American Psycho Boyhood Clerks Fight Club Gen Y Lady Bird

เป็น Gen Y มันไม่ง่ายเลย : 5 หนังชีวิตพังของคนรุ่นใหม่ที่เราเชื่อว่าหลายคนเคยสัมผัส

Home / bioscope, Bioscope focus / เป็น Gen Y มันไม่ง่ายเลย : 5 หนังชีวิตพังของคนรุ่นใหม่ที่เราเชื่อว่าหลายคนเคยสัมผัส

เพิ่งจะมีผลวิเคราะห์ว่าคนเจนเนอเรชั่นวาย (GEN Y -หรือคนที่เกิดระหว่างปลายปี 1980 จนถึงช่วงต้นปี 2000) ใช้ชีวิตท่ามกลางความคาดหวังอยากจะมีชีวิต มีอนาคตที่มั่นคงไปพร้อมๆ กับที่ใช้จ่ายเงินอย่างสุดตัวเพื่อครอบครอง เป็นเจ้าของสินค้าที่ออกใหม่จนเฉลี่ยเสียเงินปีละ 1.37 ล้านล้านบาท แถมหนี้อีกกองใหญ่ที่กู้มาเพื่อซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม รถยนต์หรือแม้แต่สิ่งของต่างๆ เพื่อให้มีไว้ในครอบครอง

แน่นอนว่าเกิดกระแสการถกเถียงชุดใหญ่ตามมา ว่าข้อวิเคราะห์ด้านบนดูจะเป็นคำกล่าวหาถึงคนเจนวาย (รวมถึงเจนเนอเรชั่นหลังๆ) มากไปหน่อย เพราะมันยังไม่พูดถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำ สังคมบิดเบี้ยว จนดูราวกับว่าคนรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญระบบเศรษฐกิจนี้กำลัง ‘ใช้จ่ายเกินตัว’ อย่างไม่น่าให้อภัย

อันที่จริง มีหนังโลกจำนวนมากที่เล่าถึงประเด็นความชีช้ำแบบคนยุคหลังๆ ก็ใช่ ที่คนกลุ่มนี้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมหาสงคราม ใช่อีกเหมือนกันที่คนกลุ่มนี้ไม่ต้องเจอกับโรคระบาดที่รักษาไม่หาย และก็ใช่ด้วยที่คนกลุ่มนี้ไม่ต้องแบกรับภาวะพังพินาศหลังจลาจลใหญ่ในประเทศ หากแต่ใครจะปฏิเสธได้ว่า คนกลุ่มนี้ -และอันที่จริงคือคนทุกกลุ่ม- ล้วนต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในยุคสมัยของตัวเอง ที่แม้ไม่ได้หมายถึงการออกรบทัพจับศึกแบบบรรพบุรุษ แต่มันก็กัดกร่อนและชวนสิ้นหวังไม่ต่างกัน

Fight Club (1999, เดวิด ฟินเชอร์)


“คนรุ่นเราทำงานที่เกลียดเพื่อเอาไปซื้อของที่เราไม่ได้อยากได้ เราคือเด็กยุคกลางของประวัติศาสตร์ เราไม่มีเป้าหมาย ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ ไม่ต้องเจอมหาสงคราม ไม่ต้องเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ

“สงครามของเราคือสงครามทางจิตวิญญาณ วิกฤติของเราคือวิกฤติในการใช้ชีวิต โทรทัศน์กล่อมให้เราเชื่อว่าวันหนึ่ง เราจะเป็นมหาเศรษฐี เป็นดาราดัง เป็นศิลปินร็อค

“…แต่ไม่หรอกว่ะ ในวันหนึ่ง เราจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้ช้าๆ และนั่นแหละที่ทำให้เราโกรธจัดเลย”

นี่คือหนังหน้าตาดิบเถื่อนที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ชัค พาลาห์นิค เล่าถึงพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับจนกระทั่งได้ไปเจอ ไทเลอร์ เดอร์เดนต์ (แบรด พิตต์) คนทำสบู่ที่ชวนเขาไปตั้งคลับมวยใต้ดินในนาม Fight Club ซึ่งฟินเชอร์ที่เพิ่งแจ้งเกิดร้อนๆ จาก Alien³ (1992) และ Se7en (1995) บอกไว้อย่างดิบดีว่ามันคือหนัง ‘ข้ามพ้นวัย’ สำหรับคนวัย 30 ปีขึ้นไป นั่นเพราะตัวละครของนอร์ตัน ตลอดจนตัวเดอร์เดนต์ คือภาพแทนอันขมขื่นของเหล่าพนักงานออฟฟิศที่ถูกกักขังอยู่ในโลกทุนนิยม พวกเขาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งราคาแพงระยับเพียงเพื่อใช้บอกสถานะของตัวเองโดยปราศจากความรู้ถึงที่มาที่ไปของสิ่งเหล่านั้น และไม่อาจถมเต็มความรู้สึกกลวงเปล่าในอกได้นอกเสียจากว่าก่อกำเนิดอีกบุคลิกหนึ่งที่ปฏิเสธบริโภคนิยมขึ้นมาอย่างขันแข็ง

เราไม่แปลกใจว่าทำไมตัวละครไทเลอร์ เดอร์เดนต์จึงกลายเป็นที่รักของคนหนุ่มสาวมาตั้งแต่วันที่มันออกฉาย เขาคือตัวแทนของคนที่หลุดออกจากกรอบกรงยุคสมัยที่กักขังเราไว้ เป็นตัวแทนความไม่แยแสต่อสายตาคนรอบข้าง มีที่ทางไว้ให้ระบายความกราดเกรี้ยวอันอัดอั้นด้วยกำปั้น อันเป็นสิ่งที่หลายคนฝันถึงหากไม่เคยลงมือทำได้จริง

Boyhood (2014, ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์)

ตามติดชีวิต เมสัน (เอลลาร์ โคลเทรน) เด็กชายชาวอเมริกันวัยหกขวบกับ ซาแมนธา (ลอเรลี ลิงค์เลเตอร์ -ลูกสาวของผู้กำกับจ้า) พี่้สาวที่อยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยว โอลิเวีย (แพตทริเซีย อาร์เควตต์) ที่ทำทุกทางเพื่อให้ลูกๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยทั้งเมสันและซาแมนธาจะได้เจอกับพ่อ (อีธาน ฮอว์ค) สัปดาห์ละครั้ง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้คนดูช็อคกันเป็นแถบๆ คือลิงค์เลเตอร์ถ่ายหนังตั้งแต่ปี 2002 เรื่อยมาจน 2013 โดยใช้นักแสดงชุดเดิม มันจึงเป็นเสมือนบันทึกการเปลี่ยนผ่านชีวิตของผู้คนตลอดทั้งสิบปี ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นก่อนหน้าอย่างพ่อและแม่ที่รู้สึก ‘กลวงเปล่า’ สุดขีดเมื่อพบว่าวันหนึ่ง ชีวิตพวกเขาก็หาได้มีความหมายอันใดจะนิยามได้ ภาระหน้าที่ของเหล่าคนยุคนี้คือส่งเสียลูกเรียนจนกว่าจะจบอย่างนั้นหรือ และคนรุ่นต่อมาอย่างเมสันหรือซาแมนธาเล่าจะขวนขวายหาอะไรกันในโลกที่เต็มไปด้วยคำคมและนิยามว่า คนเราล้วนมีหมุดหมายในชีวิต แต่ถ้ามันไม่มีล่ะ เราต้องหาคำนิยามให้ชีวิตเพื่อหาความหมายให้มันอย่างนั้นหรือ

“ฉันคิดออกแล้ว มันเหมือนตอนที่เรารู้ว่าการจะสร้างไซบอร์กหรือหุ่นยนต์มันแพงเกินไป มันเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเลยปล่อยให้มนุษย์ค่อยๆ กลายมาเป็นหุ่นยนต์ซะเอง นั่นแหละ มีคนอย่างพวกเรานับพันล้านคนที่ใช้ชีวิตเฉื่อยแฉะ ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรเพื่อพวกเรานี่ พวกเราไม่ต้องการการซ่อมบำรุงหรือดูแลอะไร เลยกลายเป็นว่า เราถูกตั้งโปรแกรมมาแบบนี้แล้ว” เมสันกล่าวไว้… และสำหรับเขาหรือแม้แต่เรา ก็อาจจะเป็นจริงเช่นนั้น

Clerks (1994, เควิน สมิธ)

ด้วยทุนสร้างสองแสนเหรียญฯ การที่หนังทำเงินไปได้ 3.2 ล้านเหรียญฯ จึงนับว่าคุ้มทุนไม่น้อยสำหรับคนทำหนังฟอร์มเล็กอย่างสมิธ และยิ่งเป็นหนังที่ดู ‘ไม่มีอะไร’ แบบนี้ด้วยแล้ว เพราะมันว่าด้วย ดันเต (ไบรอัน โอฮัลโลแรน) เด็กหนุ่มพนักงานร้านขายต๊อกต๋อยในนิวเจอร์ซีย์ ถูกเรียกตัวให้ไปรับกะแทนเพื่อนในวันหยุดของตัวเองแบบเซ็งๆ แถมยังบัดซบเมื่อพบว่ามีคนมาเอาหมากฝรั่งแปะไว้ที่หน้าประตู แต่ดันเตก็ฝืนเปิดร้านไปแบบแกนๆ เขากับ แรนดัล (เจฟฟ์ แอนเดอร์สัน) เพื่อนสนิทที่ทำตัวไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายแกร่วอยู่ในร้านเล็กๆ นั้นและคิดว่านี่ช่างเป็นวันธรรมดาเสียนี่กระไร… กระทั่งเมื่อดันเตบอกกับแรนดัลว่า อันที่จริงเขาไม่ควรมาอยู่ ณ ที่นี้ด้วยซ้ำเพราะนี่มันวันหยุด บทสนทนาของสองหนุ่มจึงไหลเรื่อยไปถึงชีวิตอันไร้หมุดหมาย เซ็กซ์ ภาพยนตร์ และสารัตถะต่างๆ

Clerks เป็นหนังที่ดิบและจริงใจ เกือบครึ่งเรื่องเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ฟังแล้วอาจสงสัยว่านี่กำลังจะนำคนดูไปสู่อะไร ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญของมัน คนหนุ่มสาวเหล่านี้ลืมตาตื่นขึ้นมาทำงานในโลกจำเจ ที่คาดหวังว่าพวกเขาควรจะหาความหมายให้ชีวิตบ้าง แต่จะไปหาความหมายจากไหนในเมื่อไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรสำคัญเลยนี่นา

American Psycho (2000, แมรี ฮาร์รอน)


แพตทริก บีตแมน (คริสเตียน เบล) คือนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อที่ดูแลตัวเองเนี้ยบกริบทุกระเบียดนิ้ว และเชื่อมั่นว่าตัวเองอยู่ในจุดสูงสุดของห่วงโซ่มนุษย์รอบตัวทุกคน ไม่ว่าจะหน้าตา ฐานะหรือรสนิยม เขาคือชายที่เป็นเสมือนนายแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสารโฆษณาว่าด้วยชีวิตในฝันของผู้คน แถมเชื่อด้วยว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นจริงๆ กระทั่งเมื่อเขาได้เจอกับ พอล อัลเลน (จาเร็ด เลโต) นักธุรกิจหนุ่มหน้าละอ่อนที่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมแต้มต่อเหนือกว่าเขาทุกด้าน

ฉากที่เป็นที่พูดถึงและถูกจดจำมากที่สุดคือฉากเล็กๆ เมื่อบีตแมนแลกนามบัตรกับเพื่อนร่วมงาน เขาภาคภูมิใจกับนามบัตรสุดเนี้ยบ (และมินิมอล) ของตัวเองอย่างที่สุดและรู้สึก ‘ตื่นตระหนก’ ทันทีเมื่อเพื่อนๆ พากันเอานามบัตรสีขาวงาช้าง สีขาวไข่มุกขึ้นมาอวดเสียจนนามบัตรของเขาดูเลอะเทอะไปถนัดตา แต่นั่นเทียบไม่ได้เมื่อพอล อัลเลน ควักเอานามบัตรที่ถูกออกแบบมาอย่างหมดจดมาวางบนโต๊ะ และบีตแมนพบว่าเพื่อนๆ ในห้องต่างชื่นชมนามบัตรนั้นเป็นเสียงเดียวกัน บีตแมนจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากคนที่ผูกยึดตัวเองไว้กับวัตถุรอบนอก ปราศจากสิ่งเหล่านี้เขาก็กลวงเปล่า และเพื่อจะเติมเต็มสิ่งนั้น เขาจึงลงเอยด้วยการโหมประโคมสินทรัพย์และทุกอย่างที่มีเพื่อแปะป้ายว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นๆ

ฮาร์รอนกำกับฉากนี้ด้วยโทนหนังธริลเลอร์ จนยากจะเชื่อว่าฉากแลกนามบัตรธรรมดา กลายเป็นฉากที่น่าสะพรึงที่สุดฉากหนึ่งและอธิบายความสติแตกของบีตแมนได้อย่างครบถ้วน

 

Lady Bird (2017, เกรตา เกอร์วิก)


คริสตีน ‘เลดี เบิร์ด’ แม็กเฟอร์สัน (เซอร์เชอ โรแนน) ใช้ชีวิตแกร่วๆ กับแม่ (ลอว์รีน เม็ตคาล์ฟ) ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันในซาคราเมนโต ตัวเลดี เบิร์ดอยากไปให้ไกลจากเมืองแห่งนี้และตั้งหน้าตั้งตาหาทางไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในตัวเมือง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าที่บ้านกำลังเผชิญปัญหาสภาวะขัดสนเรื่องการเงิน -ภายหลังอเมริกาพยายามก้าวข้ามเหตุการณ์ 911 เมื่อปีก่อนให้ได้ซึ่งทำให้เศรษฐกิจร่วงกราว- เธอจึงใช้ชีวิตขวบปีสุดท้ายในรั้วโรงเรียนคาธอลิกแบบฝืนๆ เฝ้าฝันอยากมีรักที่โรแมนติกเหมือนในหนังสือจนไปแอบชอบ แดนนี (ลูคัส เฮดเจส) หนุ่มเงียบๆ ที่เธออ่านไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ กับ ไคล์ (ทิโมธี ชาลาเมต์) หนุ่มร็อคที่ใช้ชีวิตเหมือนสิงอยู่ในหนังสือกวีสักเล่มอยู่ตลอดเวลา

ความสัมพันธ์ระหว่างเลดี เบิร์ดกับแม่ย่ำแย่ เราทั้งเอาใจช่วยเธอและหงุดหงิดเธอเวลาทำตัวพลุ่งพล่านไร้เหตุผล หากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเธอคือเด็กสาวคนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนหาทางหลุดไปจากกรงที่สังคมขีดไว้ สังคมอนุรักษนิยมไกลปืนเที่ยงที่ไม่เอื้อให้เธอได้เปิดหูเปิดตา มิหนำซ้ำ คนรุ่นเธอที่เติบโตมากับความผันผวนของสังคมยังถูกตีกรอบให้ตั้งคำถามถึงตัวตนของตัวเองตลอดเวลา ดังที่เธอคุยกับแม่

แม่ : แม่อยากให้ลูกเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดนะ
เลดี เบิร์ด : แล้วถ้านี่คือเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแล้วล่ะแม่

ประโยคนี้ของเธอสะท้อนความตื่นกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิตของตัวเอง คนรุ่นใหม่ๆ มองไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปลงเอยที่ตรงไหน ซึ่งท้ายที่สุด เราคิดว่าประโยคที่แม่บอกเธอนั้นสรุปสาระสำคัญบางอย่างไว้ได้ดีทีเดียว

“การประสบความสำเร็จมันไม่ได้มีความหมายอะไรในตัวเองอยู่แล้ว มันแค่หมายความว่าลูกประสบความสำเร็จ แต่มันไม่ได้บอกว่าลูกจะมีความสุขหรืออะไร”