Burning Parasite ชนชั้นปรสิต มือเพลิง หนังเกาหลี

จดหมายถึง อีจงซู, คิมคีอู และชนชั้นปรสิตที่จำต้อง ‘แผดเผาตัวเอง’ ในโลกมืด

Home / Editor's cut / จดหมายถึง อีจงซู, คิมคีอู และชนชั้นปรสิตที่จำต้อง ‘แผดเผาตัวเอง’ ในโลกมืด

หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Burning (2018, อีชางดง) และ Parasite (2019, บงจุนโฮ)

 

Burning
ถึงอีจงซู,

ครั้งแรกสุดที่ผมเห็นนาย-นายเป็นเพียงแค่คนส่งของที่มีหน้าตาท่าทางแสนจะดูธรรมดาสามัญ เป็นคนทั่วไปที่ทำงานหาเลี้ยงตัวเองอย่างสุจริต แม้จะเป็นงานฟรีแลนซ์ที่ได้เงินไม่มากมายอะไรนัก ซ้ำยังเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ที่ใช้ชีวิตวัยหนุ่มไปกับการพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนผู้หญิงในวงเหล้ายามค่ำคืนตามประสา

แต่ผมไม่ได้สำเหนียกเลยว่า ภายใต้ความธรรมดาสามัญที่ดูจะ ‘ปกติสุขดี’ นั้นของนาย นายกำลังแบกรับ ‘ภาระ’ อันหนักอึ้ง-ที่แม้แต่นายเองก็ไม่อาจรู้ตัว-จากปัญหาน้อยใหญ่ต่างๆ ที่รายล้อมตัวนายอยู่ ทั้งการต้องมีชีวิตหลักลอยในฐานะเด็กจบใหม่ไร้งาน-ที่ทำให้ความฝันในการเป็นนักเขียนนิยายของนายช่างดูเลือนรางริบหรี่, การต้องมารับรู้ความผิดที่พ่ออารมณ์ร้อนของตัวเองก่อขึ้นจนกลายเป็นคดีความใหญ่โตถึงขั้นต้องถูกคุมขัง และการต้องเฝ้าดูแลฟาร์มวัวเก่าโทรมของครอบครัวในขณะที่ก็ต้องวิ่งวุ่นหางานประจำและตามติดคดีของพ่อไปพร้อมๆ กัน ภายใต้สภาวะฝืดเคืองทางการเงิน

รวมถึงการแอบรัก ชินแฮมี เพื่อนจากวัยเด็กผู้มีทัศนคติต่อชีวิตที่แปลกต่างไปจากนายโดยสิ้นเชิง แถมยังนำพาชายหนุ่มฐานะดีหน้าตาหมดจด-ผู้ที่เธอพบเจอจากทริปท่องเที่ยวแอฟริกา-ที่ชื่อ เบน เข้ามาทำให้นายต้องป่วนปั่น

แต่นั่นคงไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่นายไม่รู้-เช่นเดียวกับที่ผมเองก็ไม่รู้-ว่าทำไมจู่ๆ ชินแฮมีจึงหายเงียบไปจากชีวิตนายนับจากวันที่เธอและเบนไปเยี่ยมนายที่บ้านชนบทในเย็นวันนั้น และไม่รู้ว่าทำไมเบนถึงทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับการหายตัวไปของเธอหลังจากนั้น เขาทำราวกับว่าเธอเป็นสิ่งของไร้ค่าเหมือนกับ ‘โรงนา’ ที่จะถูกเผาทิ้งไปเมื่อไหร่ก็ได้-เหมือนกับที่เขาเคยบอกนายในวันเดียวกันนั้น และใช้ชีวิตอันร่ำรวยอย่างรื่นรมย์ต่อไปกับผู้หญิงคนใหม่โดยไม่รู้สึกรู้สา …แต่ผมรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ทำให้นายเริ่มรู้สึกว่างเปล่า ถูกทอดทิ้ง หรือแม้แต่ไร้ตัวตนสำหรับคนทั้งคู่ จนความโกรธเกลียดที่นายเองก็ไม่เคยเข้าใจค่อยๆ ปะทุอยู่ในอกจนยากที่จะกักเก็บมันไว้ ทั้งโกรธชินแฮมีที่หายไป โกรธเบนที่ยังคงมีชีวิตสุขสบาย โกรธตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง โกรธโลกและชีวิตที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ยุติธรรม

ผมจึงไม่แปลกใจที่วันหนึ่งในฤดูหนาวไม่นานถัดจากนั้น ท่ามกลางพริ้วโปรยยะเยือกเย็นของหิมะ นายจะจุดไฟเผารถหรูราคาแพงคันนั้นของเบน ไปพร้อมๆ กับร่างโชกเลือดที่ถูกนายจ้วงแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา – โดยหารู้ไม่ว่าไฟกองเดียวกันนั้นก็กำลังลุกไหม้ความเดียงสาที่นายมีต่อโลกและชีวิตที่ผมเคยเห็นก่อนหน้านี้ จนแหลกสลายป่นปี้ลงไปเช่นกัน

…ด้วยน้ำมือที่เปรอะเลือดและเปื้อนเชื้อไฟในความหนาวเหน็บของนายเอง

 

Parasite
ถึงคิมคีอู,

นายก็เหมือนกัน-ผมคิดว่านายก็คงโกรธเกลียดโลกและชีวิตไม่ต่างจากอีจงซูเท่าไหร่นัก แต่นายแค่ ‘รู้ตัว’ มากกว่าเขานิดหน่อย นายจึงใช้โอกาสในการได้เข้าไปเป็นครูสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษให้ลูกสาวของครอบครัวพัค-ผู้ร่ำรวยมีหน้ามีตาในสังคม-เป็นบันไดพาตัวเองก้าวล่วงไปในวิถีชีวิตหรูหราแบบคนชนชั้นสูงดุจเดียวกับพวกเขา แถมยังพาครอบครัวของนายแฝงตัวเข้าไปในบ้านหลังนั้นอย่างแนบเนียนทีละคนสองคน ทั้งน้องสาวนายที่ไปเป็นครูสอนศิลปะทางเลือกให้ลูกชายคนเล็กบ้านพัค, พ่อนายที่กลายร่างเป็นคนขับรถมือดีให้คุณพัค และแม่นายที่สวมบทแม่บ้านมืออาชีพให้คุณนายพัค – โดยแสร้งทำทีว่าทุกคน(แทบจะ)ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ผมจินตนาการว่า มันคงรู้สึก ‘ดี’ กว่ากันเยอะเลยใช่ไหมล่ะ ระหว่างการได้มีชีวิตอิสระเสรีอยู่ท่ามกลางบ้านหลังใหญ่ราคาแพงระยับที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง, มีมื้ออาหารดีๆ ให้อิ่มหมีพีมันจนต้องเหลือทิ้งในบางวัน และสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ในชีวิตได้เหมือนฝัน กับการต้องทนมีชีวิตอันจำกัดจำเขี่ยอยู่ท่ามกลางบ้านรังหนูเล็กแคบใต้ถุนตึกที่วันๆ มีแต่คนมาเยี่ยวรดและน้ำท่อสกปรกจะล้นทะลักมาท่วมเมื่อไหร่ก็ได้, มีมื้ออาหารราคาถูกที่อดบ้างอิ่มบ้างตามกำลังทรัพย์ในแต่ละวัน และไม่แม้แต่จะมีโอกาสดีๆ ในการเข้าถึงความสุขสบายในแบบที่คนมีเงินเขามีกัน

ผมจึงไม่แปลกใจที่ยิ่งนายใช้ชีวิตราวกับอยู่ใน ‘ภาพฝัน’ เช่นนี้ไปนานเท่าไหร่ นายก็ยิ่งถลำลึกมากขึ้นเท่านั้น และถึงขั้นฝันหวานไปไกลว่า สักวันหนึ่ง สิ่งดีๆ ทั้งหมดนี้จะต้องกลายเป็น ‘ของของนาย’ อย่างแท้จริง ทั้งบ้านหลังงาม, สิทธิพิเศษในสังคม, ความสุขในวิถีชีวิตแบบคนร่ำรวย หรือแม้แต่ความรักจากเด็กสาวหน้าตาน่าทะนุถนอมที่นายหมายปอง โดยหารู้ไม่ว่า ทุกอย่างจะพลิกคว่ำคะมำหงายอย่างไม่เป็นท่าไปในคืนวันฝนตกหนักที่อะไรๆ ก็ดูจะผิดแผนไปเสียหมด นับจากการที่ครอบครัวพัคกลับมาจากแคมปิ้งพักผ่อนเร็วเกินไป-ขณะที่นายกับครอบครัวยังตั้งวงเหล้าพร่ำบ่นกันอยู่ภายในบ้าน, การได้พบห้องลับใต้ดินและเจอสามีคลั่งเกาหลีเหนือของแม่บ้านคนเก่า-ที่พวกนายวางแผนบีบให้ถูกไล่ออกไป-ที่แฝงตัวอยู่ในบ้านหรูมาแรมปี แต่ไม่เคยมีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ ไปจนถึงการที่นายและสมาชิกบ้านนายแต่ละคนเริ่มควบคุมสติสตังกันไม่อยู่ และ ‘จุดระเบิด’ เอาความโกรธเกลียด-ที่น่าจะสะสมมาตลอดชีวิตการเป็นชนชั้นปรสิต-ออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

สุดท้าย, นายและครอบครัวของนายจึงไม่ต่างอะไรกับอีจงซู เพราะถึงพวกนายอาจจะรู้ตัวว่า ระยะห่างระหว่าง ‘ความรวย’ กับ ‘ความจน’ ที่ถ่างให้ชนชั้นของบ้านนายกับบ้านพัคช่างดูแตกต่างกันราว ‘นรก’ กับ ‘สวรรค์’ มันเคยทำให้พวกนายรู้สึกเจ็บปวดและน้อยเนื้อต่ำใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่การพยายามก้าวล่วงเข้าไปทำลายและถือครองชีวิตของชนชั้นที่สูงกว่านั้น มันก็ยิ่งทำให้ความโกรธเกลียดของพวกนายสุกงอมเร็วขึ้นทุกวัน …รวดเร็วจนเน่าเฟะส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน จนทำให้สวรรค์น้อยๆ ของพวกนายต้องพังครืนลงพร้อมคราบเลือดและความตายของพวกนายอีกบางคน ด้วยการกระทำและความคิดชั่วช้าที่ถลำลึกเข้ากัดกินตัวตนและชีวิตของพวกนายเสียเอง

เช่นเดียวกับกองไฟแห่งความโกรธเกลียดกองนั้นของอีจงซูที่ถูกจุดขึ้นจนเผาไหม้ตัวเขาเองนั่นแหละ

 

Burning
ถึง(คนที่ถูกตัดสินว่าเป็น)ชนชั้นปรสิต…ที่กำลังแผดเผาตัวเอง, 

ผมคิดว่าคงมีคนอยู่อีกจำนวนไม่น้อยบนโลกใบนี้ที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไร้อนาคต และไร้ตัวตน จนจำเป็นต้องจุดไฟ ‘เผาตัวเอง’ ให้ลุกโชนโชติช่วงด้วยวิธีการที่ผิดที่ผิดทาง-เช่นเดียวกับอีจงซูและคิมคีอู เพียงเพื่อให้คนในชนชั้นที่สูงกว่าได้ ‘มองเห็น’ พวกเขาในท่ามกลางความมืดมิดของโลกและชีวิตอันแสนเจ็บปวดรายวัน

และผมก็เคยตั้งคำถามกับคนอย่างอีจงซูและคิมคีอูว่า คนคนหนึ่งจำเป็นต้องแผดเผาตัวเองให้เจิดจ้าเป็นที่สนใจสักแค่ไหนกัน เพื่อให้ตัวเอง(และพวกพ้อง)ได้มีตัวตน มีชีวิต และมีเรื่องราวอยู่ในการรับรู้ของสังคม ได้มีพื้นที่ที่จะยืนหยัดและสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตในฐานะพลเมืองหรือมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างทัดเทียม …แล้วมันคุ้มกันจริงๆ หรือกับการที่พวกเขาเหล่านั้นต้องเอา ‘ตัวเข้าแลก’ โดยทุบทำลายตัวตนที่ไม่ถูกยอมรับนั้นทิ้งไปเสีย หรือไม่ก็ทำร้ายทำลายชนชั้นที่เราคิดว่าเป็นขั้วตรงข้ามและอยู่สูงกว่าเราแล้วดึงพวกเขาให้ลงต่ำมาสัมผัสกับความเจ็บปวดด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งหลายครั้งก็เลยเถิดไปไกลจน ‘สุดทาง’ แบบเดียวกับที่อีจงซูและคิมคีอูทำ

แต่ผมลืมไป…

ผมลืมไปว่า ทั้งอีจงซู, คิมคีอู และคนทุกคนที่ตกที่นั่งเดียวกับพวกเขา-หรือแม้แต่เราที่กำลังอ่านจดหมายฉบับนี้ ล้วนดำรงอยู่ภายใต้สังคมที่แบ่งแยก กีดกัน และไม่มีทางเลือกสำหรับชนชั้นอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป เราล้วนถูกสั่งสอนให้ต้องถีบตัวเองให้สูงส่งขึ้นเท่านั้น-ไม่ว่าจะในมิติใดๆ ของชีวิต ทั้งการงาน การเงิน การใช้ชีวิต หรือกระทั่งการมีความสัมพันธ์กับมนุษย์อีกคน หลายคนเริ่มจากการดูถูกเหยียบย่ำกันในโลกออนไลน์ แล้วพัฒนาไปเป็นการฉ้อโกงทรัพย์สินและทำลายชีวิตกันในโลกออฟไลน์ เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกว่า ฉันดีกว่า เหนือกว่า สูงส่งกว่า และตัดสินให้ ‘คนอื่น’ -คนที่เรามองว่าด้อยค่าต่ำชั้นที่กำลังโกรธแค้นจนทำเรื่องเลวทรามไร้มารยาทอย่างอีจงซูและคิมคีอู- กลายเป็นเพียง ‘ชนชั้นปรสิต’ ที่ไม่ควรเผยอหน้ามามีตัวตนในสังคมอุดมคติของมนุษย์ ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน โดยปราศจากความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ช่องว่างระหว่างชนชั้น-อันเป็นเชื้อไฟแห่งความโกรธเกลียดของใครหลายคน-ในสังคมนั้นหดแคบลงกว่าที่เป็นอยู่

ผู้ถูกกดขี่หลายคนจึงทำได้แค่จุดไฟแผดเผาตัวเองให้ส่องสว่างที่สุดเท่าที่จะพอทำได้-แม้จะแค่วูบเดียวและยังต้องยอมให้เปลวเพลิงนั้นกัดกินตัวเอง-เพียงเพื่อระเบิดระบายความโกรธแค้นที่คั่งค้างทรมานอยู่ภายในจิตใจของ ‘ชนชั้นปรสิต’ อย่างพวกเขาที่ไม่เคยมีใครมองเห็นอย่างแท้จริง

ผมขอโทษที่ผมลืมความจริงอันแสนโหดร้ายของโลกใบนี้ไป-จนด่วนตัดสินพวกนายเหมือนกับคนพวกนั้น, อีจงซู คิมคีอู

…ขอโทษจริงๆ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE