Forrest Gump

รัฐและภาพยนตร์: มี ‘นัยยะทางการเมือง’ แบบไหนในหนังหน้าตา ‘ไม่มีอะไร’ แบบนี้

Home / bioscope, Bioscope focus / รัฐและภาพยนตร์: มี ‘นัยยะทางการเมือง’ แบบไหนในหนังหน้าตา ‘ไม่มีอะไร’ แบบนี้

หากว่าหนังอย่าง 1984 (1984, ไมเคิล เรดฟอร์ด) หรือ V for Vendetta (2005, เจมส์ แม็กเทียก) คือหนังที่ประกาศตัวอย่างตรงไปตรงมาว่ากำลังเล่าเรื่อง ‘การเมือง’ และเสถียรภาพของรัฐอย่างโจ่งแจ้งผ่านเรื่องราวของผู้คนที่ถูกกดทับเสรีภาพ ตลอดจนประชาชนที่ลุกฮือขึ้นเรียกร้องสิทธิของตัวเอง โลกเราก็ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่แม้ไม่ได้ออกตัวอย่างชัดเจน แต่มันก็เปิดโอกาสให้คนดูได้ตีความถึงนัยยะสำคัญของหนังอย่างหลากหลาย Paddington 2 (2017, พอล คิง) หมีน้อยเพ็ดดิงตันที่ปล่อยออกมาภายหลังเหตุการณ์เบร็กซิต (Brexit) และสื่อนัยถึงการยอมรับความแตกต่างของคนนอก, Captain Marvel (2019, แอนนา โบเด็น, ไรอัน เฟล็ค) ที่เล่าถึงภาวะผู้ลี้ภัยที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในอเมริกาภายใต้นโยบายของทรัมป์

และนี่เองที่ทำให้หนังหลายๆ เรื่องในโลกน่าสนใจยิ่งกว่าสถานะที่มันเป็นภาพเคลื่อนไหวเล่าเรื่องหรือสื่อสารบางอย่างกับคนดู หากแต่มันยังแฝงหรือซ่อนเร้นจุดประสงค์บางอย่างผ่านเนื้อหาความยาวร่วมสองชั่วโมง บ่อยครั้งที่มันแสดงภาพแทนวิธีคิดหรือทัศนะของคนทำหนังได้อย่างแยบยล ทั้งในหนังที่มีฉากหลังเป็นการเมืองอย่างเด่นชัดแบบ Forrest Gump (1994, โรเบิร์ด เซเม็กคิส) ที่ด้านหนึ่งแล้วกำลังบอกว่าให้เราทำตัวแบบ ฟอร์เรสต์ กัมป์ ที่ใช้ชีวิตอย่างเซื่องๆ ตามคำสั่งของรัฐและหากลุกมาตั้งคำถามก็จะเจอจุดจบอันน่าปวดใจแบบ เจนนี, แฟรนไชส์ Star Wars ที่ จอร์จ ลูคัส ออกปากว่าเขาได้ไอเดียมาจากการเทียบเคียงการต่อสู้ของตัวละครในเรื่องผ่านสงครามเวียดนาม, Ready or Not (2019, แม็ตต์ เบ็ตติเนลลี-โอลปิน, ไทเลอร์ กิลเล็ตต์) ว่าด้วยเจ้าสาวที่แต่งงานกับหนุ่มบ้านรวยและต้องเล่นตามกฎของบ้านฝ่ายชายจนนำมาสู่เหตุนองเลือดในท้ายที่สุด กิลเล็ตต์เผยว่าเขาได้พล็อตมาจากความรู้สึกอัดอั้นของชาวอเมริกัน (หลังยุค โดนัลด์ ทรัมป์) ที่สัมผัสได้ว่าระบบต่างๆ ในประเทศล้วนเอื้อให้คนมีเงินและมีอำนาจมากกว่า เจ้าสาวในเรื่องที่หนีตายอย่างสะบักสะบอมขณะถูกคนรวยกว่าไล่สังหารเอาเปรียบทุกทางจึงเทียบเคียงได้กับเหล่าประชากรอเมริกันจำนวนมากที่ไม่ได้ถืออำนาจไว้ในมือ, Burning (2018, อีชางดง) กับสถานะสิ้นไร้ไม้ตอกของเหล่าชนชั้นแรงงานในเกาหลีใต้, Girl (2018, ลูคัส ดอนต์) นักบัลเล่ต์สาวข้ามเพศที่หนังใช้สัญชาติและภาษาที่เธอใช้กับครอบครัวเพื่อเน้นย้ำ ‘ความเป็นอื่น’ ระหว่างตัวละครหลักกับเพื่อนๆ

โดยเฉพาะกับหนังตีตราประทับโดยฮอลลีวูดที่มีถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา หลายต่อหลายเรื่องจึงบอกเล่าที่แสดงถึงความน่าเกรงขามหรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแบบอเมริกันจ๋าผ่านหนังบล็อคบัสเตอร์ Independence Day (1996, โรแลนด์ เอ็มเมอริช) กับฉากขึ้นชื่อเมื่อประธานาธิบดี (บิลล์ พูลแมน) ลุกขึ้นพูดปลุกใจผู้คนให้ออกไปรบกับต่างดาว, Wet Hot American Summer (2001, เดวิด เวน) หนังคอมิดี้ที่มีฉากหน้าเป็นคนหนุ่มสาวออกไปพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์ โดยมีฉากหลังที่เล่าถึงความดีงามตามขนบในความเชื่อแบบอเมริกาโดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก หรืออดีตอันสวยสดงดงามของประเทศที่ผ่านพ้นไปแล้ว, The Pursuit of Happyness (2006, กาเบรียล มักซิโน) ชีวิตต้องสู้ของพ่อลูกที่ด้านหนึ่งแล้วส่งผ่านค่านิยมแบบ American dream อย่างชัดแจ้ง ตลอดจนไตรภาคหนังฟอร์มยักษ์ Olympus Has Fallen (2013), London Has Fallen (2016) และ Angel Has Fallen (2019) ที่มีธีมหลักเล่าถึงภารกิจเดนตายของบอดี้การ์ดประธานาธิบดี ไมค์ แบนนิง (เจอร์ราร์ด บัตเลอร์) ที่ต้องอารักขาชีวิตของผู้นำประเทศที่ถูกปองร้ายรอบทิศ โดยเฉพาะภาคแรกที่หนังเต็มไปด้วยฉากสปีชปลุกในของประธานาธิบดียาวนับนาทีขณะที่ถูกผู้ก่อการร้ายเอาปืนจ่อหัว

แม้แต่หนังฟอร์มยักษ์ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง Avengers: Age of Ultron (2015, จอสส์ วีดอน) ที่เล่าถึงการรวมกลุ่มของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่กำจัดภัยร้ายจากนอกโลก ก็มีฉากที่เหล่าตัวละครถกเถียงกันอย่างดุเดือดถึงสถานะของการเป็นยอดมนุษย์และการเข้าแทรกแซงการทำงานจากคนในรัฐบาล, Man of Steel (2013, แซ็ค ชไนเดอร์) กับเรื่องราวของ ซูเปอร์แมน (เฮนรี คาวิลล์) ที่มาจากต่างดาวและใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์โลกคนอื่นๆ อย่างสงบสุขเรื่อยมา กระทั่งการมาเยือนของเอเลี่ยนจากดาวบ้านเกิดที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นสู้ มันแทบจะเป็นสมการเทียบเคียงว่าผู้อพยพหรือผู้ที่มาจากต่างแดนที่ปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ได้นั้นคือฝ่ายธรรม ขณะที่พวกที่ยังยึดติดอยู่กับวิถีชีวิตและความเชื่อแบบเดิมๆ คือฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกับ ซ็อด (ไมเคิล แชนนอน)