Heartbound รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน

Home / bioscope, Bioscope focus / Heartbound รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน

*ชื่อบทความนำมาจากเนื้อเพลง รักเอย โดย ธานินทร์ อินทรเทพ และ ศรีไศล สุชาตวุฒิ

“เขาว่ากันว่า ผู้หญิงขายตัวนี่ตายไปจะตกนรกนะ”

สมหมาย เป็นอดีตหญิงสาวที่เคยทำงานเป็น ‘ผู้หญิงหากิน’ ในพัทยาเมื่อหลายสิบปีก่อน หล่อนพบกับชายชาวเดนมาร์คที่นั่นและสานสัมพันธ์เรื่อยมาจนแต่งงาน อยู่กินกันที่แคว้นทุ บ้านเกิดของฝ่ายชาย อันเป็นจุดตั้งต้นให้เธอช่วยเหลือผู้หญิงไทยคนอื่นๆ ให้เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้ เพื่อหาเงิน เพื่อมีลูก เพื่อขวนขวายหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าและทิ้งอดีตที่ประเทศไทยไว้ข้างหลัง

Heartbound – A Different Kind of Love Story (2018, ยานุส เม็ตซ์ พีเดอร์เซ็น กับ ไซน์ ปัล์มบีช) หนังสารคดีร่วมสี่สัญชาติ (เดนมาร์ค-เนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ไทย) ตามติดชีวิตของหญิงไทยที่โยกย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดเมืองนอนในอีสานมาสู่เมืองเล็กๆ ในเดนมาร์คนานนับสิบปี ใจกลางของเรื่องคือสมหมาย ที่แต่งงานกับชายเดนมาร์คสูงวัยและค่อยๆ พาเพื่อนฝูง คนรู้จักจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากอยู่ด้วยกัน เช่นเดียวกับที่หนังเล่าถึง แก หญิงลูกติดที่ย้ายไปอยู่บ้านเดียวกับชายแปลกหน้าที่เจอกันเป็นวันแรกทั้งที่ยังพูดภาษาเดนมาร์คไม่ได้ จึงต้องเปิดพจนานุกรมสนทนากันอย่างทุลักทุเล, แสง สาวน้อยวัย 23 ปีกับลูกติดหนึ่งคน เธอฝันอยากย้ายมาอยู่กินที่ยุโรปหากแต่อายุไม่ถึง เพื่อจะพาครอบครัวให้พ้นจากความยากลำบาก เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังพัทยาเพื่อ ‘หากิน’ และส่งเงินให้ลูก, ลม เพื่อนของแสงที่เข้าพัทยามาทำงานก่อนเพื่อน กัดฟันสู้ใช้ชีวิตยามค่ำคืนเพื่อรวบรวมเงินก้อนใหญ่ เพื่อจะพบว่าในอีกสิบปีต่อมาเธอจะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปดูแลแม่ที่ป่วยโรคไตและพ่อที่สิ้นหวัง

หากแต่หนังไม่ได้บอกเล่าถึงฝั่งผู้อพยพเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ซับเจ็กต์สำคัญที่หนังจับจ้องคือเหล่าชายเดนมาร์คที่ส่งจดหมายข้ามประเทศหาสาวไทยไปเป็นคู่ชีวิต พวกเขาเป็นทั้งชายไร้พันธะ, เคยผ่านการแต่งงาน, แก่ชรารอวันเกษียณ โดดเดี่ยวและหวังแค่มีใครสักคนมาอยู่ด้วยกันข้างๆ เพียงเพื่อจะปลอบประโลมตัวเองว่า บ้านหลังใหญ่นั้นไม่ชวนโดดเดี่ยวว่างเปล่าอีกต่อไป

พีเดอร์เซ็นและปัล์มบีชขลุกอยู่กับโปรเจ็กต์นี้นานนับทศวรรษ แรกเริ่มเดิมที พีเดอร์เซ็นสนใจประเด็นความเลื่อนไหลของโลกมานานแล้ว อันจะเห็นได้จาก Armadillo (2010) หนังสารคดีลำดับแรกๆ ในชีวิตที่เขาตามติดเหล่าทหารเดนมาร์คที่ถูกส่งไปรบในอาฟกานิสถานนานหกเดือนเต็ม เช่นเดียวกับที่เขาหมกมุ่นสำรวจผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ออกเดินทางข้ามทะเลทรายซาฮาร่าเพื่อไปหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในยุโรป ซึ่งแม้เรื่องราวเหล่านี้จะน่าสนใจในสายตาของพีเดอร์เซ็น หากแต่เขากลับพบความจริงอันน่าหดหู่ใจไม่น้อยว่าพอมันออกฉายในเดนมาร์คบ้านเกิด ผู้คนกลับไม่ให้ความสนใจมันมากขนาดที่เขาตั้งความหวังไว้เนื่องจากมัน “ไกลตัว” เกินไป พีเดอร์เซ็นจึงเริ่มมองหาเรื่องราวใกล้ตัวที่เกิดขึ้นรอบๆ เดนมาร์คที่แข็งแรงมากพอจะเชื่อมโยงคนดูไว้ได้ พอดีกับกับที่เขาพบปัล์มบีชที่ทำวิจัยเรื่องผู้อพยพชาวไทยในประเทศเดนมาร์คพอดี “เธอเล่าถึงหญิงไทยที่แต่งงานกับชายเดนมาร์ค ถึงขั้นมีชุมชนขนาดย่อมๆ เกิดขึ้นมาได้เลย” พีเดอร์เซ็นว่า “เธอเปิดรูปบ้านหลังใหญ่ในประเทศไทยที่สร้างไว้ข้างๆ กระต๊อบหลังน้อยให้ผมดู มันสร้างด้วยเงินจากผู้หญิงที่อพยพเข้ามาอยู่ในเดนมาร์คและส่งเงินกลับไปยังบ้านของหล่อนนี่แหละ พอผมรู้เรื่องนี้ก็มองเห็นภาพแทนบางอย่าง ราวกับว่าพวกหล่อน (หญิงไทย) คือชายชาวแอฟริกันที่ออกเดินทางข้ามทะเลทรายมา และเห็นด้วยว่ามันสามารถสร้างเป็นหนังได้เลย”

การถ่ายทำ Heartbound ที่กินระยะเวลายาวนานถึงสิบปีเต็มทำให้พีเดอร์เซ็นและปัล์มบีชไม่อาจติดต่อกับเหล่าซับเจ็กต์ในหนังได้ตลอดเวลา เรื่องราวของชายหญิงทั้งสี่คู่จึงผูกเข้ากันอย่างหลวมๆ ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่คนทำหนังต้องเผชิญเพราะพีเดอร์เซ็นต้องพยายามถ่วงดุลย์ไม่ให้เรื่องราวของใครคนใดคนหนึ่งหนักเกินไปจนเปลี่ยนทิศทางของหนัง “แล้วพอผ่านไปสิบปี ชีวิตทุกคนในหนังก็ดราม่าขึ้นมาก ราวกับพวกเขาสะท้อนภาพชีวิตของกันและกัน ทั้งยังให้ผลลัพธ์บางอย่างที่เรารู้สึกว่าอยากบอกเล่าไว้ในหนัง

“เหนืออื่นใด เรื่องราวทั้งหมดมันว่าด้วยความสัมพันธ์ของเหล่าคนพลัดถิ่นน่ะ คนทุกคนในสารคดีล้วนผูกพันกัน เราจึงจับจ้องไปยังเรื่องราวของสมหมายซึ่งเป็นเสมือนซับเจ็กต์หลักในหนังได้ เธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องเลยทีเดียว จนเราคิดว่าหนังเรื่องนี้มันคงยาวสักสามชั่วโมงได้แหละเพื่อที่จะเล่าเรื่องทุกอย่าง ทุกคนให้ครบ” เขาว่า “แต่ก็นะ หนังสารคดียาวมากๆ มันขายยากน่ะ จนสัปดาห์สุดท้ายที่เราตัดต่อกัน ผมก็หาทางทำให้มันยาวแค่ 90 นาทีแบบที่ยังคงใจความสำคัญของเรื่องไว้ได้ครบนั่นล่ะ”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ Heartbound ไปไกลกว่าการจับจ้องสถานะ ‘เมียฝรั่ง’ คือการที่มันฉายให้เห็นความเหลื่อมล้ำและแสนสิ้นหวังที่เหล่าคนไทยต้องเผชิญ หากเลือกได้ใครกันจะอยากจากบ้านพลัดถิ่นไปอีกซีกโลก หรือใครกันจะอยากออกเดินทางไปพัทยาเพื่อกำเงินไม่กี่พันในเวลาไม่กี่คืน มิหนำซ้ำ เรายังพบว่าปลายทางขอคนเหล่านี้ล้วนว่างเปล่าและแล้งไร้ พวกเธอยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกภาครัฐทอดทิ้งไม่ใยดี ถูกสังคมประณามว่าเป็นหญิงหากินหรือแม้แต่ยอมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเพื่อกอบโกยเงิน

“ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้มันจะทำให้คนเปิดใจได้มากขึ้นนะ เพราะเอาจริงๆ มันว่าด้วยเรื่องความเลื่อนไหลของสังคม” พีเดอร์เซ็นย้ำ “อย่างผู้ชายที่เราเห็นในหนังเขาก็อยากได้แค่ใครสักคนมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง พวกเขามองหาคนที่จะเอาใจใส่พวกเขาและมักจะตกหลุมรักผู้หญิงแบบหัวปักหัวปำเสมอ พวกเขาพร้อมจะเป็นสามีที่ทุ่มเท ทำทุกอย่างให้ภรรยาซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องที่สวยงามมากนะ

“แล้วรู้อะไรไหม ผมว่า มนุษย์เราตายจากความอดอยากได้เท่ากับที่เราอาจจะตายเพราะความโดดเดี่ยวนั่นแหละ”