Adam Driver Marriage Story Noah Baumbach Scarlett Johansson สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน อดัม ไดรเวอร์ โนอาห์ บอมบาช

Marriage Story รักเราเมื่อถึงคราวแตกดับ

Home / bioscope, Bioscope focus / Marriage Story รักเราเมื่อถึงคราวแตกดับ

“สิ่งที่ผมชอบในตัวนิโคลคือ เธอไม่ทำให้ทุกคนอึดอัดแม้อยู่ภายในสถานการณ์น่าอับอาย เธอรับฟังเวลาคนอื่นพูดเสมอ บางครั้งก็ฟังมากเกินไป นานเกินไป เธอรู้ว่าต้องทำอะไรเวลาเราเจอเรื่องยุ่งยากในบ้าน เธอรู้ดีว่าควรผลักดันผมยังไง เมื่อไหร่ที่ควรปล่อยผมอยู่คนเดียว เธอตัดผมให้เราด้วย เธอชงชาที่เธอเองก็ไม่ได้ดื่มหรอก และก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายของเธอเลยที่จะจัดเก็บอะไรให้เข้าที่เข้าทาง แต่เธอก็พยายามเพื่อผมนะ”

“สิ่งที่ทำให้ฉันชอบในตัวชาร์ลีคือ เขาชุนถุงเท้า ทำอาหารและรีดเสื้อผ้าได้ เขารักการเป็นพ่อคน รักจนเกือบจะน่ารำคาญด้วยซ้ำไป เขาร้องไห้ง่ายมากเวลาดูหนัง เขาชอบแข่งขัน เขารู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร เขาแต่งตัวเก่งและไม่เคยดูน่าขัดเขินเลยซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากนะที่จะพบในผู้ชาย เขารับมือกับทุกอารมณ์ของฉันได้ และไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกแย่ที่เป็นอย่างนั้นเลย เขาแทบไม่เคยแพ้เลยซึ่งกลายเป็นฉันเองที่ดูพ่ายแพ้ตลอด”

ไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนั้น ชาร์ลีและนิโคลตัดสินใจหย่าร้าง ปิดฉากความรักที่พวกเขาเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันลงเอยเช่นนี้ได้อย่างไร อะไรกันที่ทำให้ชายหนุ่มซึ่งรักหญิงสาวที่รับฟังผู้คนเสมอ ลงเอยสู่การแยกห่างจากกัน หรือเหตุผลใดที่ทำให้หญิงสาวต้องตัดใจจากชายที่ชุนถุงเท้าเก่งเพื่อออกเดินทางในไปที่ทางแห่งใหม่ที่เธอก็ไม่เคยฝันถึง

จากกันโดยไม่รักนั้นดูเข้าใจได้ง่ายกว่าการจากกันทั้งที่ยังรัก แต่ถ้ายังรักแล้วทำไมเราต้องจาก

Marriage Story (2019) ผลงานลำดับล่าสุดของ โนอาห์ บอมบาค สำรวจชีวิตคู่ของ ชาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) ผู้กำกับละครเวทีที่ใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเป็นหลัก และชีวิตคู่กำลังมาถึงจุดจบเมื่อ นิโคล (สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน) ตัดสินใจขอแยกกันอยู่กับเขาอย่างสันติเพื่อไม่ให้กระทบความรู้สึกของ เฮนรี (อาซี โรเบิร์ตสัน) ลูกชายวัยแปดขวบ

หากแต่ทั้งนิโคลและชาร์ลีพบว่าการจะแยกออกจากกันอย่างประนีประนอมนั้นไม่ได้ทำโดยง่าย ความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงและเรื้อรังทำให้พวกเขาต้องหา ‘คนกลาง’ อย่างทนายความเพื่อทำคดีหย่าร้าง ซึ่งทำให้การประคองความสัมพันธ์ที่กำลังดับสลายของทั้งคู่นั้นพังทลายลงย่อยยับด้วยระบบการหย่าร้างของอเมริกา จนท้ายที่สุดแล้วดูเหมือนว่าแม้แต่ความรู้สึกดีๆ ที่ยังเหลืออยู่ล้วนตายจากไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นานหลังเข้าสู่กระบวนการศาล

การแสดงระดับถึงเลือดถึงเนื้อของไดรเวอร์และโจฮันส์สันส่งให้ทั้งคู่ชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานำชายและนำหญิงยอดเยี่ยมตามลำดับ (ขณะที่ ลอรา เดิร์น กับบททนายสาวที่ว่าความให้นิโคลชิงสมทบหญิง) ขณะที่การกำกับที่จับจ้องชีวิตคู่อย่างละเอียดอ่อนของบอมบาชก็ส่งหนังชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมสาขาดราม่า และรางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ

ตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงครึ่งของหนัง บอมบาคบีบให้คนดูจับจ้องไปยังสีหน้าของตัวละครแบบใกล้ชิดสุดขีด มากไปกว่านั้น หลายต่อหลายฉากยังเกือบจะเป็นลองเทคและเคลื่อนกล้องที่หลายครั้งทิ้งระยะห่างระหว่างตัวละครด้วยกันและตัวละครกับคนดู มันจึงเป็นหนังที่เรียกร้องพลังการกำกับสูงลิ่วจากบอมบาค โดยเฉพาะเมื่อหนังเปิดเรื่องด้วยโมโนล็อกยาวเหยียดทั้งจากชาร์ลีและนิโคลที่พูดถึงเรื่องดีๆ ของอีกฝ่าย ซึ่งบอมบาคอธิบายไว้ว่า “มองตาจฉากเปิดมีอยู่สองฉาก ฉากแรกคือฉากที่ชาร์ลีพูดถึงนิโคล แล้วก็มาเป็นฉากที่นิโคลเล่าว่าเธอรักชาร์ลีตรงไหน ซึ่งผมว่ามันเป็นวิธีที่น่าสนใจดีในการสำรวจตัวละครและสร้างจังหวะของหนังขึ้นมา และสองอย่างนี้จะผสานอยู่ในหนังไปตลอดทั้งเรื่อง และพาคนดูไปสู่เหตุผลว่าทำไมคู่รักคู่นี้จึงลงเอยด้วยการหย่าร้างกัน … ซึ่งผมว่าสองฉากนี้มันเป็นเสมือนเพลงโหมโรงในละครเพลงน่ะ เหมือนเราสร้างธีมหนังขึ้นมาก่อนที่เรื่องจะเริ่ม

“ผมว่าตัวละครทั้งสองที่ทะเลาะกันนั้นเป็นนักแสดงทั้งคู่แหละ เป็นคนมีหัวคิดสร้างสรรค์ และต่างพบตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขาพบว่าตัวเองไร้ปากเสียง สิ่งเดียวที่จะถ่ายทอดห้วงอารมณ์ได้คือการแสดง”

หากว่าไดอะล็อก การกำกับและการแสดงคือองค์ประกอบสำคัญในการทำหนังเรื่องนี้ งานภาพคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของหนังเพราะ ร็อบบี ไรอัน ผู้กำกับภาพสัญชาติไอริชจาก American Honey (2016), The Favourite (2018) ถ่ายทำด้วยกล้อง 35 มม. ในอัตราส่วน 1.66 : 1 ที่จับจ้องไปยังสีหน้าแตกสลายของตัวละครแบบใกล้ชิดสุดขีด เช่นเดียวกับที่บางจังหวะ กล้องก็ถอยเว้นระยะจากตัวละครเสียจนเหมือนเราล้วนเฝ้ามองพวกเขาจากที่ไกลแสนไกล ทิ้งกล้องไว้นิ่งๆ เหลือไว้เพียงการแสดงอันทรงพลังจากเหล่านักแสดงในเรื่องเท่านั้น

ไรอันเล่าถึงการถ่ายทำอย่างสบายอารมณ์ว่า “คือถ้าผมไม่ได้เป็นผู้กำกับภาพที่ต้องคอยคุมกล้องอยู่นะ ผมคงนั่งจิบชานั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ในห้องไปแล้ว ปล่อยให้โนอาห์เขานั่งดูมอนิเตอร์ไป และเอาจริงๆ นะ นี่มันเป็นการถ่ายทำที่ไกลจากที่ผมจินตนาการไว้มากเลย” อันที่จริง ไรอันรับงานนี้โดยยังไม่ได้อ่านบทเสียด้วยซ้ำ (“โนอาห์เขาถามผมแค่ว่า ว่างรึเปล่า อยากมาถ่ายหนังไหม ผมก็บอกว่าเอาดิ”) กว่าจะได้อ่านบทก็เกือบจะถึงเวลาเริ่มถ่ายทำเข้าไปแล้ว และถึงตอนนั้นเขาก็เพิ่งรู้ว่าต้องถ่ายฉากลองเทคยาว 13 หน้ากระดาษของโจฮันส์สัน ซึ่งให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าเธอนั้นใจจดใจจ่ออยากร่วมงานกับบอมบาคมานาน กระทั่งเมื่อได้เจอกันจริงๆ ถึงรู้ว่าบอมบาคนั้นเป็นผู้กำกับที่รีดเค้นนักแสดงออกมาได้หมดจด “เขาจะกำกับเราเรื่อยไปจนกว่าเขาจะพอใจแหละ ซึ่งมันก็น่าสนใจดีนะเพราะในที่สุดแล้วจะมีอะไรแปลกๆ โผล่ขึ้นมาจากการแสดงของเราเรื่อยเลย” เธอเล่า “สิ่งที่คงไม่เกิดขึ้นถ้าคุณยังมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ บางครั้งนะ เวลาเรารู้สึกเปราะบางมากๆ เหมือนเราจะลดกำแพงบางอย่างลงแล้วสุดท้ายก็จะพบอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้ตัวเองประหลาดใจได้เสมอเลย ฉันขอบคุณเรื่องนี้เสมอล่ะแม้ว่ามันจะน่าเบื่อเอาเรื่องก็ตาม”

หนึ่งในฉากบ้าพลังที่ทั้งโจฮันส์สัน ไดรเวอร์และไรอันทุ่มเวลาไปทั้งสิ้นสองวันเต็มๆ คือฉากทุ่มเถียงกันของนิโคลและชาร์ลี ซึ่งอยู่ในหนังเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น “เราน่าจะถ่ายไปได้สัก 30-50 เทคได้ละมั้ง” ไรอันรำลึกความหลัง “ไม่ก็เกือบๆ แหละ หน้าที่ของผมคือจับจังหวะนักแสดงและดูแลสภาพแวดล้อมในห้องนั้นไว้

“หลังจากถ่ายฉากนั้นจบ เราสามคน (ไรอัน, ไดรเวอร์ และโจฮันส์สัน) เกือบต้องไปหานักบำบัดเลย มันสะเทือนอารมณ์มาก แล้วการที่ผมได้ดูนักแสดงทั้งสองทุ่มเทสุดฝีมือเพื่อฉากนี้มันก็เกือบรู้สึกเหมือนเราได้รับสิทธิ์พิเศษบางอย่างเหมือนกันนะ… แต่นั่นแหละ คุณย้อนกลับไปมองมันอีกไม่ได้หรอกเพราะมันเจ็บปวดเกินไป” อันที่จริง ไม่ใช่แค่ไรอันที่ทนดูฉากนี้ไม่ได้ แม้แต่บอมบาคซึ่งนั่งกำกับอยู่หลังมอนิเตอร์ (และเป็นคนลากยาวถ่ายทำไปถึงสองวัน) ยังแทบไม่อาจจ้องมองมันยาวนานเกินกว่านั้นได้ และยากลำบากเสียจนเขาพบว่าเขาหมดแรงอยู่หลายรอบก่อนจะได้ซีนที่ถูกใจเสียอีกจนเขาออกปากว่ามันเป็นฉากที่ยากที่สุดในอาชีพผู้กำกับของเขา เหตุผลอาจไม่ใช่แค่มันเรียกร้องพลังนักแสดงหรือการกำกับอย่างหนักหน่วงเท่านั้น หากแต่มันยังหมายถึงการที่บอมบาคต้องทนฟัง ‘คู่ชีวิต’ เสมือนจริงทุ่มเถียงเพื่อหาข้อยุติการครองรักร่วมกัน “ต่อให้มันเป็นการแสดงก็เถอะ แต่การฟังคนตะโกนอะไรแบบนี้ใส่กันก็เป็นเรื่องยากจะทนได้อยู่ดี ต่อให้คุณหลับตาลง แค่ฟังเฉยๆ ก็พอ มันเหมือนได้ยินคนตะโกนใส่กันอยู่ข้างถนน คุณทนฟังมันได้ไม่นานหรอกต่อให้คุณไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาเลยก็ตาม

“หลังจากความเงียบงันนั้น ผมพบว่าคนเรามักจะพยายามหาภาษาเพื่อถ่ายทอดบางอย่างอีกครั้ง แต่อารมณ์เหล่านั้นมันซับซ้อนและแตกสลายมากเสียจนพวกเขาต้องหาถ้อยคำมาบรรยายมัน -คล้ายกันกับเวลาที่เด็กเล็กเรียนรู้วิธีพูดหรืออะไรทำนองนั้น- แล้วจากนั้น พวกเขาจึงรู้ว่าสูญเสียการควบคุมการแสดงคำพูดเหล่านั้นไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

หากแต่ไม่ใช่แค่ฉากการทะเลาะใหญ่โตหรอกที่ทำให้ Marriage Story ได้รับการพูดถึง กลับกัน ฉากเล็กๆ และสิ่งละอันพันละน้อยของชีวิตคู่นั่นต่างหากที่ทำให้หลายคนรู้สึกได้ถึงความแตกดับอันน่าเศร้าของคนทั้งสอง ซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการเขียนบทที่เข้าอกเข้าใจตัวละครทั้งสองอย่างถึงที่สุดของบอมบาค “บางฉากมันก็ถ่ายทำยากจริงๆ เพราะมันช่างเป็นฉากเล็กจิ๋วเหลือเกิน คือถ้ามันเป็นฉากใหญ่ๆ ที่ใช้ในหนัง คุณก็จะรู้ละว่าต้องเริ่มถ่ายตรงไหน จบตรงไหน แต่ถ้ามันเป็นช่วงเวลาที่เล็กมากๆ คุณต้องจับจ้องไปยังผู้คนที่อยู่ตรงกลางเรื่อง ยกตัวอย่าง ฉากเล่นบอร์ดเกม เราแทบจะเล่นเกมแบบจริงจังกันสุดๆ แม้จะรู้ว่าเอาไปใช้ในหนังก็เถอะ เราต้องพยายามจับห้วงเวลาบางอย่างระหว่างนั้นให้ได้ ห้วงเวลาที่แสนจะเป็นธรรมชาติและสมจริงซึ่งโผล่มาแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น”

“เวลาผมอ่านบทหนังเรื่องนี้มันจะมีหลายฉากเลยที่ทำให้รู้สึกหวาดหวั่นน่ะ เราจะเริ่มคิดมากกับบทเพราะมันเป็นฉากที่เรียกร้องการแสดงอารมณ์หรือร่างกาย ซึ่งมันเป็นทุกวันของการถ่ายทำนั่นแหละ” ไดรเวอร์เล่า นี่นับเป็นหนังลำดับที่สี่ที่เขาร่วมงานกับบอมบาชถัดจาก Frances Ha (2012), While We’re Young (2014) และ The Meyerowitz Stories (2017) ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ทำให้บอมบาชเขียนบทหนังเรื่องนี้จนสำเร็จ (“ผมมีบันทึกเกี่ยวกับหนัง มีไอเดีย แล้วโยนทั้งหมดไปให้อดัมแค่เพราะอยากได้ยินว่าเขาคิดยังไงบ้าง มีปฏิกิริยาแบบไหน แล้วพอตอนผมลงมือเขียนบท นึกภาพว่าได้เขามาแสดง” บอมบาคเล่า) หากแต่การเป็นสหายร่วมศึกที่กอดคอทำงานร่วมกันมาโดยตลอดก็ไม่ได้ทำให้ไดรเวอร์ฝ่าฟันบทชายที่กำลังหย่าร้างกับเมียรักไปโดยง่าย “บทมันยากมากจนเวลาถ่ายทำจริงผมจะรู้สึกเสมอว่ายังไม่พร้อม ทำนองว่ายังหาที่ทางของตัวละครไม่เจอเลย เราถ่ายฉากฮัลโลวีนกันเร็วไปไหม หรือถ่ายฉากเถียงกันไวไปหรือเปล่า… อันที่จริงผมรู้สึกเหมือนเราเริ่มถ่ายเร็วไปทุกฉากเลยแฮะ”

“มันมีฉากเล็กๆ ฉากนึงอย่างฉากผูกเชือกรองเท้าที่ทำฉันน้ำตาไหลตั้งแต่อ่านบทเลยเพราะมันช่างละเอียดอ่อนจริงๆ” โจฮันส์สันว่า “พอถึงเวลาถ่ายทำฉันก็จับความรู้สึกตัวเองขึ้นมาได้ โนอาห์เขาบอกแค่ว่า ‘นึกถึงความรู้สึกนี้ไว้แล้วแค่ก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าเขาก็พอ’ แล้วนั่นแหละที่ฉันคิดว่าดีจังเลย มันเหมือนเป็นสัญชาติญาณของตัวเอง ไม่ได้มีอะไรท่วมท้น ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วฉันคิดว่าตัวละครจะแสดงออกได้น่าสนใจมากๆ เพราะบางครั้งเรา -ในฐานะนักแสดง- จะคิดเยอะไป และสิ่งที่เราต้องทำก็แค่ทำมัน ไม่ใช่แสดง”

“ผมคิดว่าคนดู -โดยทั่วไปนะ- น่าจะและควรจะเชื่อมร้อยตัวเองเข้ากับหนังได้” บอมบาคสาธยาย “ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเลือกข้างหรืออะไรซึ่งปกติมาก แต่คนทั้งสองนี้คู่ควรแก่ความเห็นใจของคนดู พวกเขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ได้ถูกและไม่ได้ผิดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ได้เป็นจริงมากขึ้นหรือน้อยลง โดยเนื้อแท้แล้วทั้งสองเป็นคนน่ารักนะครับ

“แค่เพราะว่าบางอย่างจบไปไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง กระบวนการหย่าร้างมันมีขึ้นเพื่อแยกคนทั้งสองออกจากกันและหาคำนิยามให้อีกฝั่งเท่านั้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าความรักที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่นั้นไม่จริง ตลอดหนังทั้งเรื่อง เราก็จะพบว่า มันมีความรักอยู่ในทุกฉากนั่นแหละ… ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเถียงกันหนักแค่ไหนก็ตามที”