christian bale Ford v Ferrari James Mangold Matt Damon

Ford v Ferrari สังเวียนใต้บงการของนายทุน

Home / bioscope, Bioscope focus / Ford v Ferrari สังเวียนใต้บงการของนายทุน

ช่วงปี 1963 บริษัทผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของสหรัฐฯ กำลังระส่ำระสาย ค่าที่ว่ายอดขายกำลังตกจากการถูกเฟอร์รารี่ รถยนต์สัญชาติอิตาเลียนไล่จี้ทางด้านรายได้ตามมาติดๆ เพื่อจะแก้เกมทางธุรกิจ พวกเขาจึงไปชวนให้ คาร์รอลล์ เชลบี (แม็ตต์ เดมอน) -อดีตนักแข่งรถที่เป็นชาวอเมริกันเพียงหนึ่งเดียวที่เคยคว้าชัยจากสนามหฤโหดเลอมังส์, ประเทศฝรั่งเศสจากการแข่งรถ 24 ชั่วโมงติด- ให้มาช่วยดูแลแผนการตลาดนี้ หากแต่เชลบีนั้นวางมือจากการแข่งรถเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพและผันตัวมาเป็นเซลขายรถหรูแทน เขาเลยไปชวน เคน ไมล์ส (คริสเตียน เบล) นักแข่งรถหัวร้อนเจ้าของฉายา บูลด็อก ให้มาช่วยออกแบบรถเพื่อตีตลาดรถแข่งของฟอร์ด ท่ามกลางสายตาคัดค้านของ ลีโอ บีบี (จอช ลูคัส) หัวหน้าแผนกการตลาดที่คิดว่าภาพลักษณ์มุทะลุของไมล์สนั้นไม่เหมาะกับฟอร์ดนัก (มิหนำซ้ำเขายังไม่ใช่อเมริกันด้วย) จึงพยายามขวางทางไม่ให้ไมล์สลงแข่งในสนามฝรั่งเศสอย่างถึงขีดสุด

แน่แท้ว่าดูเผินๆ แล้ว Ford v Ferrari (2019, เจมส์ แมนโกลด์) คงเป็นหนังแข่งรถที่ขายรถยนต์หรูหราตลอดความยาวสองชั่วโมงครึ่ง แต่อันที่จริงแล้วมันก็เป็นอย่างที่คริสเตียน เบลให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “จริงๆ แล้วคุณไม่ต้องไปสนเลยสักนิดก็ได้ว่านั่นมันรถอะไร คนดูเชื่อมโยงตัวเองกับเรื่องความหลงใหลในหนังได้อยู่แล้ว ความหลงใหลแบบที่เราต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ เป็นสิ่งเดียวที่เราอยากจะทำมันไปชั่วชีวิต พร้อมเผชิญกับอุปสรรคทั้งจากภายนอกและภายในตัวเอง” เพราะ Ford v Ferrari ว่าด้วยการปะทะกันระหว่างนายทุนกับคนทำงาน, เงินทองกับแพชชั่นที่ขับเคลื่อนมนุษย์ภายใต้โครงสร้างที่ว่าด้วยเรื่องของการขับเคี่ยวกันบนสนามแข่งเท่านั้น ซึ่งมันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าแมนโกลด์และทีมเขียนบทอย่างสองพี่น้องบัตเตอร์เวิร์ธ เจซกับจอห์น-เฮนรี และ เจสัน เคลเลอร์ หยิบจับเอาความละเอียดอ่อนในอดีตที่เกิดขึ้นและจบสิ้นไปแล้วของทั้งเชลบีและไมล์สออกมาไม่ได้ ผสานกับการแสดงระดับมหากาฬของดามอนและเบล ที่ล่าสุด เพิ่งจะได้รับเสนอชื่อเข้าชิงนักแสดงชายยอดเยี่ยมสาขาภาพยนตร์ดราม่าจากเวทีลูกโลกทองคำไป

“ผมว่าบทบาทนี้ใกล้เคียงกับเบลเหมือนกันนะ และภาวนาให้เขารับแสดงบทนี้มาตลอดเลย” แมนโกลด์สาธยาย “เขาคือภาพแทนของศิลปินที่ทำงานอย่างมีวินัยและยืดหยุ่น คริสเตียนจะส่งข้อความมาหาผมเสมอว่าคิดเห็นยังไงกับตัวละคร อย่างตัวละครนี้้ต้องเป็นพ่อที่ดีแน่ๆ เป็นสามีที่น่ารัก เป็นเพื่อนที่เจ๋ง แล้วคงไม่ได้อยากเด่นดังอะไร รถยนต์เหรอ น่าจะขับรถกระบะแน่ๆ ต้องเป็นคนติดดิน เคยแข่งรถมอเตอร์ไซค์มาก่อนแต่ก็หยุดไปเพราะได้รับบาดเจ็บสมัยยังเด็ก ผมว่าตัวละครเคน ไมล์สก็มีส่วนที่เหมือนคริสเตียน -ซึ่งก็เป็นพวกเพอร์เฟ็กต์ชั่นนิสม์- หลายอย่าง เป็นคนที่พยายามบรรลุเป้าหมายอะไรสักอย่าง แล้วการได้มากำกับคนแบบนี้นี่มันทำให้ไอเดียเรากระฉูดสุดๆ ไปเลย

“ส่วนแม็ตต์ เดมอนเป็นพวกรักสันติสุดๆ ผมว่าในเนื้อตัวเขาก็มีความเป็นเชลบีอยู่ไม่น้อย เป็นนักแข่ง เป็นนักฟังที่พยายามประนีประนอมกับทุกฝ่าย คาร์รอลล์ เชลบีคือดาวดังมาตลอดชีวิต เขารู้ว่าต้องยิ้มยังไง แสดงท่าทีแบบไหนเพื่อได้ใจคน”

ก่อนนี้ เบลเคยร่วมงานกับแมนโกลด์มาแล้วจาก 3:10 to Yuma (2007) และเมื่อปีก่อนเขาเพิ่งจะเพิ่มน้ำหนักตัวเพื่อรับบทเป็น ดิค เชนีย์ จาก Vice (2018, อดัม แม็กคีย์ -ส่งเบลเข้าชิงนำชายยอดเยี่ยมของออสการ์) เลยต้องรีดน้ำหนักลงอีกครั้งเพื่อรับบทเป็นนักแข่งรถรูปร่างผอมบาง “ก็นะ เห็นได้ชัดๆ ว่าดิค เชนีย์ เข้าไปนั่งในรถแข่งนั่นไม่ได้แน่ๆ อะ” เบลบอก “ผมก็เลยต้องลดน้ำหนักเพื่อยัดตัวเองเข้าไปอยู่ในไอ้รถแข่งเวรนั่นให้ได้ไง

“มันเป็นหนังที่ดูแล้วอะดรีนาลีนคุณจะพุ่งกระฉูด แล้วขนาดว่าในหนังนี่ผมยังขับช้ายังกะเต่าเลยนะถ้าเทียบกับนักแข่งอาชีพ ผมเป็นมือสมัครเล่นที่รายล้อมด้วยมืออาชีพมากมาย เพราะงั้นถ้ามีอะไรบางอย่างในหนังมันผิดที่ผิดทางพวกเขาจะบอกเอง”

น่าสนใจที่เบลเองก็มองว่า โครงสร้างหนังที่ว่าด้วยนายทุนกับคนทำงานนั้นเนื้อแท้แล้วมันสามารถหยิบมาสวมใส่ในธุรกิจไหนก็ได้ด้วยซ้ำที่ฝั่งหนึ่งต้องพึ่งเงิน อีกฝั่งต้องพึ่งคนทำงาน “มันเหมือนอุตสาหกรรมหนังน่ะ” เขาว่า “เราอยากจะทำหนังดีๆ เนื้อเรื่องเจ๋งๆ ที่เติมเต็มความฝันของเรา แต่ที่ผ่านๆ มา ลองดูนักวาดในอดีตก็ได้ คงไม่มีคนได้ยินชื่อพวกเขาหรอกถ้าปราศจากคนเกื้อหนุนเรื่องเงินทองอยู่เบื้องหลังน่ะ”

ดูเหมือนจะไม่ต่างกันนักกับเดมอนที่คลุกคลีอยู่กับทั้งหนังฟอร์มเล็กฟอร์มใหญ่มานานนับทศวรรษ “เอาจริงๆ ผมว่ามันเหมือนโลกคู่ขนานของการสร้างหนังเลยนะ เราเอาเรื่องนี้มาล้อกันขำๆ ตลอดแหละ อย่างเวลาที่ เอ็มมา วัตต์ส (ประธานของ 20 เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์) มาเยี่ยมชมกองถ่ายเราก็จะบอกว่าเธอเป็นเหมือนพวกคนในชุทสูทในหนัง มันเหมือนธุรกิจภาพยนตร์นั่นแหละ เราคือหนึ่งในทีมงานของหนังสักเรื่องที่พวกเขาเดิมพันเงินลงทุนไว้สูงลิ่ว แล้วมันก็ตึงเครียดมากด้วย ขณะที่เราเองก็ทุ่มทุนกับงานด้วยชีวิตและด้วยเวลาที่เรามี พวกเขาทุ่มเงิน มันจึงเป็นความเสี่ยงที่สูงสำหรับคนทุกฝ่ายเลย” (เบลเสริมขำๆ ว่า “นี่มันยังกะการฆ่าตัวตายทางอาชีพเลยเนอะ”)

“ยุคสมัยของหนังทุนสร้างแบบ 20-70 ล้านเหรียญฯ มันหมดไปแล้ว คือมันก็ยังมีอยู่แหละแต่ก็เป็นกรณีไป แค่เพราะมันไม่มีตลาด DVD แล้ว คนทำหนังเลยต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มันทำเงินได้ในระบบโรงภาพยนตร์ จำได้ว่าสมัยทำหนัง The Martian (2015) ผมบอกกับ จิม เกียโนปูโลส (ประธานค่ายฟ็อกซ์) ว่า ‘สัดส่วนเงินที่หายไปเพราะไม่มีตลาด DVD นี่มันเท่าไรกัน’ เขาบอกแค่ว่า ‘ก็เท่ากับรายได้เราหายไปครึ่งนึงเต็มๆ’ เพราะงั้น เราจึงไม่มีทางสร้างหนังอะไรแบบนั้นขึ้นมาได้อีกแล้ว

“แต่คุณคงเห็นว่ามันมีตลาดใหม่ๆ งอกขึ้นมาอีก นั่นคือตลาดสากลโดยเฉพาะในประเทศจีน แต่คุณคงเห็นแล้วว่าหนังสตูดิโอจำนวนมากในทุกวันนี้มันมีความหลากหลายน้อยลงทั้งทางวัฒนธรรม ทางภาษา มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ คือหนังคนดีปะทะคนเลว คือหนังที่แน่ชัดว่าใครเป็นใครในนั้น ชกกันสามครั้งแล้วให้คนดีชนะสักสองครั้งก็พอแล้ว เหมือนเป็นสูตรสำเร็จที่มันก็เวิร์คด้วยนะ นี่แหละคือสิ่งที่คนทำหนังกำลังทำ ไอ้ความหลงใหลที่เคยมีในอาชีพมันไม่เหลือแล้วล่ะ” (ส่วนเบลเสริมว่าระยะนี้เขาไม่ค่อยได้ดูหนังอย่างจริงจังเท่าไหร่เพราะลูกชายมักจะป้วนเปี้ยนเล่นด้วยอยู่เสมอ “เรื่องล่าสุดที่ดูก็ Avatar โน่นละมั้งครับ”)

“ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ผมอยากกำกับหนังเรื่องนี้” แมนโกลด์ว่า “มันคือการจับจ้องไปยังหยินและหยางของความสัมพันธ์ต่างขั้วที่เป็นเหมือนคนละด้านของเหรียญ เหมือนเชลบีเป็นศิลปินที่ไม่อาจวาดรูปได้อีกแล้วแต่ก็เป็นคนขายภาพที่เก่งที่สุดในโลก และทำงานผ่านไมล์สที่ก็ต้องการเชลบี เพราะเขาเถรตรงเกินไป ไม่วิ่งตามชัยชนะแต่แค่อยากเป็นตัวเองในสมบูรณ์แบบที่สุด แค่นั้นแหละ”