Honey Boy อัลมา ฮาร์เอล ไชอา ลาบัฟ

Honey Boy บาดแผลและหัวใจของ ไชอา ลาบัฟ

Home / bioscope, Bioscope focus / Honey Boy บาดแผลและหัวใจของ ไชอา ลาบัฟ

“สิ่งเดียวที่มีประโยชน์ในชีวิตที่พ่อทิ้งไว้ให้ผมคือความเจ็บปวด แล้วคุณยังจะมาพรากมันไปจากผมอีกเหรอ!”

หากว่าการมองย้อนไปยังอดีตอันร้าวรานของตัวเองคือการกรีดย้ำไปที่แผล เราก็เชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ ไชอา ลาบัฟ เขียนบทหนัง Honey Boy (2019, อัลมา ฮาร์เอล) หัวใจเขาคงจะเหวอะหวะขาดวิ่น หากแต่ด้านหนึ่ง มันก็เปรียบเสมือนการกรีดแผลเพื่อคว้านเอาหนองช้ำในออกมา รอแผลแห้งแล้วเย็บปิด มันจะเหลือรอยแผลเป็น แต่มันจะไม่ร้าวระบมอย่างที่เคยเป็นมาตลอดชีวิตเขาอีก

นี่คือหนังเรื่องแรกที่ลาบัฟลงมือเขียนบทซึ่งดัดแปลงมาจากบันทึกส่วนตัวของเขาระหว่างเข้ารับการบำบัดอารมณ์และการติดเหล้า และมันส่งเขาคว้ารางวัลคนเขียนบทยอดเยี่ยมจากเวทีฮอลลีวูดฟิล์ม ตัวหนังเองก็ชนะรางวัลหนังดราม่ายอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซันแดนซ์ทั้งยังประสบความสำเร็จล้นหลามขนาดที่คนดูลุกขึ้นยืนปรบมือให้ทั้งโรงหลังหนังฉายรอบปฐมทัศน์จบลง และมันเปิดประตูให้คนดูได้สัมผัสถึงแง่มุมละเอียดอ่อนของลาบัฟซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหนังทำเงินมานานนับทศวรรษ ตัวเขาเริ่มรับงานแสดงมาตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบในฐานะนักแสดงตลก (กับการรับบทเป็นเด็กปากร้ายที่ทำให้เขาเรียนรู้ศัพท์แสงหยาบคายเกินอายุไปหลายช่วงตัว) ก่อนจะแจ้งเกิดจากโชว์ดัง Even Stevens ของของดิสนีย์ และในวัย 21 ปี เขารับบท แซม วิตวิกกี หนุ่มเนิร์ดในหนังแอ็กชั่นทำเงิน 709 ล้านเหรียญฯ Transformers (2007, ไมเคิล เบย์) ที่มาพร้อมแรงกดดันมหาศาล การเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนไม่ใช่เรื่องที่ลาบัฟรับมือได้ง่ายๆ นัก ไม่กี่ปีถัดจากนั้น เขาก็ออกลวดลายที่ทำให้ปาปารัซซี่ชอบใจเพราะขายข่าวได้อย่างภาพสูบบุหรี่, เมาอาละวาด หรือการปรากฏตัวในเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลินเมื่อปี 2014 พร้อมถุงกระดาษครอบหัวที่เขียนว่า I AM NOT FAMOUS ANYMORE (ผมมันไม่ดังแล้ว) จนกลายเป็นสัญลักษณ์ความคัลต์กลายๆ ในแวดวงฮอลลีวูด 

ทั้งหมดนี้ส่งให้เขาต้องเข้ารับการบำบัดพฤติกรรมอยู่นานหลายปี และระหว่างนั้น เขาจดบันทึกทุกสิ่งที่แล่นผ่านเข้ามาในหัว จับจ้องไปยังบาดแผลลึกลับที่ไม่เคยกล้าจะมองดูมันอย่างเต็มตา กลั่นออกมาและดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ที่ว่าด้วย โอทิส (ลูคัส เฮดเจส) นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งของฮอลลีวูดที่ถูกลากไปเข้ารับการบำบัด ซึ่งทำให้หวนนึกถึงอดีตที่ก่อร่างสร้างเป็นตัวเขาในปัจจุบันขึ้นมาเมื่อตัวเขาในวัยเด็ก (โนอาห์ จูป) พยายามตะเกียกตะกายสร้างชื่อเสียงและตัวติดอยู่กับ เจมส์ (ลาบัฟ) พ่อที่เป็นเสมือนผู้ปกครอง ลูกจ้างและศัตรูไปพร้อมๆ กัน 

เราเทียบสมการในหนังกับชีวิตจริงได้ไม่ยากนัก โอทิสคือลาบัฟ และเจมส์คือ เจฟฟรีย์ พ่อในชีวิตจริงของเขา ซึ่งการก้าวมารับบทเป็นพ่อที่ด้านหนึ่งแล้วก็ทั้งโอบกอดและทำร้ายเขามาโดยตลอดจึงเป็นเหมือนการสวมร่างอย่างกล้าหาญเพื่อจะมองพ่อตัวเองอย่างเต็มตา ในฐานะผู้ชาย เด็กชายและลูกชายคนหนึ่งที่ดิ้นรนอยากได้รับการยอมรับและความรักจากผู้เป็นพ่อ ไม่ใช่ในฐานะนักแสดงหนังทำเงินพันล้านเหรียญฯ 

น่าสนใจว่าหนังทั้งเรื่องที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของพ่อและลูกชาย, ผู้ชายกับผู้ชายนั้นกำกับด้วยคนทำหนังหญิงอย่างฮาร์เอล กำกับภาพโดย นาตาชา บราเอียร์ (The Rover, The Neon Demon) ที่ให้งานภาพแสนละเมียดทั้งนาทีที่จับจ้องไปยังโอทิส เจมส์ หรือแม้แต่โสเภณีสาวที่โอทิสไว้วางใจ “เราอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกล้างสมองกันมานานหลายทศวรรษให้มองทุกอย่างผ่านสายตาแบบผู้ชาย และนั่นแหละที่มีส่วนกำหนดทิศทางเรื่องเล่าที่เราเคยดูกันมาโดยตลอด แต่เราก็อยากเยียวยาและพัฒนามุมมองเรื่องนี้ด้วย” ฮาร์เอลว่า “เราต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ชายนั้นถูกสร้างมาอย่างไร พวกเขาพัฒนาการเรื่องความเป็นชายแบบไหนบ้าง ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกว่าการได้กดทับผู้หญิงหรือใช้ชีวิตโดยปราศจากความเห็นใจต่อผู้คนรอบๆ ตัวมันเป็นเรื่องยอมรับได้ เด็กผู้ชายนั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมกับอะไรแบบนี้นะ พวกเขาเกิดมาพร้อมความบริสุทธิ์เสรี พร้อมที่จะรักและเห็นใจผู้อื่น แต่เขามาซึมซับความเป็นชายที่เป็นพิษเหล่านี้ก็จากสังคมและวัฒนธรรมนี่เอง”

อย่างไรก็ดี การจับเอาลาบัฟซึ่งต้องรับบทเป็นพ่อของตัวเองที่เคยทำร้ายจิตใจเขาในวัยเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจนแทบจะนับว่าการหวนกลับเข้าไปยังห้องแถวเล็กๆ -ซึ่งเป็นสถานที่จริง- แห่งนั้นดูเหมือนเรียกร้องความกล้าหาญจากลาบัฟพอสมควร “มันเหมือนคุณกำลังไล่ปีศาจร้ายออกจากตัว” เขาบอก ส่วนฮาร์เอลขยายความว่า “ฉันคิดว่ามันคือการสร้างภาพจำระหว่างเขากับห้องพักห้องนั้นขึ้นมาใหม่ เขาไม่ได้แค่เข้าไปทำความรู้จักและเข้าใจกับตัวละครที่เคยทำร้ายเขาเท่านั้น แต่ทันยังเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้หวนกลับมามองตัวเองในวัยเด็กอีกด้วย

“สิ่งที่คุณเห็นในหนังมันแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละถ้าเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงๆ ของเขาน่ะ เราจะขุดลึกให้เจ็บปวดกว่านี้ รุนแรงกว่านี้ก็ได้ วัยเด็กของเขามันเต็มไปด้วยเรื่องร้าวราน แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเราคือต้องให้โนอาห์ปลอดภัยอย่างที่สุดด้วย เราเจอวิธีเล่าเรื่อง เจอแรงขับที่จำเป็นในหนังโดยไม่จำเป็นต้องใส่ความเจ็บช้ำหรือสร้างบาดแผลให้คนดู ภาพยนตร์เรื่องนี้มันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูก แค่นี้มันก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้ว”

Honey Boy ไม่ได้มีฉากที่รุนแรงจนเกินจะสบตากับตัวละคร หากก็หนักหน่วงพอจะเรียกน้ำตาและสะเทือนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจทั้งโอทิสและเจมส์ เพราะฮาร์เอลไม่ได้อยากให้มันกลายเป็นหนังที่ ‘ทารุณ’ นักแสดงเด็กอย่างจูป “ฉันน่ะอยากจะทำให้แน่ใจให้ได้ว่าในอีก 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า เราจะไม่ต้องมาทำหนังที่ว่าด้วยการถ่ายทำ Honey Boy มันส่งผลต่อโนอาห์อย่างไรบ้างนะคะ ขั้นตอนการถ่ายทำของเราน่ะมันปลอดภัยมากๆ แม่ของโนอาห์อยู่กับเราที่กองถ่ายทุกวัน และให้ความร่วมมือกับฉันอย่างดีมากๆ เพื่อให้แน่ใจว่าโนอาห์จะสบายใจและปลอดภัยที่สุด โนอาห์กับไชอาใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองเดือนเกือบทุกวัน เล่นไพ่ ซ้อมบท ไปดูแข่งเบสบอลและเที่ยวด้วยกัน เหมือนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาขึ้นมาน่ะ

“ตัวฉันเองก็เคยเป็นเด็กที่ติดเหล้ามาก่อนเหมือนกันและมีเรื่องในแบบของตัวเองแตกต่างไปจากนี้ การทำหนังเรื่องนี้มันเลยเหมือนดึงเอาความทรงจำเก่าๆ ของตัวเองกลับมาใช้ และมันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรามัวแต่ยุ่งอยู่กับการพยายามสร้างภาพความเจ็บปวดขึ้นมา เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้มันซับซ้อนชวนสับสนคือ ทั้งสองน่ะรักกันเหลือเกิน” ฮาร์เอลอธิบาย “สิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับความรักคือมันเพี้ยน มันเจ็บช้ำและมันคือความน่ากลัว และมันคงมีบางเรื่องแหละที่คุณไม่อาจสางปมให้คลายได้แม้เวลาจะผ่านไปแล้วชั่วชีวิต”

หนังละเมียด ละเอียดและอ่อนไหว ตัวฮาร์เอลที่อยู่หลังกล้องบอกว่าเธอมักร้องไห้อยู่บ่อยๆ เมื่อกำกับไปถึงฉากที่สองพ่อลูกทุ่มเถียงกัน หรือแม้แต่ฉากที่โอทิสวัยผู้ใหญ่หวนระลึกถึงอดีตของตัวเองด้วยสายตาเจ็บปวด “คนเขาชอบพูดกันว่า ‘ผู้กำกับน่ะต้องเป็นผู้นำ คิดซะว่ากองถ่ายคือกองทัพ’ อันที่จริง ฉันไม่เคยได้เข้าร่วมกองทัพอะไรกับใครเขาหรอก แต่เคยทำสารคดีตีแผ่กองทัพในอิสราเอลมาแล้ว รู้สึกเสมอว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะรับคำสั่งอะไรเลย ฉันเกลียดโครงสร้างของกองทัพ เกลียดมวลพลังงานในนั้น และไม่คิดว่าอะไรที่เป็นผลดีต่อสงครามจะเป็นผลดีต่องานศิลป์ด้วยเหมือนกัน ก็จริงที่เราต้องมีนายทหารในภาพยนตร์บ้าง แต่พวกเขาก็สามารถจะเป็นนายทหารที่แสดงความอ่อนแอและอ่อนโยนได้ เราไม่ได้อยากจะไปฆ่าใครทิ้ง เราแค่ต้องการสร้างชีวิตขึ้นมาในหนังเท่านั้น”