จอห์น แคเมอรอน มิตเชลล์ คนทำหนังเควียร์แตกแหกกระเจิง

Home / bioscope, Bioscope focus / จอห์น แคเมอรอน มิตเชลล์ คนทำหนังเควียร์แตกแหกกระเจิง

ดูราวกับว่าหลังจากที่ จอห์น แคเมอรอน มิตเชลล์ วนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฐานะนักแสดงมาตั้งแต่ปี 90 อยู่ดีๆ เมื่อเขาหันมากำกับหนัง (และแสดงนำ) เรื่องแรกอย่าง Hedwig and the Angry Inch (2001) ก็เป็นอันถูกจัดอันดับจากนิตยสารพีเพิลในฐานะ ‘ดาวรุ่งน่าจับตา’ ทันที นั่นเพราะหนังความยาวหนึ่งชั่วโมงนี้มันทั้งแสบสันต์ ชวนเหวอและเผ็ดจี๊ดไปพร้อมๆ กัน… แถมนั่นเป็นแค่ปฐมบทความเฮี้ยนนรกแตกในหนังเรื่องต่อๆ มาของเขาอีกต่างหาก

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนนี้ เด็กชายมิตเชลล์เติบโตในครอบครัวเคร่งศาสนาคาธอลิก ภายใต้ร่มเงาของพ่อผู้เป็นทหารและแวดล้อมไปด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆ ฐานทัพ จนเมื่ออายุได้ 22 ปี มิตเชลล์ก็ตัดสินใจเปิดตัวกับครอบครัวและเพื่อนว่าเป็นเกย์ ก่อนจะพูดออกสื่อในปี 1992 ในช่วงที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากงานแสดงบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี ความรู้สึกอยู่ผิดที่ผิดทางที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาค่อยๆ คิดอยากทำหนังที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมา “บางทีเราอาจถูกจับไปวางไว้ในที่ที่ตัวเองไม่ได้อยากอยู่ และผมว่าเราทุกคนน่าจะเคยรู้สึกอะไรแบบนี้เหมือนกัน แบบที่เด็กผู้ชายถูกบังคับให้มีความเป็นชายแบบที่เขาอาจไม่ได้อยากจะเป็น” เขาอธิบาย และนั่นคือแรงระเบิดแรกของ Hedwig and the Angry Inch หนังหน้าตาซ่านเสียวระเบิดระเบ้อที่ส่งให้มิตเชลล์คว้ารางวัลคนทำหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน และได้รับการโหวตจากคนดูให้ชนะในหนังสายดราม่าจากเทศกาลซันแดนซ์ ตามด้วยการส่งเขาชิงนำชายประเภทภาพยนตร์คอมิดี้หรือเพลงของเวทีลูกโลกทองคำ โดยหนังเล่าถึง เฮ็ดวิก (มิตเชลล์) คนข้ามเพศที่เป็นฟร้อนต์แมนวงร็อค เล่าผ่านเรื่องราวบนเวทีสุดอลังการตัดสลับกับเรื่องราวในอดีตของเฮ็ดวิกสมัยที่ยังเป็นเด็กชาย และความขมขื่นในฐานะที่ต้องกล้ำกลืน (หรือแม้แต่เรียนรู้) ความเป็นตัวเองจริงๆ ท่ามกลางสายตาตัดสินของสังคม

“ตอนทำหนังเรื่อง Hedwig and the Angry Inch มีคนยื่นข้อเสนอให้ผมมากมายจนผมต้องคอยปฏิเสธพวกเขาอยู่เรื่อยๆ เพราะตัวเองแก่เกินกว่าจะไล่ตามข้อเสนอเย้ายวนใจเหล่านั้นแล้ว” มิตเชลล์เล่า “ผมรู้ว่าแต่ละโปรเจ็กต์มันกินเวลานานหลายปี และเมื่อคุณต้องเจอกับเรื่องชวนปวดหัวใจระหว่างการทำหนังแต่ละเรื่อง ในแต่ละปี คุณควรจะทำเพราะรักมันจริงๆ มากกว่าทำเพื่อเงินนะ”

และหากว่าเรื่องราวของเฮ็ดวิกจะชวนช็อคด้วยการตีแผ่ชีวิตคนข้ามเพศที่ไม่ง่ายเลย หนังเรื่องต่อมาของมิตเชลล์ยิ่งเดือดกว่าเพราะมันเต็มไปด้วยฉากเซ็กซ์ถึงพริกถึงขิงจนหลายคนถึงกับต้องตั้งคำถามว่านี่มาฉายจอใหญ่ได้ยังไงเนี่ย! (…ก็ขนาดที่มีฉากไอ้หนุ่มพยายามก้มลง ‘ทำรัก’ ให้ตัวเองด้วยปากแบบพิศดารสุดขีดน่ะ) และเมื่อมันเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ก็ต้องจำกัดอายุผู้ชมไว้ไม่ต่ำกว่า 18 ปีเลยทีเดียว

Shortbus (2006) คือชื่อผับในใจกลางเมืองนิวยอร์คที่เป็นเสมือนแหล่งชุมนุมของเหล่าหนุ่มสาวคนเมืองหัวใจเปลี่ยว ในผับแห่งนี้ทุกคนล้วนไร้เพศ ไร้ที่มา ไร้ราก พวกเขาและพวกเราเป็นแต่เพียงมนุษย์ที่โหยหาความรักและอยากเรียนรู้ อยากสอดรับความต้องการของเราเข้ากับใครสักคนบนโลกนี้เท่านั้น “เซ็กซ์ในฮอลลีวูดมักถูกเอาไปเชื่อมโยงกับเรื่องลบๆ เพราะคนกลัวที่จะพูดถึงมันเท่านั้นแหละ” มิตเชลล์บอก “ผมว่าคนในประเทศนี้ไม่ค่อยอยากจะยอมรับกันเท่าไหร่นะว่าเซ็กซ์มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์น่ะ”

เคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ฉากเซ็กซ์ในหนังทั้งหลายของมิตเชลล์ถึงพริกถึงขิง ก็มาจากความสนิทสนมและการให้เกียรตินักแสดงอย่างเต็มที่ระหว่างกระบวนการทำงาน “ศิลปินหลายคนมักจะคิดว่าช่วงเวลาลำบากลำบนสร้างงานศิลป์ขึ้นมา แต่ผมไม่เคยคิดงั้นเลยนะ ผมว่านั่นเลอะเทอะมาก ยิ่งไอ้การไปทรมานทรกรรมนักแสดงเพื่อดึงเอาอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาออกมานี่แล้วใหญ่ ประสบการณ์มันสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์เสียอีกนะ

“ถ้าจะมีสักอย่างที่ผมพอจะรู้เกี่ยวกับการกำกับนะ นั่นคือการทำให้นักแสดงรู้สึกสบายใจที่สุด ผมเริ่มทำหนังเพราะอย่างนี้และรู้ตัวด้วยว่าชอบมากๆ คุณต้องมองหาให้เจอโดยเร็วที่สุดว่าแต่ละคนทำงานอย่างไร บางคนเล่นดีในเทคแรก บางคนเล่นดีเทคที่สาม และคุณต้องตัดสินใจว่าจะเริ่มถ่ายใครก่อน” เขาว่า “ผู้กำกับบางคนเว้นระยะห่างกับนักแสดงด้วยการทิ้งตัวนั่งอยู่หลังมอนิเตอร์ซึ่งพวกนักแสดงเขาไม่ค่อยชอบหรอก ไม่มีใครชอบการถูกกำกับด้วยการตะโกนใส่จากอีกฟากของห้อง พวกเขาอยากให้มันมีความเป็นส่วนตัวจะจริงๆ แล้ว เพราะงั้น ผมจึงมักเดินไปกระซิบกับพวกเขาแทน มันช่วยให้นักแสดงไม่รู้ด้วยว่านักแสดงอีกคนกำลังจะเล่นบทแบบไหนใส่เขา”

แต่หนังลำดับต่อมาของมิตเชลล์กลับชวนเหวอไปอีกขั้นเพราะนอกจากมันจะไม่ได้พูดถึงเซ็กซ์แล้ว มันยังจับจ้องไปที่การรับมือกับความตายของคู่ผัวเมียใน Rabbit Hole (2010) และการแสดงแสนทรงพลังของ นิโคล คิดแมน กับ อารอน แอ็คฮาร์ต ที่ต้องมาเป็นคู่รักวัยกลางคนที่หาทางรับมือกับการจากไปของลูกน้อยให้ได้ด้วยการพยายามข้ามผ่านฝันร้ายครั้งนั้น ตามมาด้วย How To Talk To Girls at Parties (2017) หนังคอมิดี้ที่เสมือนดึงเอาความเป็นมิตเชลล์ในหนังเรื่องก่อนๆ มาบวกไว้ด้วยกัน เพราะมันว่าด้วย แซน (แอลล์ แฟนนิง) เอเลี่ยนสาว (?) ที่มาเยือนโลกมนุษย์พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตบ๊องบวมจาก เอ็นน์ (อเล็กซ์ ชาร์ป) ชายหนุ่มผู้หลงใหลในเพลงพังค์ร็อค นำไปสู่การสำรวจปรัชญาและสังคมแบบเวียร์ดๆ ชวนเหวอแต่ก็อบอุ่นใจสุดขีด

มิตเชลล์บอกว่า เขาแค่ทำหนังเฉพาะเรื่องที่เขาอยากทำ และไม่แยแสสักนิดว่าคนดูจะอยากดูไหม และนั่นอาจเป็นเคล็ดลับที่ทำให้หนังของเขาสดใหม่อยู่เสมอในทุกเรื่องก็เป็นได้ “ผมว่าคงไม่ดีเท่าไหร่ที่เราจะทำหนังในแบบที่เราคิดว่าคนดูอยากเห็น เพราะสุดท้ายคุณจะลืมไปเลยว่าหัวใจของหนังที่สำคัญสำหรับคุณคืออะไร คุณจะไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าแรงขับเคลื่อนของหนังคืออะไรถ้ามัวแต่สนใจว่าผู้ชมอยากดูอะไรกันแน่ ผมมีปัญหาตลอดแหละเวลาคนถามขึ้นมาว่า ‘คนดูอยากดูอะไรนะ’ คือมันเป็นคำถามที่ถามได้บ้างแล้วคุณอาจจะออกไปเดียเพลินๆ จากมันก็ได้ ทำนองว่าพวกเขาอยากดูอะไรแบบนี้ไหมนะ แต่ถ้าคุณจริงจังกับมันมากๆ มันจะกลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากดูมากกว่านี่คือเรื่องที่พวกเขาน่าจะอยากดู ซึ่งมันคือแรงขับเคลื่อนของการทำหนังนะ ไอ้แรงสะเทือนที่คาดเดาไม่ได้แบบ ‘ว้าว ไม่รู้เลยแฮะว่าเราก็มีประสบการณ์ร่วมกับเรื่องพวกนี้เหมือนกันเพราะตัวละครต่างจากเรามากเลย’ การสร้างความแตกต่างที่มีจุดร่วมเหล่านี้จึงเป็นเรื่องพิเศษมากนะ”

 

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 7 ธันวาคม
How to Talk to Girls at Parties

รับชมได้ 24 ชม.
ทาง bioscope.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 2 people, text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ธันวาคม 2019