Documentary Club Editor's Cut Marvel San Diego Comic-Con San Diego Comic-Con 2019 กิจกรรมฉายหนัง หนังฝรั่ง หนังไทย หอภาพยนตร์

จาก San Diego Comic-Con ในอเมริกา ถึงกิจกรรมฉายหนังในเมืองไทย …บอกอะไรเรา?

Home / Editor's cut / จาก San Diego Comic-Con ในอเมริกา ถึงกิจกรรมฉายหนังในเมืองไทย …บอกอะไรเรา?

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.) ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่วงการหนังทั้งในสหรัฐอเมริกาและบ้านเราดูจะ ‘คึกคัก’ กันเป็นพิเศษ เพราะต่างก็มีกิจกรรมเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ถูกจัดขึ้นและมีผู้คนให้ความสนใจอยู่หลายงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ ในบ้านเราที่มีผู้ร่วมงานตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยอย่างโปรแกรม ‘ทึ่ง! หนังโลก’ โดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่จัดฉายหนังอิตาเลียนสุดคลาสสิก 8 ½ (1963) ของ เฟเดรีโก เฟลลีนี และ Doc World 2019: The Documentary of Anand Patwardhan โดย Documentary Club ที่จัดฉายหนังสารคดีเชิงสังคมสุดเข้มจากคนทำหนังอินเดียมือฉมัง หรืองานใหญ่ๆ ในบ้านเขาที่มีคนจากทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมชมกันเป็นหลักแสนอย่าง San Diego Comic-Con 2019 ซึ่งเต็มไปด้วยการเปิดตัวหนัง/ซีรีส์ใหม่ๆ จากค่ายผู้สร้างชื่อดังจนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก

ผมคิดว่าแม้ระดับความใหญ่โตและจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมในงานเหล่านี้ระหว่างบ้านเรากับบ้านเขาจะแตกต่างกันอย่างลิบลับ แต่มันก็น่าจะสามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่างอยู่เหมือนกัน

หนึ่งในซีรีส์ของมาร์เวลที่เปิดตัวในงาน Comic-Con ปีนี้

หนึ่ง, มันบอกเราว่า ภาพยนตร์คือ ‘สินค้าเชิงวัฒนธรรม’ ที่ทรงพลังเสมอมา หากผู้เกี่ยวข้องรู้จักวิธีการที่จะอุ้มชูและเผยแพร่มันได้อย่างเหมาะสม เพราะในขณะที่งานใหญ่อย่าง Comic-Con สามารถ ‘เข้าถึงผู้คน’ ได้ในวงกว้างระดับนานาชาติ ด้วยมนต์เสน่ห์ของตัวหนัง/ซีรีส์เอง-ที่ส่วนใหญ่ก็มีฐานแฟนเหนียวแน่นอยู่แล้วทั่วโลก-อย่างขบวนหนังภาคต่อขยายในเฟส 4 ของมาร์เวลหรือซีรีส์เก่าใหม่ของเน็ตฟลิกซ์ โดยมีพลังแห่งการโหมโปรโมตอันเข้มข้นของผู้จัด(และค่ายหนังผู้ร่วมงาน)เป็นเชื้อไฟชั้นดี งานเล็กทั้งสองงานของบ้านเราก็ดูจะคึกคักไม่น้อยหน้า เพราะด้วยพลังของสื่อโซเชียลฯ เท่าที่มีของผู้จัดก็มากพอแล้วที่จะทำให้เกิดกระแสแบบ ‘ปากต่อปาก’ ในหมู่คนที่สนใจกิจกรรมฉายหนัง-ซึ่งหาชมบนจอใหญ่ไม่ได้ง่ายๆ หรือมาพร้อมการพูดคุยกับคนทำหนังต่างชาติอย่างใกล้ชิด-เหล่านี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้มีจำนวนผู้ร่วมงานเทียบเท่ากับบ้านเขาเลยสักกระผีกก็ตาม

สอง, มันบอกเราว่า ไม่ใช่แค่ ‘คนทำหนัง’ เท่านั้นที่ต้อง ‘ต่อสู้’ เพื่ออุ้มชูหรือเผยแพร่หนัง แต่มันคือพันธกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะสังคมที่ปรารถนาจะผลักดันให้สื่อภาพยนตร์เป็นทั้งความบันเทิง ศิลปะ วัฒนธรรม และสินค้าที่ทรงคุณค่าในตัวมันเอง เพราะจริงอยู่ที่แม้ว่าคนทำหนังควรจะวางตัวเป็น ‘แนวหน้า’ ในการนำผลงานของตนออกไปปะทะสังสรรค์กับผู้ชมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากแต่ถ้าภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง-จากหน่วยงานรัฐ/เอกชน สื่อน้อยใหญ่ จนกระทั่งถึงผู้ชม-ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยโอบอุ้มในฐานะ ‘แนวหลัง’ ด้วยแล้ว ก็ยากเหลือเกินที่คนทำหนังตัวเล็กๆ จะสามารถพาหนังสักเรื่องไปเผยแพร่และส่งสารเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อันสมควรได้ – เช่นเดียวกับงาน Comic-Con หรืองานฉายหนังบ้านเราที่ต่างก็ต้องอาศัยพลังเกื้อกูลจากส่วนอื่นๆ ของสังคมด้วยทั้งสิ้น

ภาพจากงาน Doc World 2019: The Documentary of Anand Patwardhan

และสาม, มันบอกเราว่า หัวใจของทุกกิจกรรมภาพยนตร์ยังคงเป็นการ ‘เข้าถึง’ ผู้ชมเพื่อสร้าง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ บางอย่างในตัวของพวกเขาเสมอ เพราะถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่ากิจกรรมหนังนั้นจะใหญ่โตหรือเล็กจ้อยปานใด มีผู้เข้าร่วมเรือนแสนหรือเรือนสิบ แต่ถ้ามันสามารถ ‘สร้างบทสนทนา’ กับผู้คนอย่างจริงใจและทรงประสิทธิภาพมากพอ (ด้วยการผลักดันทั้งจากคนทำหนังเองและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) จนก่อเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงหรือ ‘พลังบวก’ บางอย่างในหัวใจของพวกเขาได้ -ทั้งชั่วขณะที่แฟนๆ รู้สึกบันดาลใจอย่างแรงกล้าเมื่อได้เห็นตัวละคร/เรื่องเล่าที่ตนปลาบปลื้มในงาน Comic-Con, ความรู้สึกเต็มตื้นเมื่อคนหลากรุ่นได้เสพหนังเก่าที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้รับชมในโรงหนังอีกเมื่อไหร่ในงานของหอภาพยนตร์ และบทสนทนาถกเถียงอันดุเดือดต่อหนังสักเรื่องที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมได้ตั้งคำถามกับตัวเองและสังคมรอบข้างในงานของ Documentary Club- ผมคิดว่านั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการจัดกิจกรรมหนังหนึ่งๆ ขึ้นมา

และเหล่านี้จึงคือเหตุผลว่า ทำไมงานกิจกรรมหนังนานาชาติหรืองานฉายหนังท้องถิ่น จึงล้วน ‘มีคุณค่า’ ที่ทัดเทียมกัน-ไม่มีใครดีกว่าใคร-ในสายตาของผม …หากกิจกรรมนั้นสามารถส่งต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความเปลี่ยนแปลงไปยังผู้คนได้อย่างทรงอานุภาพไม่ต่างกัน

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการ BIOSCOPE

 

ขอขอบคุณภาพเปิด/ภาพประกอบจาก Documentary Club, หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ Marvel Studios