Alien Heaven's Gate Sonic the Hedgehog World War Z

จาก Sonic the Hedgehog ย้อนรอยหนังที่เป็นฝันร้ายของคนทำโพสต์-โปรดักชั่น ที่ยืนยันว่าไม่มีอะไรทรงพลังไปกว่าเดดไลน์

Home / bioscope, Bioscope focus / จาก Sonic the Hedgehog ย้อนรอยหนังที่เป็นฝันร้ายของคนทำโพสต์-โปรดักชั่น ที่ยืนยันว่าไม่มีอะไรทรงพลังไปกว่าเดดไลน์

ภายหลังจาก Sonic the Hedgehog (2020, เจฟฟ์ ฟาวเลอร์) แอนิเมชั่นดัดแปลงจากเกมชื่อดังปล่อยตัวอย่างแรกเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความ เอ่อ… เวียร์ดของตัวละครโซนิกที่หน้าตาห่างไกลจากต้นฉบับในเกมอยู่มากโข แถมยังทำออกมาซะเหมือนตัวเฮดจ์ฮ็อกของจริงไปหน่อย ฟาวเลอร์เลยบอกว่าได้! จะปรับแก้ตัวละครโซนิกนี้ตามที่ทุกคนขอมาเอง แล้วจะไม่เลื่อนฉายด้วย (กรี๊ด!) ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทีมงานก็ปล่อยตัวอย่างเวอร์ชั่นแก้ไขหน้าตาของโซนิกแล้วและได้รับคำชมไปกราวใหญ่ว่าหน้าตาน่ารักน่าชังขึ้นมากๆ

นี่จึงแทบจะเรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายของคนทำโพสต์-โปรดักชั่นเลยทีเดียว เพราะน่าสงสัยว่าเวลาเจ็ดเดือนที่ผ่านมาของทีมงาน Sonic the Hedgehog นี่โหดนรกแตกกันขนาดไหน เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ถ่ายซ่อมหรือแก้ฉากเล็กๆ (เช่น ลบหนวดของพี่ซูเปอร์แมนใน Justice League) แต่มันคือการแก้ไขดีไซน์ตัวละครหลักที่เฉิดฉายอยู่ในหนังทั้งเรื่อง… ภายใต้เดดไลน์เดิมด้วยนะ!

แต่กรณีของ Sonic the Hedgehog ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่กระบวนการแก้ไขภายหลังการถ่ายทำวินาศสันตะโรขนาดนี้ และเราได้รวบรวมหนังที่เป็น ‘ฝันร้าย’ ของคนทำโพสต์-โปรดักชั่น ที่บอกให้เรารู้ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว …แต่ถ้าเดดไลน์บอกว่าต้องเสร็จวันนี้ก็เสร็จได้แหละ

_:(´ཀ`」 ∠):_

Alien³ (1992, เดวิด ฟินเชอร์)

หนังยาวลำดับแรกที่แจ้งเกิดให้ฟินเชอร์ในวัย 28 ปีให้เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่แห่งฮอลลีวูด และนับเป็นโปรเจ็กต์หินที่แม้แต่ผู้กำกับเจนสังเวียนกว่าเขาก็อาจต้องร้อนๆ หนาวๆ เพราะภาคแรกอย่าง Alien (1979) กำกับโดย ริดลีย์ สก็อตต์ ครั้นภาคถัดมาก็กำกับโดย เจมส์ แคเมรอน ดังนั้นภาคต่อจึงถูกคาดหวังสูงลิ่วจากคนดูและสตูดิโอ

แรกเริ่มเดิมทีแล้วนั้น สก็อตต์เกือบจะได้หวนกลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกหน แต่ติดที่ตารางงานรัดตัวจนเขามาทำไม่ไหวจึงต้องผลัดมือหาคนทำหนังคนอื่นๆ กันชุลมุน เดวิด ไกเลอร์ กับ วอลเตอร์ ฮิลล์ ลงมือเขียนบทร่างแรกที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่นระเบิดระเบ้อซึ่งไม่เป็นที่พอใจของโปรดิวเซอร์นัก และนรกก็มาเยือนเมื่อสตูดิโอดันประกาศวันฉายไปแล้วเรียบร้อยกว่าจะฉายซัมเมอร์ปี 1992 -ทั้งที่ยังเคาะเรื่องบทกันไม่เสร็จ!- ทีมงานเลยแทบจะถวายชีวิตเพื่อปรับแก้บท หาผู้กำกับที่สุดท้ายมาลงเอยที่ เรนนี ฮาร์ลิน ที่ถ่ายทำหนังไปได้จำนวนหนึ่งและตัดสินใจโยนตำแหน่งนี้ทิ้งเพราะดีลกับสตูดิโอไม่ลงตัว หวยเลยมาออกที่ วินเซนต์ วาร์ด ซึ่งก็กำกับได้ไม่นานและลาออกไปในที่สุด หนังจึงค้างเติ่งอยู่ครึ่งเรื่องจนกระทั่งตกมาอยู่ในมือของฟินเชอร์ ที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมใช้ฟุตเตจที่ฮาร์ลินและวาร์ดถ่ายทิ้งไว้แน่ๆ จึงตัดสินใจ ‘ไฟว์’ กับสตูดิโอด้วยการยืนยันว่าต้องเขียนบทใหม่ ถ่ายซ่อมกันใหม่แทบทั้งหมดโดยไม่แยแสว่าสตูดิโอจะทุ่มทุนไปแล้วสักกี่ล้านเหรียญฯ “หนังเรื่องแรกของผม -เป็นที่รู้กันดีอะนะ- ว่าหายนะมาก ผมรู้สึกทึ่มๆ ชอบกลว่านายทุนน่าจะเสียหายมากกว่าผมเยอะถ้าหนังมันออกมาห่วย” ฟินเชอร์บอก “แล้วเลยอนุญาตให้ตัวเองเข้าไปยุ่งกับกระบวนการงานสร้างทั้งหมดพวกนี้ แล้วพอผลลัพธ์มันออกมาห่วยจริงๆ ทีนี้ทุกคนก็จ้องเป๋งมาที่คุณแล้วบอกว่า ‘อะไรวะ ใครแนะนำให้ทำอะไรแบบนี้’ ทีนี้ผมก็กลายเป็นคนรับผิดทุกอย่างจนได้”

อย่างไรก็ดี หนังออกฉายทันตามกำหนดเดิมได้จริงๆ แฮะ

Heaven’s Gate (1980, ไมเคิล ชิมิโน)

นี่คือหนังที่ส่งชิมิโนชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ไปพร้อมๆ กับที่ส่งเขาชิง (และชนะด้วย) รางวัลผู้กำกับยอดแย่ของเวทีราซซี่ ซึ่งสร้างความเหวอแตกให้เหล่าแฟนหนังมากเพราะชิมิโนเพิ่งจะประสบความสำเร็จสุดขีดจาก The Deer Hunter (1978) และหันมากำกับ Heaven’s Gate ที่ว่าด้วยสงครามในรัฐไวโอมิงปลายยุค 80 ที่สร้างด้วยเงินทุน 44 ล้านเหรียญฯ ที่นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่สตูดิโอยูไนเต็ด อาร์ทิตส์กล้าทุ่ม… เพื่อจะพบว่าหนังทำเงินกลับมาเพียง เอ่อ… 3.5 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

อันที่จริงเค้าลางของปัญหาเริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกๆ ของการถ่ายทำที่ล่าช้ากว่ากำหนดไปร่วมห้าวันเต็มๆ แถมพอมาถึงหน้ากองถ่าย ชิมิโนก็สั่งให้รื้อฉากทั้งหมดทิ้งแล้วสร้างใหม่เพราะเขารู้สึกว่ามันไม่สมจริงมากพอ (ลำพังแค่ถนนที่ชิมิโนเรียกร้องว่าต้องกว้างหกฟุต แต่ทีมสร้างบอกว่ามันแพงไปและจะถูกลงมากหากใช้เทคนิคมุมกล้องหลอกคนถ่ายแทน) ทั้งยังกระบวนการถ่ายทำที่จุกจิกและกินเวลานานเหมือนไม่มีวันจบสิ้น ชิมิโนถ่ายเก็บจนมีฟุตเตจเบ็ดเสร็จที่ 220 ชั่วโมงซึ่งถ้าเอาความยาวฟิล์มมาเรียงกันจะยาวถึงหนึ่งล้านสามแสนฟุต (ว่ากันว่าเขาตั้งใจให้ม้วนฟิล์มยาวกว่าหนัง Apocalypse Now ที่มีความยาวราวหนึ่งล้านฟุต) เฉลี่ยแล้วสตูดิโอต้องกรีดเลือดให้ชิมิโนตกวันละ 200,000 ต่อวันเป็นค่าแรงทีมงานและนักแสดง ดังนั้น หายนะจึงตกมาอยู่ที่ทีมงานตัดต่อที่แทบจะต้องแลกวิญญาณเพื่อให้งานเสร็จ มีมือตัดต่อทั้งสิ้นสี่รายที่รับมือกับชิมิโน ซึ่งถึงขั้นเปลี่ยนกุญแจห้องตัดต่อของสตูดิโอเพื่อไม่ให้โปรดิวเซอร์หรือคนนอกเข้ามายุ่มย่ามได้

ร่างแรกของหนังมีความยาวที่ 325 นาทีหรือราวๆ ห้าชั่วโมงครึ่ง แน่นอนว่าโปรดิวเซอร์ค้านหัวชนฝาว่าไม่มีทางปล่อยหนังที่ยาวขนาดนี้ไปฉายโรงแน่นอนละพวก! แถมยังตั้งใจจะไล่ชิมิโนออกจากโปรเจ็กต์นี้อย่างจริงจัง จนชิมิโนต้องรับปากว่าเขาจะตัดต่อหนังใหม่และออกฉายทันกลางปี 1980 แน่นอน ผลคือเขากลับไปหั่นหนังให้เหลือสามชั่วโมงครึ่ง (219 นาที)

และหนังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งยังขสดทุนย่อยยับจนกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดจนมีคนกล่าวไว้ว่าความเสียหายครั้งนี้แทบจะเท่ากับยูไนเต็ด อาร์ทิตส์โดนปล้นเลยทีเดียว มิหนำซ้ำมันยังสร้างภาพลักษณ์ให้สตูดิโอยูไนเต็ด อาร์ทิตส์ดูเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ไปมากในฐานะสตูดิโอที่ยอมทุ่มทุนเพื่อหนังห่วย จนบริษัทแม่อย่างทรานสอเมริกา คอร์ปอเรชั่นตัดสินใจขายยูไนเต็ด อาร์ทิตส์ให้บริษัทอื่นเพราะกลัวว่าภาพลักษณ์จะดูเสื่อมไปด้วย และหนังเรื่องนี้ของชิมิโนยังส่งผลรุนแรงถึงหนังสกุลตะวันตกในยุคนั้นจนถูกเหมารวมว่า ถ้าหน้าหนังออกมาดูคาวบอยหรือย้อนยุค มันน่าจะห่วยแตกแบบ Heaven’s Gate แหงแซะ! และถ้าทั้งหมดนี่ยังไม่หนักพอ หนังยังถูกครหาว่าทรมานสัตว์จากที่มีฉากม้ากับระเบิด, ฉากชนไก่จนถูกกลุ่ม American Humane Association (AHA) ที่ดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ในการถ่ายหนังตราหน้าว่านี่มันเข้าข่ายทรมานกันแล้วนะ!

World War Z (2013, มาร์ก ฟอร์สเตอร์)

เจอร์รี (แบรด พิตต์) อดีตนาวิกโยธินที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัว พบว่าวันหนึ่งซอมบี้ลุกขึ้นมาไล่ฆ่าคนเป็น เพื่อจะหาทางหยุดยั้งให้ได้ เขาจึงต้องออกเดินทางไปยังอิสราเอง ปราการสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์

อันที่จริง ดูเหมือนปัญหาจะงอกมาตั้งแต่กระบวนการก่อนถ่ายทำเมื่อทีมงานหาโลเคชั่นดีๆ ที่ตรงใจฟอร์สเตอร์ไม่ได้สักทีจนการถ่ายทำล่าช้า แถมนักแสดงนำอย่างพิตต์กับฟอร์สเตอร์ก็ดันมีปัญหากันรุนแรงจนไม่ยอมพูดกัน กว่าจะไปได้ฉากดีๆ พวกเขาก็ต้องไปตั้งกองถ่ายกันถึงบูดาเปสต์ แถมหลังจากถ่ายทำกันเสร็จแล้วยังต้องหอบร่างกลับไปถ่ายซ่อมกันยาวนานถึงเจ็ดสัปดาห์ ดามอน ลินเดอลอฟ มือเขียนบทถูกจ้างให้มาแก้องก์สามของหนังที่ดูกระโดดและไม่ปะติดปะต่อกับเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่เขาติดพันอยู่กับการสร้าง Prometheus (2012) และ Star Trek Into Darkness (2013) เลยไม่ว่างมาปรับแก้บทให้ได้ สตูดิโอเลยต้องทุ่มเงินอีกก้อนไปจ้างเพื่อนของลินเดอลอฟอย่าง ดรูว ก็อดดาร์ด ให้มาเขียนให้อย่างเร่งด่วนเพื่อออกฉายทันตามเดดไลน์

ทีนี้พอปรับบทใหม่ กลายเป็นว่าต่อให้พวกเขามีบทหนังที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องหาฟุตเตจมาเพิ่มอยู่ดี เลยต้องถ่ายใหม่กันแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น งบเริ่มบานปลาย ก็อดดาร์ดออกมาให้สัมภาษณ์ทีหลังว่า “บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมได้รับจาก World War Z คือค่ายพาราเมาต์, แพลนบี (บริษัทของพิตต์) กับแบรด พิตต์เอาแต่พูดอยู่นั่นแหละว่า ‘ให้เวลากับหนังเรื่องนี้อีกหน่อยเถอะ จนกว่าเราจะได้เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของมันแล้วค่อยปล่อยฉาย’ แต่ไอ้ที่เกิดขึ้นจริงๆ คืออะไรรู้มั้ย คือพวกเขาโยนหนังทั้งเรื่องทิ้งแล้วบอกว่า ‘เราจะทำเงินแค่ช่วงสัปดาห์แรกที่ฉายแหละ ที่เหลือก็ช่างละ’ ซะงั้น”

แถมการเปลี่ยนบทกลางทางยังทำให้ตัวละครของพิตต์พังไปไม่น้อย เพราะเดิมที ทีมงานตั้งใจให้ตัวละครเจอร์รีเป็น ‘แฟมิลี่แมนที่น่าเห็นใจ’ เท่านั้น แต่หลังๆ โดยเฉพาะในท้ายเรื่อง เจอร์รีดันกลายเป็นวีรบุรุษไปหน้าตาเฉยจนผู้กำกับร่วมออกมาบ่นอุบว่า “ตัวละครไม่ได้เชื่อมโยงกันเล้ย เพราะคนทำหนังเอาแต่คิดว่าจะทำยังไงกะไอ้องก์ที่สามนี้ดี”

อย่างไรก็ดี แม้งบจะแหกกระจุยจนประเมินกันว่าเผลอๆ คงสูงลิ่วถึง 269 ล้านเหรียญฯ แต่รายได้ของหนังก็น่าชื่นใจเพราะพวกเขากวาดกลับมาได้ที่ 540 ล้านเหรียญฯ ในที่สุด