The Irishman มาร์ติน สกอร์เซซี อัล ปาชิโน โจ เปสซี โรเบิร์ต เดอ นีโร

The Irishman เปลี่ยวเหงาอันร้าวรานของ มาร์ติน สกอร์เซซี

Home / bioscope, Bioscope focus / The Irishman เปลี่ยวเหงาอันร้าวรานของ มาร์ติน สกอร์เซซี

“เราล้วนโดดเดี่ยว และเราล้วนตายอย่างโดดเดี่ยว”

The Irishman (2019) หนังลำดับล่าสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี ที่แม้ในระยะเวลาที่มันยังไม่ออกฉาย ตัวหนังก็สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างแล้ว ทั้งในแง่ที่เป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่างสกอร์เซซีหรือ ‘มาร์ตี’ ของทุกคนกับ เน็ตฟลิกซ์ สตรีมมิ่งเจ้าดัง ที่เป็นเจ้าบุญทุ่มด้วยการให้งบมาทำหนัง 159 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับเป็นงบที่สูงที่สุดของสกอร์เซซี มิหนำซ้ำ มันยังเป็นหนัง ‘รวมดาว’ ขาใหญ่อย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร (และการร่วมงานกับสกอร์เซซีเป็นครั้งที่เก้าในชีวิตนักแสดง), โจ เปสซี (กลับมารับงานแสดงอีกครั้งหลังหายไปนานเกือบสิบปี) และ อัล ปาชิโน (ยังไม่เคยร่วมงานกับสกอร์เซซีเลยสักครั้ง) ตลอดจนการหวนกลับมาร่วมงานอีกครั้งระหว่างสกอร์เซซีกับ สตีเวน ไซเลียน ที่เคยกอดคอเขียนบทด้วยกันมาแล้วจาก Gangs of New York (2002, สกอร์เซซี)

หนังดัดแปลงจากชีวิตจริงของ แฟรงค์ ชีแรน (เดอ นีโร) คนขับรถบรรทุกเชื้อสายไอริชที่จับพลัดจับผลูได้มาเป็นมือปืนให้ รัสเซลล์ (เปสซี) มาเฟียใหญ่ในนิวยอร์ค และกลายมาเป็นคนสนิทของ จิมมี ฮอฟฟา (ปาชิโน) นักการเมืองทรงอิทธิพลที่เป็นหัวขบวนของเหล่าสหภาพแรงงานในยุค 70 หนังเต็มไปด้วยองค์ประกอบแบบที่แสนจะเป็นสกอร์เซซี นั่นคือเจ้าพ่อ ชายเชื้อสายอิตาเลียน นักการเมือง เขม่าปืนและศรัทธาในศาสนาราวกับ Goodfellas (1990), The Wolf of Wall Street (2013) และ Silence (2016)

สกอร์เซซีอยากทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องของแฟรงค์ ชีแรนมาโดยตลอดเพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งที่เขาเติบโตและสนใจเสมอมา หากแต่คนที่หย่อนไอเดียนี้ลงในหัวเขาจนมันผลิแตกกิ่งก้านสาขาคือเดอ นีโร ย้อนกลับไปราวสิบปีก่อน เดอ นีโรได้หนังสือธริลเลอร์เรื่องหนึ่งมาจาก อีริก ร็อธ มือเขียนบทที่เขาได้ร่วมงานกันในหนัง The Good Shepherd (2006, เดอ นีโร) อย่าง I Heard You Paint Houses โดย ชาร์ลีส์ แบรนด์ต เล่าถึงมือปืนนาม แฟรงค์ ชีแรน ชายไอริชที่มีตัวตนอยู่จริงในสหรัฐฯ ยุค 70 และข้องเกี่ยวกับอำนาจมืดมากมายที่โยงใยเข้าสู่ระบบการเมืองในเวลานั้น และเดอ นีโรหลงใหลเรื่องราวของชีแรนมากจนเก็บเอาไปคุยกับสกอร์เซซีอยู่เรื่อยๆ “เขานั่งแหมะลงในห้องตัดต่อ เล่าถึงหนังสือที่เขาเพิ่งอ่านให้ผมฟัง เห็นได้ชัดเลยว่าเขาอินกับหนังสือเรื่องนั้นมาก” สกอร์เซซีว่า “มากขนาดที่ว่า เขาเองยังบรรยายไม่ได้ พูดถึงไม่ออก”

และแม้หนังจะเล่าเรื่องของอำนาจ การเมืองและการห้ำหั่นกันของเจ้าพ่อ หากแต่สิ่งที่เป็นใจกลางสำคัญของเรื่องจริงๆ คือช่วงชีวิตของแฟรงค์ ชีแรน ซึ่งหนังจับจ้องไปยังเขาในวัย 40, 60 และบั้นปลายชีวิตตามลำดับ และทั้งสามช่วงอายุนี้รับบทโดยเดอ นีโรซึ่งชีวิตจริงอายุ 76 ปีไปแล้วแต่ก็ไม่ได้แก่เท่าชีแรนในขวบปีสุดท้าย เช่นเดียวกับที่เขาไม่ได้ดูหนุ่มเท่าชีแรนสมัยขับรถบรรทุก หนังจึงไม่เพียงแต่ต้องอาศัยเมคอัพเพื่อแต่งแก่และแต่งให้หนุ่ม แต่ยังอาศัยเทคโนโลยี de-ageing ที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างอายุของตัวละครหลักให้สมจริง เพราะสกอร์เซซียืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าจะไม่เปลี่ยนนักแสดงระหว่างเนื้อเรื่องเด็ดขาด สำหรับเขา แฟรงค์ ชีแรนคือเดอ นีโรคนเดียวไม่มีคนอื่น และด้วยเทคโนโลยี de-ageing นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งในงบที่พุ่งกระฉูดจนนายทุนก่อนหน้าเน็ตฟลิกซ์ไม่ยอมจ่ายให้ “CGI คือพัฒนาการของเมคอัพเลยแหละ ถ้าคุณยอมรับการแต่งเมคอัพได้ทั้งที่รู้ว่านักแสดงไม่ได้แก่ขนาดนั้น ไม่ได้สาวขนาดนั้น ก็เท่ากับคุณยอมรับงานภาพที่ปรากฏนั่นแหละ” เขาว่า

อย่างไรก็ดี The Irishman คือหนังที่สกอร์เซซีได้สนองความหลงใหลที่เขามีต่อโลกภาพยนตร์ สังคมมาเฟียและนิวยอร์คเข้าด้วยกันอีกครั้ง เขายืนยันว่าคนเดียวที่อยากให้มารับบทชีแรนคือเดอ นีโร นักแสดงคู่บุญของเขา ไม่ใช่แค่เพราะประสบการณ์ร่วมงานด้วยกันนานนับสิบปี หากแต่เพราะเขารู้ดีว่า เดอ นีโรเข้าใจสัญชาติญาณคนแบบชีแรน และอาจจะรวมถึงคนแบบเขาด้วย “เดอ นีโรคือคนเดียวที่เข้าใจว่ารกรากของผมมาจากที่ไหน ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุ 16 ปี -ไล่ๆ กันกับผมนี่แหละ- เขาโตที่ถนนเคนแมร์ ผมโตย่านเอลิซาเบ็ธ เพราะฉะนั้นเขารู้หมดเลยว่าผมโตมาแบบไหน และรู้ด้วยว่าชีวิตมันเป็นยังไง รู้วิธีแสดงออกถึงท่าทีของผู้คน รู้ถึงแววตาเหล่านั้น

“ไอ้ถนนที่แปด (Eighth Avenue) ตรงนิวยอร์คในตอนนั้นมันน่ากลัวจะตายไป แต่ทุกคนก็เอาแต่พูดว่าแถวนั้นมันช่างมหัศจรรย์ ยิ่งถนนสาย 42 นี่ยิ่งดี บ้าน่ะ! น่ากลัวจะตาย ตอนนี้มันห่วยเพราะมีร้านขายของดิสนีย์ไปตั้งตรงนั้น แต่ว่าในอดีตมันแย่กว่านี้มาก และเชื่อผมเถอะ -เว้นเสียแต่ว่าคุณกำลังมองหา ‘ความจริง’ บนถนนสายนั้น- ผมจะบอกให้ ว่ามันน่าสะพรึงเสียยิ่งกว่าอะไร”

และแม้ตัวละครจะเต็มไปด้วยเรื่องราวของการแก่งแย่งอำนาจ หากเมื่อพ้นระยะสามชั่วโมงแรกอันยาวเหยียด -จนอาจกังขาถึง ‘เหตุผล’ ในความยาวของมัน- สกอร์เซซีก็ได้ใช้ความแยบยลและแม่นยำของการทำหนังเพื่อเฉลยสาเหตุของระยะเวลาที่ว่า เช่นเดียวกับที่พาคนดูเข้าสู่แก่นสารที่แท้จริงของหนัง ก่อนนี้ สกอร์เซซีหมกมุ่นกับการอ่าน Speak, Memory หนังสืออัตชีวประวัติของ วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ นักเขียนวรรณกรรมเชื้อสายรัสเซีย-อเมริกันเจ้าของผลงาน Lolita และ Pale Fire และมันว่าด้วย ‘ภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้นไม่ใช่อะไรอื่นเว้นเสียแต่เป็นแสงที่ลอดผ่านรอยแยกของความดำมืดเท่านั้น’ ซึ่งสกอร์เซซีหมกมุ่นกับหนังสือของนาโบคอฟอย่างจริงจัง “เขาอธิบายว่า ยามที่แสงลอดผ่านหน้าต่างเมื่อเขายังเป็นทารกนั้นคือหมุดหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต มากเสียยิ่งกว่าได้เจอบุคคลสำคัญเสียอีก”

ฉะนั้น สำหรับสกอร์เซซีแล้ว The Irishman จึงคือหนังที่บอกเล่าถึงความโดดเดี่ยวของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง “ใจความสำคัญคือ เราล้วนตายอย่างโดดเดี่ยว เราต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้ จะช้าหรือเร็ว… เราล้วนจากไปอย่างโดดเดี่ยวอยู่ดี มันเป็นเรื่องที่น่าครุ่นคิดถึงนะครับ เป็นเรื่องที่เราต้องบอกตัวเองว่า ‘เอาล่ะ ถ้าเราต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยว คุณค่าแบบไหนที่เราจะทิ้งไว้ในวันและชั่วโมงสุดท้ายของการดำรงชีวิตอยู่กัน’

“กับชีแรนน่ะ พระเจ้าให้อภัยเขาแล้ว… มีแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ไม่ยอมให้อภัยตัวเอง”