The Mandalorian ลุดวิก โยรันส์สัน

ลุดวิก โยรันส์สัน คอมโพเซอร์ผู้รังสรรค์บทเพลงอวกาศขึ้นมาอีกครั้งใน The Mandalorian

Home / bioscope, Bioscope focus / ลุดวิก โยรันส์สัน คอมโพเซอร์ผู้รังสรรค์บทเพลงอวกาศขึ้นมาอีกครั้งใน The Mandalorian

ลุดวิก โยรันส์สัน นักดนตรีจากสวีเดนกลายเป็นที่จับตามองในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทันทีตอนที่เขาเขียนเพลงประกอบหนัง Fruitvale Station (2013) หนังยาวเรื่องแรกของ ไรอัน คูจเลอร์ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขากับโยรันส์สันจะกอดคอกันทำหนัง-ทำเพลงด้วยกันมาตลอดจนกระทั่ง Black Panther (2018) ที่ส่งเขาคว้าออสการ์สาขานักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้… และในปีถัดมา เขาขึ้นไปรับรางวัลในเวทีใหญ่ของอุตสาหกรรมดนตรีอย่างรางวัลแกรมมี่ในฐานะที่ This Is America เพลงที่เขาร่วมโปรดิวซ์กับ Childish Gambino คว้าสองรางวัลใหญ่ของงานอย่าง บันทึกเสียงยอดเยี่ยมและเพลงแห่งปี

ล่าสุด เขาคือคนที่รังสรรค์ท่วงทำนองของเรื่องราวในอวกาศขึ้นมาใน The Mandalorian ซีรีส์ที่เป็นเสมือนภาคต่อขยายของแฟรนไชส์ Star Wars ซึ่งในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้นได้ จอห์น วิลเลียมส์ คอมโพเซอร์มือฉมังของฮอลลีวูดเรียบเรียงดนตรีไว้จนติดหูผู้คนมานานข้ามทศวรรษ งานของโยรันส์สันจึงไม่ใช่แค่การรักษาบรรยากาศในบทเพลงแบบเดิมของวิลเลียมส์เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างสิ่งใหม่เพื่อตอบสนองเรื่องราวในซีรีส์ที่ปราศจากตัวละครใดๆ ใน Star Wars ซึ่งก็เป็นอย่างที่ จอน ฟาฟวโร โปรดิวเซอร์ของโปรเจ็กต์บอก “เพราะงั้นบทเพลงของจอห์น วิลเลียมส์เลยอาจไม่เข้ากันกับธีมของซีรีส์เท่าไหร่” เขาว่า ก่อนจะดึงเอาโยรันส์สันมาร่วมงานด้วย

โยรันส์สันหมกมุ่นกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก อาจเพราะเขาเติบโตในครอบครัวที่มีพ่อเป็นครูสอนกีตาร์ประจำโรงเรียนแถวบ้านลินที่เชอปิง, สวีเดน ที่ถมแทบทั้งบ้านด้วยแผ่นเสียงเพลงคลาสสิก ร็อค ตลอดจนเพลงโฟล์คพื้นบ้านของสวีเดน แม่ซึ่งทำอาชีพเป็นคนขายดอกไม้ตั้งชื่อของเขาตามนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันชื่อก้องโลกอย่าง ลุดวิก บีโธเฟน (“พ่อผมเขาอยากตั้บชื่อผมว่า อัลเบิร์ต ตามชื่อ อัลเบิร์ต คิง นักกีตาร์เพลงบูลส์แต่แม่เขาอยากให้ชื่อลุดวิกครับ” โยรันส์สันสาธยาย) และด้วยวัยเพียงหกขวบ เขาเรียนรู้จะหัดเล่นกีตาร์จากพ่อและอีกสามปีต่อมา โยรันส์สันกลายเป็นเด็กชายที่ขลุกอยู่กับกีตาร์วันละสามชั่วโมงเพื่อหัดเล่นเพลง Enter Sandman ของวงเมทัลร็อค Metallica และค่อยๆ พัฒนาความสนใจเรื่องดนตรีด้วยการเรียนตีกลองด้วยตัวเอง และหลงใหลกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ของจอห์น วิลเลียมส์ (Star Wars, Jurassic Park, Schindler’s List) และ แดนนี เอล์ฟแมน (The Nightmare Before Christmas, Corpse Bride) ถึงขั้นแต่งเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของเอล์ฟแมนในชื่อ Five Minutes to Christmas สมัยเรียนมัธยมปลาย และนั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มได้ฟังวงออเคสตร้าเล่นดนตรีที่เขาแต่งขึ้น “ผมรู้ในตอนนั้นแหละ ว่านี่จะต้องเป็นอาชีพที่ผมจำไปชั่วชีวิตแหงๆ”

เขาเข้าเรียนต่อด้านกีตาร์แจ๊ซซ์ในมหาวิทยาลัยที่สต็อคโฮล์ม หยุดเรียนเพื่อเดินทางไปอยู่ประเทศแกมเบีย -ประเทศเล็กๆ แถบแอฟริกาใต้- อยู่นานนับเดือนและศึกษาเครื่องดนตรีของแต่ละชนเผ่า ก่อนจะย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียอันเป็นสาเหตุให้เขาได้เจอกับไรอัน คูจเลอร์ เด็กหนุ่มเรียนฟิล์มจากโอ๊คแลนด์ที่ชวนเขาไปทำเพลงประกอบหนังสั้นให้ “เอาจริงๆ เพลงพวกนั้นห่วยออกครับ” โยรันส์สันระลึกถึงงานสมัยแรกๆ ของตัวเอง “จะมีก็บางเพลงที่ดีหน่อย อย่างเพลงประกอบ Locks ของไรอันก็ด้วย

“ตอนนั้นคูจเลอร์เขาเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลครับ ไว้ผมเดร็ดส์ล็อคยาวมากๆ” โยรันส์สันเล่าถึงแรกพบคู่หู “และคงเพราะเรามีพื้นหลังที่แตกต่างกันสุดๆ ไปเลยถึงได้มีเรื่องให้คุยเยอะไปหมด” เขาว่า “เราเจอกันในปาร์ตี้ อย่างแรกที่เขาคุยกับผมคือดนตรีสวีเดนกับศิลปินอย่าง ลิคกี ลี, Little Dragon ผมงี้อย่างทึ่งเลยว่าเขารู้จักนักดนตรีพวกนี้ได้ไง และนั่นแหละครับจุดตั้งต้นความสัมพันธ์ของเรา”

หลังเรียนจบหมาดๆ โยรันส์สันถูกดึงเข้าไปทำเพลงให้ซีรีส์ฟอร์มเล็กอย่าง Community อันเป็นก้าวแรกของการที่เขาได้เข้ามาสนิทชิดเชื้อกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และมันยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาได้เจอกับ โดนัลด์ โกลเวอร์ หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องที่กำลังทำเพลงอยู่พอดีในชื่อ Childish Gambino โกลเวอร์สนอกสนใจทัศนคติและวิธีการทำงานของเขามากถึงขั้นดิ่งไปหาโยรันส์สันถึงสตูดิโอและนั่งอัดคัฟเวอร์เพลง Somewhere Out There จากแอนิเมชั่น An American Tail (1986, ดอน บลูธ) “เราหัวเราะกันทั้งวันเลย แล้วสักสองสัปดาห์ต่อจากนั้น เขาก็ส่งอีเมล์มาหาผมบอกว่า ‘พวก ตอนนี้ฉันก็ทำงานเป็นแร็ปเปอร์ด้วย อยากถามว่านายสนใจจะมาฟังเพลงของฉันไหม แล้วอาจจะช่วยมิกซ์เสียงด้วยก็ได้'”

ไปพร้อมกันนี้ โยรันส์สันกอดโปรเจ็กต์งานไว้กับตัวอีกหลายชิ้น หนึ่งในนั้นคือบรรดาเพลงประกอบหนังของคูจเลอร์ที่ทยอยทำหนังออกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Creed (2015) หนังที่ว่าด้วยนักมวยผิวสีซึ่งส่งเพลงประกอบของโยรันส์สันชิงหลายรางวัลจากหลากเวที แต่ชื่อชั้นของโยรันส์สันก็ยังไม่ดังระเบิดเป็นพลุเมื่อเขาได้มาร่วมทำเพลงให้คูจเลอร์อีกครั้งใน Black Panther หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ว่าด้วยคนผิวดำและชนเผ่ากับการวิพากษ์การกดขี่ของเหล่าคนขาว ที่มีอันทำให้โยรันส์สันต้องระเห็จไปใช้ชีวิตในแอฟริกาเพื่อเรียนรู้เรื่องเครื่องดนตรีและการใช้เสียง

“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมกับไรอันคือการทำดนตรีประกอบหนังให้ยึดโยงกับดนตรีดั้งเดิมของแอฟริกัน นี่แหละคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งเลย” เขาว่า “พออ่านสคริปต์หนังจบผมก็เดินทางไปที่แอฟริกาใต้ บอกไรอันว่า ‘ทางเดียวที่ฉันจะทำสกอร์หนังเรื่องนี้ได้คือต้องไปแอฟริกาเพื่อหาข้อมูลกับซึมซับวัฒนธรรมมาว่ะ'”

อย่างที่่กล่าวไปแล้ว โยรันส์สันเคยไปอย่แอฟริกาใต้พักหนึ่งหลังเรียนจบ หากแต่นั่นก็ไม่ได้เอื้อให้โจทย์ที่เขาเจอง่ายดายลงแต่อย่างใด หวนกลับไปคราวนี้เขาอยู่ที่แอฟริกาใต้นานขึ้นและนึกดนตรีประกอบที่ควรจะอยู่ในหนังของคูจเลอร์ ไม่นานหลังจากนั้น คูจเลอร์ส่งตัวอย่างหนังร่างแรกที่ตัดอย่างหยาบๆ แบบไม่มีดนตรีประกอบและยาวสี่ชั่วโมงเต็มมาให้โยรันส์สัน “มันสุดยอดมากๆ ผมโทรศัพท์ไปหาภรรยา ร้องไห้ให้เธอฟังแล้วบอกว่า ‘นี่มัน Star Wars ของยุคสมัยเราชัดๆ'” เขาว่า “ผมต้องใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านของแอฟริกา แต่ก็ยังอยากใส่องค์ประกอบต่างๆ ของพวกออเคสตร้าที่ใช้ในสื่อภาพยนตร์ด้วย แล้วก็กระบวนการสร้างแบบฮิป-ฮอปยุคใหม่ เพราะงั้นการต้องรวมทุกอย่างโดยมีพื้นฐานเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของแอฟริกาเข้ากับวงออเคสตร้ามันเลยเป็นเรื่องยากมากเลย แต่ผมก็ยังพยายามรักษาบรรยากาศดนตรีให้เป็นแอฟริกาอยู่แหละ

“ผมล่ะหวังว่ามันจะมีขั้นตอนลัดหรือคู่มือบอกจริงๆ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทำให้ผมเขียนเพลงขึ้นมาได้คือผมมีแค่เวลาเท่านั้นแหละ ผมเข้ามาร่วมงานนี้ตั้งแต่จุดแรกๆ ของงานเลยมีช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่บ้าง ในดนตรีคลาสสิกฝั่งตะวันตกกับออเคสตร้า เราสนใจที่ท่วงทำนองใช่ไหม แต่ในดนตรีแอฟริกัน ความสนใจส่วนใหญ่มันอยู่ที่จังหวะและความซับซ้อน ซึ่งกว่าผมจะตระหนักเรื่องนี้ได้ก็ต้องซึมซับอยู่พักใหญ่ โยนสิ่งที่เคยเรียนเกี่ยวกับการเขียนเพลงให้วงออเคสตร้าเล่นไปให้หมดแล้วมาลองเรียนรู้ใหม่อีกหน” เขาอธิบาย “ดังนั้น แทนที่ผมจะจับจ้องไปยังท่วงทำนอง ผมก็มุ่งไปที่จังหวะที่เกิดจากเครื่องดนตรีในวงออเคสตร้าแทน อย่างเน้นกลองอะไรแบบนี้ ยกตัวอย่างนะครับ ในกลองของแอฟริกาเขาจะมีกลองดีเจมเบ้ (กลองแอฟริกันดั้งเดิม) กลองดูนุนและกลองบารา ซึ่งจะใช้คนละส่วนกันในแต่ละเพลง และใช้ในจังหวะที่ไม่เหมือนกันด้วย แต่ถ้าเอามารวมกันแล้วจะได้เป็นหนึ่งท่วงทำนอง หนึ่งเพลงใหม่ เพราะงั้นผมเลยเลือกใช้วงออเคสตร้ากับกลองแอฟริกันเป็นหลักน่ะ”

The Mandalorian คือผลงานชิ้นล่าสุดของโยรันส์สันที่ได้รับการจับตาอย่างมากว่าคงจะเข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ จากหลายเวทีอีกแน่นอน โยรันส์สันใส่ซาวด์ดนตรีจากวงออเคสตร้าเพื่อให้หวนนึกถึงยุค 70 อันเป็นต้นกำเนิดของหนังแฟรนไชส์ Star Wars ที่เหลือ เขาเล่นเครื่องดนตรีทั้งกีตาร์, เปียโน, กลองและขลุ่ยแล้วบันทึกเสียง “ผมเล่นเครื่องดนตรีทีละชิ้นๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้คอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียงนักหรอกครับ มีแค่ผมนี่แหละที่บรรเลงทั้งหมด คนดูจะได้รู้สึกถึงช่วงเวลาในซีรีส์ไงล่ะ” เขาว่า “ผมพยายามขุดลงไปในความทรงจำเก่าๆ สมัยยังเด็กว่า Star Wars มันมีความหมายยังไงกับผม นึกไปถึงความรู้สึกตอนได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเพราะผมอยากให้คนดูและเด็กๆ ได้รู้สึกแบบเดียวกันกับดนตรีของผมน่ะ”

ชายหนุ่มใช้เวลาอ่านบทซีรีส์ทั้งหมดแล้วออกไปซื้อเครื่องอัดเสียงที่ต่างคุณสมบัติกลับมาห้องหลายต่อหลายชิ้น และขังตัวเองอยู่ในสตูดิโอนานหนึ่งเดือนเต็มเพื่อเขียนและอัดเพลง “ผมไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ มีแต่ฟลุตกับเปียโน กลอง กีตาร์แล้วก็เบสส์แล้วเอามาสังเคราะห์เสียงอีกหน่อยในตอนท้าย จนที่สุด ผมก็ได้ธีมของซีรีส์จนได้”

เพลงประกอบของซีรีส์ The Mandalorian จึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายเก่าๆ แบบแฟรนไชส์ Star Wars ที่เราหวนคิดถึง มากเท่ากับที่เต็มไปด้วยการค้นพบและเปิดที่ทางใหม่ๆ ในจักรวาลของดนตรีอันไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง