Ava DuVernay Netflix The Central Park Five When They See Us ภรณ์ทิพย์ มั่นคง มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ

จับจ้อง ‘สายตาแห่งอคติ’ ใน When They See Us ที่ “มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ”

Home / Editor's cut / จับจ้อง ‘สายตาแห่งอคติ’ ใน When They See Us ที่ “มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ”

ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู When They See Us มินิซีรีส์ 4 ตอนจบของเน็ตฟลิกซ์ที่ร่วมเขียนบทและกำกับโดยนักเล่าเรื่องหญิงคนเก่งอย่าง เอวา ดูเวอร์เนย์ (Selma) ซึ่งพาเราย้อนเวลากลับไปสำรวจคดีอื้อฉาวของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1989 ว่าด้วยเด็กหนุ่มผิวสี/ฮิสปานิก 5 คนที่ ‘ถูกปรักปรำให้เป็นผู้กระทำผิด’ โทษฐานทำร้ายและข่มขืนหญิงสาวผิวขาว-ที่ออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งในยามวิกาลบริเวณสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์คกลางกรุงนิวยอร์ค-จนปางตาย …กระทั่งความจริงถูกเปิดเผยในอีกสิบกว่าปีให้หลังว่า แท้จริงแล้ว พวกเขาคือ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ดังเช่นที่เคยต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่วันแรกๆ ที่ถูกกล่าวหา

เรื่องเล่าชวนช็อคนี้ทำให้ผมหันกลับมามองสังคมรอบตัวในปัจจุบัน และพบว่าแม้จะผ่านเวลามาถึง 30 ปีแล้ว แต่จากคดีความน้อยใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลก-รวมถึงบ้านเรา ก็ดูเหมือนว่า ระบบยุติธรรมอันบกพร่องภายใต้สายตาแห่งอคติ-ที่ถูกถือครองและชี้เป็นชี้ตายโดยผู้มีอำนาจในการตัดสินตีความเพียงหยิบมือเดียวเรื่อยมา-นั้น จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในมินิซีรีส์ชุดนี้เลยด้วยซ้ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 19 เมษายน 1989 เด็กหนุ่มจำนวนห้าคน ได้แก่ เควิน, แอนทรอน, เรย์มอนด์, ยูเซฟ และ คอรีย์ เข้าไปเดินเล่นโห่ฮาในสวนร่วมกับคนผิวสีรุ่นราวคราวเดียวกันรวมกว่า 30 คน ก่อนที่ขบวนจะถูกสลายด้วยกองกำลังตำรวจ และส่งผลให้พวกเขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุทำร้ายและข่มขืนหญิงผิวขาวชื่อ ทริชา ไมลี ที่เกิดขึ้นในคืนนี้เดียวกันนั้น ณ สถานที่และช่วงเวลาที่ไม่หนีห่างกันเท่าไหร่ โดยคณะผู้รักษาความยุติธรรมในตอนนั้นต่างพุ่งเป้าไปยังพวกเขาทั้งห้าคน ซึ่งนอกจาก ลินดา แฟร์สตีน (รับบทได้อย่างเลือดเย็นโดย เฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน) ผู้นำการสืบสวนที่เชื่อมั่นอย่างฝังหัวว่า ‘เด็กๆ ต่างผิวสี’ เหล่านี้คือกลุ่มคนกักขฬะที่กระทำผิดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ยังมีทนายความหญิง เอลิซาเบธ เลเดอเรอร์ (เวรา ฟาร์มิกา) ที่ช่วยเดินเรื่องโกหกนี้ให้ลุล่วงในชั้นศาล และเจ้าหน้าที่สืบสวนอีกหลายสิบนายที่มีส่วนร่วมในการข่มขู่ บีบบังคับ จนถึงขั้นทำร้ายร่างกายเพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นยอมรับสารภาพในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อ

มินิซีรีส์เรื่องนี้ชี้ให้เราเห็นถึง ‘ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล’ ของผู้กระทำผิดทั้งห้า-ที่ถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า The Central Park Five ทั้งการถูกล่วงละเมิดสิทธิเยาวชนในขณะถูกจับและบีบให้สารภาพ, ชีวิตวัยรุ่นที่หายวับไปใน ‘คุก’ คนละไม่ต่ำกว่า 5-15 ปี รวมถึงการต้องออกมาต่อสู้ดิ้นรนภายใต้สถานะ ‘อดีตคนคุก’ ท่ามกลางสังคมที่จ้องแปะป้ายตัดสินและเต็มไปด้วยข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตสำหรับพวกเขา – ซึ่งโปรดอย่าลืมว่าทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากความผิดที่พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องสักนิด หากแต่เป็นความผิดครั้งร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมภายใต้สายตาแห่งอคติของผู้มีอำนาจเท่านั้นเอง

และก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่ผมเพิ่งได้อ่าน ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ หนังสือเล่มหนาเตอะของ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง โดย สำนักพิมพ์อ่าน ที่บันทึกประสบการณ์ของเธอตลอดสองปีระหว่างการถูกจับคุมขังด้วยข้อหาทางการเมืองหลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งชีวิตอันสมบุกสมบันที่มีทั้งคราบน้ำตาและรอยยิ้มของภรณ์ทิพย์ในหนังสือเล่มนี้ แทบไม่ต่างอะไรจากชีวิตของหนุ่มๆ เมื่อปี ค.ศ. 1989 ใน When They See Us เลย เพราะพวกเขาทั้งหมดต่างต้องตกเป็น ‘เหยื่อ’ ในโลกการเมืองอันฟอนเฟะ และกลายเป็น ‘คนผิด’ ในสายตาของสังคมส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่พวกเขา ‘ไม่ได้ทำอะไรผิด’ แต่กลับต้องมาสูญเสียอิสรภาพเป็นปีๆ อยู่ในคุก และถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไปทีละนิดๆ วันแล้ววันเล่า

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องเล่าจากทั้งสองสื่อนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง ‘ความมืดบอดในจิตใจที่ถูกบดบังด้วยอคติ’ ของผู้คนในหลากหลายระดับชั้นของสังคม-รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเอาผิดพวกเขาอย่างไม่ชอบธรรม ทั้งใน When They See Us ที่เผยให้เห็นว่า ผู้รักษาความยุติธรรมหลายรายที่รู้เห็นกับคดีนี้ยังยึดมั่นถือมั่นว่า พวกเขาทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามแล้ว (เช่น แฟร์สตีนที่ยังคงเชื่อสุดจิตว่าชายกลุ่มนี้มีความผิด-แม้กระทั่งในปัจจุบัน) หรือใน ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ ที่ก็ดูเหมือนแทบจะไม่มีใครในระบบมองเห็นว่า นักโทษหลายคนไม่สมควรที่จะเข้าไปอยู่ในคุกตั้งแต่แรก โดยเฉพาะคนที่แค่ ‘แสดงความคิดเห็นทางการเมือง’ ซึ่งควรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่คนทุกคนบนโลกศิวิไลซ์พึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของผู้กำกับเอวา ดูเวอร์เนย์ที่ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเล็กๆ ในระดับปัจเจกของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงไม่กี่สิบคน หากแต่มันสะท้อนถึงความล้มเหลวที่ใหญ่กว่านั้นของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบของประเทศ รวมถึงหลักความคิดความเชื่อแบบ ‘ตัวกูเป็นใหญ่’ ของคนในสังคม ที่ยึดโยงอยู่กับอคติที่พวกเขามีต่อ ‘ความเป็นอื่น’ ในตัวบุคคล/ความเชื่อที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานอัน ‘ปกติสุขเรียบร้อย’ ที่พวกเขาสถาปนาขึ้นมา จนถึงขั้นพร้อมที่จะทำร้ายทำลายชีวิตกัน – ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการรณรงค์ให้ถูกมองเห็น รื้อสร้าง และร่วมกันแก้ไขให้ถูกต้องเสียที

แต่อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางความหดหู่สิ้นหวังของชีวิตคนคุกผู้บริสุทธิ์ในเรื่องเล่าทั้งสองนี้ ก็ดูเหมือนจะยังมีแสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ส่องสว่างอยู่รำไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทั้งผู้พ้นความผิดทั้งห้าในคดี The Central Park Five และภรณ์ทิพย์ในคดีทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 57 ก็ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่กับความจริงที่ว่า ‘พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด’ แล้วกลับออกมาต่อสู้ บอกเล่าเรื่องราวของตน และใช้ชีวิตในสังคมอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังมี ‘ความหวัง’ เราก็จะสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เสมอ และความจริงจะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันตาย เพราะมันจะปรากฏให้โลกได้เห็นเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขอแค่เพียงเราเชื่อมั่นใน ‘พลังใจ’ อันเข้มแข็งของมนุษย์-ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง-ว่ามันจะนำพาเราไปสู่แสงสว่างของชีวิตได้ในที่สุด

เช่นเดียวกับที่ภรณ์ทิพย์เขียนเอาไว้ในบทนำของ ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ อย่างเย้ยหยันไม่แคร์อดีตว่า ขอให้คุณสนุกและสุขสมกับความโศกเศร้าที่คุณคาดหวัง และขอให้คุณชื่นฉ่ำหัวใจกับศักยภาพของมนุษย์ที่ล้อมรอบกายข้าพเจ้าในที่มืด นั่นแหละครับ

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE