หลี่อัน

หลี่อัน ว่าด้วยพ่อ ลูกชายและสายสัมพันธ์นอกคอกในภาพยนตร์

Home / bioscope, Bioscope focus / หลี่อัน ว่าด้วยพ่อ ลูกชายและสายสัมพันธ์นอกคอกในภาพยนตร์

หากเรามองภาพรวมหนังของ หลี่อัน เราคงพบว่าผลงานของเขามีจุดร่วมสำคัญประการหนึ่งนั่นคือมันมักเล่าถึงความเป็นพ่อ เพศชายและสายสัมพันธ์บางอย่าง แม้แต่หนังธริลเลอร์ลำดับล่าสุดของเขาอย่าง Gemini Man (2019) ที่ว่าด้วย เฮนรี (วิลล์ สมิธ) มือสังหารที่ถูกร่างโคลนนิ่งของตัวเองไล่ล่า ก็ยังพูดถึงเรื่องของพ่อ-ลูกอย่างเข้มข้นจนเกือบๆ จะเป็นประเด็นหลักของหนัง 

หลี่อันสร้างชื่อจากไตรภาค Father Knows Best หนังสามเรื่องอย่าง Pushing Hands (1991), The Wedding Banquet (1993) และ Eat Drink Man Woman (1994) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกซึ่งกวาดทั้งรางวัลและคำชมจากหลายๆ เวทีในไต้หวันบ้านเกิดเขา ก่อนจะสร้างชื่อในวงกว้างเมื่อ Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) ชิงออสการ์สิบสาขาและคว้ารางวัลกลับบ้านมาได้สี่รางวัล รวมหนังพูดภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมด้วย

ชีวิตการเป็นคนทำหนังของหลี่อันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เช่นเดียวกับเด็กที่โตมาในครอบครัวของพ่อแม่ชาวเอเชีย ความฝันอยากโตมาเป็นคนทำหนังดูเลอะเทอะและจับต้องไม่ได้ ยิ่งกับในสายตาของ หลี่เฉิง ผู้เป็นพ่อและดำรงตำแหน่งเป็นนักวิชาการ “พ่อผมเป็นชาวจีนแบบหัวโบราณตามขนบเลย เขากับแม่ย้ายมาที่ไต้หวันตอนเกิดสงครามกลางเมืองในจีน ตัวพ่อน่ะยังมีวิธีคิดแบบสังคมชายเป็นใหญ่มาก ผมจึงเติบโตมาภายใต้เงาของเขาเสมอซึ่งกลายเป็นปมที่ใหญ่ที่สุดของผมไปเลย ผมกลายเป็นเด็กขี้อาย ว่าง่ายและไม่เคยคิดตั้งคำถามกับอะไรทั้งสิ้น แต่พ่อก็สอนให้ผมเอาตัวรอดได้ สอนให้ผมทำตัวให้มีประโยชน์ พ่อได้รับการนับหน้าถือตา เขาเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนด้วยซึ่งผมไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

“พ่อให้ผมเรียนอย่างหนัก เรียนตลอดเวลา การเรียนสำคัญกับเขามากๆ พ่อไม่ใช่คนตลกและมักจะมึนตึงใส่ผมที่เก็บความสนใจด้านศิลปะไว้กับตัว ไม่เคยได้แสดงออกถึงความต้องการที่แท้ของตัวเอง ไม่เคยได้ศึกษางานศิลป์อย่างจริงจังและดูหนังสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น”

หลี่เฉิงปรารถนาให้หลี่อันเติบโตมาทำงานสายวิชาการ อย่างใกล้เคียงที่สุดคือจบมหาวิทยาลัยชั้นนำแล้วกลับบ้านมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และเพื่อจะให้ลูกชายไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เขาจึงเคี่ยวเข็ญหลี่อันทุกทาง “เวลาผมว่างพ่อจะถามเสมอว่า ‘แกจะทำอะไรกินได้ แกจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกๆ แกได้เหรอ’ แต่ผมรู้ตัวแล้วว่าผมแค่อยากทำหนัง ดังนั้น ผมจึงไม่เคยได้เติมเต็มความฝันของพ่อเลย แม้กระทั่งเมื่อผมประสบความสำเร็จแล้วก็เถอะ พ่อเขาพูดแค่ว่า ‘เอาล่ะ ทีนี้ก็มาทำงานจริงๆ จังๆ สักทีสิ’

ยิ่งกับแม่ หลี่อันเล่าว่าแม่ของเขานั้นเงียบเชียบและเชื่อฟังพ่อเสมอ ถึงขั้นที่ความทรงจำที่เขามีต่อแม่นั้นเลือนลางเต็มที เขาเล่าได้แค่ว่าแม่เป็นแม่ที่ดีกับเขาและพี่น้อง หากแต่บทบาทของแม่นั้นถูกบดบังโดยความเป็นพ่อสนิทจนเธอไม่เหลือตัวตนใดๆ ในครอบครัว “ตามแบบที่สังคมชายเป็นใหญ่เป็นนั่นแหละครับ” หลี่อันเล่า “ทุกคนพยายามเอาใจพ่อ แต่แม่ที่เป็นผู้หญิงนั้นไม่ได้สำคัญอะไรในครอบครัวเราเลย”

และแม้จะมีพ่อเป็นคุณครูใหญ่รวมทั้งทุ่มกำลังเรียนอย่างหนัก แต่หลี่อันก็เล่าว่าเขาไม่ใช่เด็กเรียนเก่งนัก เขาใจลอยเกินไป เพ้อฝันและฟุ้งซ่านเกินไป เด็กชายหลี่มักนั่งเหม่อลอยในห้องเรียนและตอบคำถามได้ย่ำแย่เสมอ ไม่มีอะไรในหัวเล็กๆ นั้นสอดคล้องกับการบ้านและตารางเรียน “กว่าจะรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองสนใจอะไรก็กินเวลาไป 35 ปีกว่าจะเอาพลังงานนั้นมาแปรเป็นหนัง”

และความสัมพันธ์หนักอึ้งระหว่างเขากับพ่อนี่เองที่กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักๆ ในหนังของหลี่อัน เขาจึงมักทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของความเป็นชายและการค้นหาที่ทางของตัวเอง แม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์อย่าง Hulk (2003) ที่ว่าด้วย แบนเนอร์ (อีริก บานา) นักวิทยาศาสตร์ที่จำต้องควบคุมความโกรธของตัวเองไว้ตลอดเวลาไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นยักษ์เขียวที่ออกอาละวาดทำลายล้างทุกอย่าง ก็ยังมีจุดตั้งต้นของเรื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกแบนเนอร์ที่คนพ่อฝากความหวังไว้ที่ลูกโดยไม่เคยถามความสมัครใจแม้แต่คำเดียว หรือ Brokeback Mountain (2005) เรื่องราวของเกย์หนุ่มที่ต้องซุกซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด และสวมบทบาทเป็นพ่อ เป็นสามีของคนในครอบครัวต่อไปจนนำมาสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด หนังส่งหลี่อันคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาครองและนับเป็นคนทำหนังชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลนี้ได้

ความทะเยอทะยานของหลี่อันไม่เคยหยุดแค่นั้น พ้นไปจากเนื้อเรื่องละเอียดอ่อนแล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือคนทำหนังที่ให้พื้นที่แก่เรื่องเทคนิคพิเศษในภาพยนตร์เสมอ ทั้งการใช้ CGI สุดอลังการจาก Life of Pi (2012) ที่เนรมิตเสือและมหาสมุทรแสนตระการตาจนหนังชิงออสการ์ 11 สาขาและกวาดกลับบ้านมาได้สี่สาขา (รวมผู้กำกับยอดเยี่ยมและวิช่วลเอฟเฟ็กต์สยอดเยี่ยม) เรื่อยมาจน Billy Lynn’s Long Halftime Walk (2016) ที่มองเผินๆ เหมือนเป็นหนังที่ว่าด้วยนายทหารธรรมดา หากแต่มันคือหนังที่งบประมาณพุ่งกระฉูดเพราะเป็นหนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยระบบเฟรมเรต 120 เฟรมต่อวินาที (ภาพยนตร์ทั่วไปใช้ในอัตรา 24 เฟรมต่อวินาที) ทั้งยังถ่ายทำด้วยระบบสามมิติและความละเอียด 4K (Ultra High Definition) ที่ชวนอ้าปากค้างสำหรับคนทำหนังไม่น้อยเพราะแม้แต่หนังฟอร์มยักษ์ที่ใช้ CGI มหาศาลอย่าง The Hobbit: An Unexpected Journey (2012, ปีเตอร์ แจ็คสัน) ก็ใช้เฟรมเรตในอัตรา 48 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น ทั้งหมดนี้ หลี่อันบอกว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่อะไรมากมายหากแต่เป็นการทะลายขีดจำกัดงานภาพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และแม้แต่ Gemini Man ที่เขาใช้คอมพิวเตอร์ดึงเอาวิลล์ สมิธสมัยยังหนุ่มมาโลดแล่นบนหน้าจอโดยใช้ฟุตเตจบางส่วนจาก Six Degrees of Separation (1993, เฟร็ด เชปีซี) กับ Bad Boys (1995, ไมเคิล เบย์) หนังดังที่แจ้งเกิดสมิธเมื่อสมัยอายุราว 20 กว่าปี “คุณแต่งหน้าปกปิดรอยยับย่น เปลี่ยนทรงผมของตัวละครเพื่อบ่งบอกถึงความแตกต่างของช่วงวัยไม่ได้หรอก หรือแม้แต่แคสต์เอาลูกชายวิลล์ สมิธมาเล่นเป็นเขาในวัยเด็กกว่าก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องราวของการโคลนนิ่ง ผมคิดว่ามันจำเป็นนะที่ต้องใช้ CGI สร้างตัวละครอย่างจูเนียร์ (ร่างวัยเด็ก) น่ะ”

และเช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้าของหลี่อัน Gemini Man เล่าถึงลูกชายและสายสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่างเด็กร่างโคลนผิวสีกับ เคลย์ (ไคล์ฟ โอเวน) ผู้อุปการะ หรือตัวละครอย่างเฮนรีที่มีปมกับพ่อตัวเองหนักหนาจนกลายเป็นกำแพงหลักในการใช้ชีวิตจนถึงปัจจุบัน

บางทีแล้ว มันอาจเป็นวิธีที่หลี่อันใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับพ่อก็เป็นได้ “ผมพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักมาก พยายามทำทุกทางเพื่อให้พ่อเห็นว่าเขาผิด ชนะรางวัลออสการ์ ดำรงชีวิตด้วยอาชีพคนทำหนัง มีเงินใช้ อันที่จริงแล้วทั้งหมดมันเป็นเพราะพ่อไม่ชอบภาพยนตร์น่ะ พ่อคิดว่าอาชีพคนทำหนังมันมีไว้สำหรับพวกคนบ๊องๆ หรือพวกเต้นกินรำกิน พวกที่ในชีวิตจริงไม่มีทางได้ลืมตาอ้าปากอย่างใครเขา แต่ท้ายที่สุด -ก่อนหน้าที่เขาจะจากไป- เขาก็ยอมรับสิ่งที่ผมทำจนได้ แต่ส่วนนึงผมคิดว่าเพราะผมมีลูกและสร้างครอบครัวของตัวเองขึ้นมา นั่นแหละที่เขาเห็นว่าสำคัญ… มันทำให้เขาเห็นว่าผมก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ”