารถนาที่แท้จริงของตนเสียที

ใช่, สำหรับหลายคน การตัดสินใจนี้ของเธออาจถือเป็นเรื่องชั่วช้า-ในฐานะของแม่ที่ ‘เห็นแก่ตัว’ มากเสียจนเลือกที่จะตัดขาดจากลูกๆ โดยที่ไม่ห่วงพะวงว่าพวกเขาอาจมีปมติดตัวไปอีกชั่วชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหากลอรา บราวน์ยังทนใช้ชีวิตอยู่กับสามีและลูกๆ ของเธออย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้ต่อไป เธอจะยังขึ้นชื่อได้ว่าเป็นแม่ เมีย หรือผู้หญิงที่ดีได้อีกนานแค่ไหน เธออาจกลายเป็นผู้หญิงที่มีปัญหากับอัตลักษณ์ของตัวเองไปจนวันตาย หรือถึงขั้นลุกขึ้นมาระเบิดออกอย่างรุนแรงกับลูกๆ หรือสามีในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า และชีวิตของพวกเขาทั้งหมดก็อาจจะย่อยยับอับปางไปมากกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้

บางที, นี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ ‘มนุษย์ปุถุชน’ คนหนึ่งอย่างลอรา บราวน์

และบางที, ‘แม่’ หรือ ‘เมีย’ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเดินตามกรอบมาตรฐานของสังคม หรือไม่จำเป็นต้องกระโจนตัวออกไปให้สุดทางแบบเดียวกับที่ลอรา บราวน์เลือกทำ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้อาจมีทางเลือกได้มากกว่าหนึ่งหรือสองทางพอๆ กับที่ ‘เค้ก’ ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดให้มีรูปทรงมาตรฐานอยู่เพียงแค่แบบเดียวนั่นแหละ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE