Doctor Sleep สตีเฟน คิง สแตนลีย์ คูบริค ไมค์ ฟลานาแกน

Doctor Sleep วัยเด็กที่แตกสลายในสายตาของ ไมค์ ฟลานาแกน

Home / bioscope, Bioscope focus / Doctor Sleep วัยเด็กที่แตกสลายในสายตาของ ไมค์ ฟลานาแกน

แดนนี เทอร์เรนซ์ ในวัยหกขวบมีภาพพ่อวิ่งเอาขวานไล่จามเขากับแม่ที่วิ่งหนีตายอยู่ในโรงแรมรกร้างกลางหุบเขาและหิมะอันหนาวเหน็บ แดนนีไม่เข้าใจและอาจไม่มีวันเข้าใจด้วยว่าอะไรที่ทำให้พ่อของเขากลายเป็นอื่นเช่นนั้น

สี่ทศวรรษต่อมา แดนนีกลายเป็นผู้ใหญ่แบบที่เขาเกลียดกลัวตอนเด็ก -ติดเหล้า ใช้ความรุนแรงและล้มเหลวในชีวิต- ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรพาชีวิตเขามาถึงจุดนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะภาพฝังใจที่กัดกินเขาจนพรุนแม้ในวัยผู้ใหญ่

แดนนีปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือ The Shining ของ สตีเฟน คิง ที่เขียนเรื่องราวผ่านสายตาของ แจ็ค เทอร์เรนซ์ นักเขียนติดเหล้าที่พาลูกเมียมาอยู่ในโรงแรมลึกกลางหุบเขาก่อนจะวิปลาสสติแตกไล่สังหารคนในครอบครัวตัวเอง เป็นที่รู้กันดีว่า คิงเขียนงานชิ้นเอกนี้ในโมงยามที่เขากำลังต่อสู้กับอาการติดเหล้าอย่างรุนแรงจนหวาดหวั่นว่าเขาอาจทำร้ายครอบครัวตัวเองเข้าสักวันก็ได้ และเขาใช้เวลาอีก 16 ปีต่อมาปล่อยหนังสือที่เป็นเสมือนภาคต่อกลายๆ ของ The Shining อย่าง Doctor Sleep เพียงแต่มันไม่ได้บอกเล่าเรื่องของแจ็ค เทอร์เรนซ์… หากเล่าถึงเด็กชายแดนนีในวันนั้นที่เติบโตมาพร้อมบาดแผลในใจที่ทำให้เขาต้องย้อมชีวิตกับขวดเหล้าและสาวแปลกหน้าทุกวัน ในฐานะที่เป็นภาพแทนถึงตัวคิงเองในวันที่เขาพยายามเลิกเหล้าอย่างสุดกำลังในหลายสิบปีที่ผ่านมา

The Shining (1980) ถูกนำไปสร้างเป็นหนังโดย สแตนลีย์ คูบริค และกลายเป็นหนึ่งในงานขึ้นหิ้งของเขาทันที ทั้งความสยดสยองที่คืบคลานกัดกินตัวละครและฉากแทรคกิ้ง-ช็อตที่ไล่ตามสามล้อของเด็กชายแดนนีไปสู่ความลี้ลับน่าสยดสยองของโรงแรมเฮี้ยน และแม้หนังจะประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการกวาดรายได้และคำชมถล่มทลายในฐานะหนังธริลเลอร์ที่ทะเยอทะยานด้านงานสร้างมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า คิงเกลียดหนังเรื่องนี้มากและพาลเกลียดคูบริคไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ มิหนำซ้ำ บรรยากาศในกองถ่ายก็เลวร้ายพอกับสภาพอากาศข้างนอกเมื่อคูบริคเปลี่ยนบทบ่อยเสียจน แจ็ค นิโคลสัน ซึ่งรับบทเป็นแจ็ค เทอร์เรนซ์บอกอย่างหน่ายๆ ว่าเขา “ไม่เอาบทกลับไปอ่านในห้องหรอก เดี๋ยวสแตนลีย์ก็เปลี่ยนอยู่ดี” ขณะที่ แชลลีย์ ดูวาลล์ ที่รับบทเป็น เวนดี เมียของแจ็คนั้นถึงกับป่วยไข้ทางใจจนผมร่วง และสบถสาบานว่าจะไม่มีทางร่วมงานกับคูบริคอีกเด็ดขาด (น่าเศร้าที่ตัวละครของเธอนั้นไม่เป็นที่รักของคิงเอาเสียเลย เขาบอกอย่างหงุดหงิดว่า “หล่อนเอาแต่แหกปากกรีดร้องอยู่ทั้งเรื่อง นั่นไม่ใช่ตัวละครของผมหรอก ผมไม่เขียนตัวละครแบบนั้น”)

แต่ถึงอย่างนั้น ความสำเร็จของ The Shining ก็เป็นที่ยอมรับทั้งในหมู่คนทำหนังและนักวิจารณ์ แม้เวลาจะล่วงมาอีกหลายปีมันก็ยังติดอันดับหนังสยองขวัญตลอดกาลของหลายๆ คน ทั้งยังไปปรากฏตัวอยู่ตามวัฒนธรรมป๊อปและสื่ออื่นๆ อีกหลากหลาย (แม้แต่ในหนังน่ารักอย่าง Toy Story ก็ยังสร้างฉากที่มีพรมสีส้มเพื่อแสดงความเคารพแก่ The Shining) มันจึงกลายเป็นหนังเบอร์ใหญ่ที่หลายคนไม่กล้ารีเมคหรือกระทั่งทำภาคต่ออย่าง Doctor Sleep… จะมีก็แค่คนทำหนังโคตรจะเนิร์ดอย่าง ไมค์ ฟลานาแกน นี่แหละที่พุ่งเข้าชนโปรเจ็กต์นี้อย่างถวายหัว ในฐานะคนที่ชื่นชอบงานของสตีเฟน คิงและบูชาบรมจารย์ทางภาพยนตร์อย่างสแตนลีย์ คูบริค

ตัวฟลานาแกนนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะคนทำหนังธริลเลอร์-เฮอร์เรอร์ที่มักมีแกนกลางอันว่าด้วยเรื่อง “ผู้ใหญ่ที่โตมาอย่างแตกสลาย” และ “ครอบครัวผุพัง” นับตั้งแต่ Absentia (2011 -สองพี่น้องที่เข้าไปพัวพันกับอุโมงค์ลับ), Oculus (2013 -หญิงสาวที่พยายามพิสูจน์ว่าน้องชายของเธอไม่ได้เป็นคนสังหารพ่อแม่ แต่เป็นบางอย่างที่น่าพรั่นพรึงกว่านั้น), Before I Wake (2016 -ผัวเมียรับเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่รู้เลยว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ) และซีรีส์ The Haunting of Hill House ซึ่งว่าด้วยครอบครัวพังทลายที่สัมผัสเห็นเค้าลางของผู้ที่จากไปแล้ว

และด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยชายที่เติบโตมากับบาดแผลในวัยเด็ก มีชีวิตรักที่อับปางอย่างแดนนี เทอร์เรนซ์ใน Doctor Sleep ก็ไม่แปลกที่มันจะดึงดูดให้ฟลานาแกนพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้ดัดแปลงมันเป็นหนัง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบตัวว่าโปรเจ็กต์นี้เสี่ยงเกินไปเนื่องจากมันเข้าข่าย ทำดีก็เสมอตัว ทำพลาดขึ้นมาก็ไม่ได้เกิด “ผมเลยเอาแต่ถามตัวแทนผมว่ามีโอกาสที่ผมจะได้ทำหนัง Doctor Sleep บ้างไหม” ฟลานาแกนเล่าเซ็งๆ “แต่พวกเขาเอาแต่บอกว่าไม่มีใครอาจหาญไปทำหนังที่เป็นภาคต่อกลายๆ ของหนังคูบริคหรอก”

เช่นเดียวกับเด็กอเมริกันอีกหลายคนที่เกิดและเติบโตทันยุคที่คูบริคยังมีพลังทำหนังอันเดือดดาล ฟลานาแกนดู The Shining ครั้งแรกตอนอยู่เกรดห้าหรือราวสิบขวบ ซึ่งนับว่าเด็กเกินจะดูหนังธริลเลอร์เรื่องนี้ไปมากโขจนรู้ตัวอีกที เรื่องราวของพ่อที่ไล่เอาขวานจามลูกเมียก็ตกสะเก็ดอยู่ในใจเขานับแต่นั้น “จนเมื่อโตขึ้นอีกหน่อย ผมถึงได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องศาสตร์ภาพยนตร์ และไปหาหนังสือของสตีเฟน คิงมาอ่าน” ฟลานาแกนว่า ตัวเขานั้นประทับใจทั้งเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของคูบริคและเวอร์ชั่นหนังสือของคิง ก็เลยตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อยเมื่อพบว่าคิงเกลียดหนังเรื่องนี้มากเพียงไร (“การฟังเขาวิจารณ์หนังเรื่องนี้มันกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผมไปเลย” เขาว่า) อย่างไรก็ดี ทันทีที่ Doctor Sleep ตีพิมพ์เมื่อปี 2013 ฟลานาแกนที่ถลาไปซื้อมาอ่านตั้งแต่วันแรกที่วางขายก็พบว่า แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหน แต่ภาพที่ปรากฏในตัวหนังสือของคิงกลับเป็นภาพเดียวกันจากหนังของคูบริค (“ยังกะมีคนมาเล่นชักเย่อในหัวผมยังงั้นแหละ”) ซึ่งเขาตระหนักได้ว่าคิงที่เกลียดหนังเรื่องนี้เข้ากระดูกดำคงช้ำใจไม่น้อย “ผมเลยคิดว่า ถ้าหนังสือเล่มนี้ได้รับการดัดแปลงเป็นหนัง ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เชื่อมโยงโลกของหนังสือกับภาพยนตร์เข้าด้วยกันให้ได้”

และนั่นทำให้เขากัดฟันสู้เพื่อโปรเจ็กต์นี้อย่างถึงที่สุด ก่อนที่ค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์สจะอนุมัติให้สร้างหนังเรื่องนี้จนได้ในปี 2017 อันเป็นอานิสงค์จาก It (2017, แอนดี มุตชิเอตติ) ที่ดัดแปลงจากหนังสือของคิงเหมือนกัน ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย ค่ายจึงพร้อมเสี่ยงกับโปรเจ็กต์ Doctor Sleep และติดต่อฟลานาแกนให้มากำกับหนังเรื่องนี้ในทันที

“แดนใน Doctor Sleep น่ะอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิตเลย และก็เช่นเดียวกับเด็กที่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ติดเหล้า ใช้ความรุนแรงกับลูกนั่นแหละ เขาทรมานกับภาพหลอนของวัยเด็กจนโต ก็ไม่น่าแปลกใจนะครับที่เขาจะใช้ชีวิตด้วยการต่อสู้กับปีศาจตัวเดียวกันกับพ่อของเขา กับปัญหาติดเหล้าของตัวเอง กับปัญหาการใช้ความรุนแรง -โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเมา” ฟลานาแกนเล่า (อันที่จริง สตีเฟน คิงเคยอธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือของตัวเองว่า แจ็ค เทอร์เรนซ์เองก็เติบโตมากับพ่อขี้เหล้าและใช้ความรุนแรงเหมือนกัน ดังนั้นมันจึงเป็นห่วงโซ่อัปลักษณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดในครอบครัว)

“ผมว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต่างไปจาก The Shining -ก็แบบที่คิงเขียนไว้นั่นแหละครับ- มันคือภาพแทนที่แสดงให้เห็นพิษร้ายของการติดสุราว่ามันส่งผลอย่างไรต่อครอบครัวบ้างหากเราตกอยู่ภายใต้อำนาจมัน ผมว่านี่คือหัวใจของหนังสือเลยล่ะ” ฟลานาแกนบอก “สิ่งที่หนังของคูบริคเล่ามันคือความบ้าคลั่งไร้ก้นบึ้งที่ควบคุมเราไว้ และความ toxic masculinity (ความเป็นชายในกรอบแนวคิดชายเป็นใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองและคนอื่น) ว่ามันทำลายครอบครัวได้อย่างไร ความวิปลาสมันรุนแรงขนาดที่ทำให้คนสามคนซึ่งควรจะรักกันดี ตกอยู่ในวังวนอันโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก และสองอย่างนี้่แหละที่อยู่ในเรื่องเล่าของคูบริค ถ้าเรามองลงไปให้ละเอียด ฉากที่รุนแรงที่สุดคือฉากที่แจ็ค เทอร์เรนซ์วิ่งไล่ฆ่าลูกชายเขา และทำให้คนทั้งสองกลับมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นเหมือนกัน นั่นคือ -อย่างที่คิงเล่าไปในหนังสือ- เมื่อแจ็ค เทอร์เรนซ์ไล่ล่าแดนนีจนมุม เอาเข้าจริงๆ แล้วเขากลับทำไม่ลง มันเป็นช่วงเวลาที่เขาตาสว่างขึ้นมา เขาทำร้ายลูกชายตัวเองไม่ได้เพราะความเป็นพ่อ ดังนั้น เขาจึงสละตัวเองเพื่อปกป้องครอบครัวไว้”

และหากว่าแจ็ค เทอร์เรนซ์ คือด้านที่คลุ้มคลั่งและอำมหิต ฟลานาแกนก็มองว่าแดนนีคือด้านที่อ่อนโยนกว่านั้น “แดนนีนั้นเลือกจะมองพ่อตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทั้งที่ความทรงจำที่เขามีต่อพ่อคือการที่พ่อพยายามฆ่าเขาทิ้ง นี่แหละที่ผมรู้สึกว่ามันเล่าถึงบาดแผลของวัยเด็ก โดยเฉพาะเมื่อบาดแผลนั้นเกิดจากพ่อแม่เราเอง และวิธีเยียวยาหัวใจตัวเองของแดนนีคือ เขามองพ่อตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์ประหลาด ซึ่งนี่แหละที่ผมคิดว่าสำคัญมาก”

ปัญหาคือ แม้แต่ตัวฟลานาแกนเองก็ยัง ‘ติดกับ’ อยู่กับหนังของคูบริคและการแสดงอันคุกคามของแจ็ค นิโคลสัน “ผมหมกมุ่นกับเรื่องนี้มาก เราเอาแค่พูดถึงสแตนลีย์ คูบริคกับแจ็ค นิโคลสันอยู่ตลอดเวลา… จนยวนเดินเข้ามาในห้องนั่นแหละ”

ยวน แม็กเกรเกอร์ นักแสดงสัญชาติสก็อตต์ถูกเลือกให้มารับบทที่แทบจะแบกหนังทั้งเรื่องอย่างแดนนีด้วยประโยคเดียวคือ “เรากำลังคุยเรื่องคูบริคกับแจ็คอยู่เลยตอนที่ยวนเดินเข้ามาในห้อง แล้วเขาก็โพล่งมาว่า ‘เออๆ หนังของคูบริคก็เจ๋งจริงแหละ แต่ผมอยากพูดถึงเรื่องการบำบัดเหล้าของตัวละครมากกว่า’ และครึ่งแรกของหนังมันว่าด้วยการต่อสู้ของแดนนีกับการเลิกเหล้าซึ่งเชื่อมโยงกับชีวิตส่วนตัวของยวนเขาล่ะ” ฟลานาแกนว่า “เพราะงั้นเราเลยพบว่า หมอนี่แหละโคตรจะเหมาะกับบทเลย”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้หนังได้รับการพูดถึงและชื่นชมอย่างมากคือจังหวะการคุกคามและบรรยากาศเนิบช้าหากแต่ชวนพรั่นพรึง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาของฟลานาแกนเสมอ “ผมเกลียดฉาก jump scare มากๆ” เขาว่า “อย่างนึงที่ผมภูมิใจกับงานตัวเองมากคือเรื่องนี้แหละ หลายคนคาดหวังว่าหนังทำนองนี้ต้องมีฉาก jump scare แน่นอน แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่าฉากพวกนี้มันทำให้ความตึงเครียดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง พักๆ ฉากแบบนี้ไปมั่งก็ดีนะ”

ฟลานากันตัดหนังร่างแรกที่สั้นกว่าเวอร์ชั่นฉายจริงแล้วทดสอบฉายระบบปิด เพื่อจะพบว่าคนดูไม่ตอบสนองต่อตัวหนังมากนัก เขาเลยตัดหนังใหม่อีกครั้งให้มีความยาวมากกว่าเดิม “และคนดูชอบเชียวล่ะ ซึ่งเพราะพอมันยาวขึ้น เราก็ใส่จังหวะของความเงียบ ตัวละครเนิบช้าไม่เร่งรีบ และนั่นแหละครับที่ทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหนังมันมีความหมายต่อคนดูมากขึ้น”