Little Monsters อาเบะ ฟอร์ไซต์

อาเบะ ฟอร์ไซต์: ยินดีต้อนรับสู่ชีวิตบัดซบใน Little Monsters

Home / bioscope, Bioscope focus / อาเบะ ฟอร์ไซต์: ยินดีต้อนรับสู่ชีวิตบัดซบใน Little Monsters

ที่ผ่านมา มีหนังโลกมากมายที่ว่าด้วยเรื่องการปลอบประโลมเด็กและจิตวิญญาณท่ามกลางโลกอันเลวร้าย ทั้งพ่อที่พยายามบอกให้ลูกชายอยู่อย่างมีความสุขและความหวังเสมอใน Life Is Beautiful (1997, โรแบร์โต เบนิญญี) หรือแม้แต่นายทหารชาวเยอรมันที่เลี่ยงบอกความจริงกับลูกชายว่าเพื่อนสนิทชาวยิวของเด็กน้อยต้องไปลงเอยที่ไหนใน The Boy in the Striped Pajamas (2008, มาร์ค เฮอร์มัน) หนังเหล่านี้ล้วนแต่เล่าถึงการปลอบประโลมหัวใจเด็กๆ ด้วยการพยายามรักษาจิตวิญญาณอันพิสุทธิ์ของอีกฝ่ายไว้โดยไม่ให้เปราะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความจริงจากโลกอันแล้งไร้ พวกเขาคือเด็ก คือเยาวชนที่ไม่สมควรรับรู้ถึงความเหี้ยมโหดของโลกร้ายใบนี้ในวัยแห่งความไร้เดียงสานั้น

แต่จริงๆ แล้ววิธีการปะทะหรือยอมรับกับความรุนแรงในโลกความเป็นจริงนั้น มันมีเพียงแค่การประนีประนอมอย่างเดียวเท่านั้นหรือ… สำหรับ อาเบะ ฟอร์ไซต์ คนทำหนังสัญชาติออสเตรเลียที่แจ้งเกิดมาแล้วจาก Ned (2003 -หนังตลกเสียดสีชายนอกกฎหมายในอดีตชื่อดังของออสเตรเลียอย่าง เน็ด เคลลี) และ Down Under (2016 -ชีวิตวายป่วงชวนสติหลุดของผู้ก่อการร้ายสองคนที่จับพลัดจับผลูไปเจอเรื่องโคตรจะเพี้ยน) และใน Little Monsters (2019) ฟอร์ไซต์ก็ยังคงการเล่าเรื่องที่ว่าด้วยหายนะ ภัยพิบัติผ่านน้ำเสียงตลกร้ายจากเรื่องราวของคุณครูแคโรไลน์ (ลูพิตา ยองโก) ครูสาวที่พานักเรียนชั้นอนุบาลไปเที่ยวสวนสัตว์และพบว่าอยู่ดีๆ ก็มีซอมบี้กระหายเลือดโผล่มาคุกคามหล่อนและนักเรียนเต็มไปหมด เพื่อจะปกป้องชีวิตของเด็กๆ และไม่ให้พวกเขาได้เห็นความโหดร้ายของการต่อสู้กับผีดิบ คุณครูแคโรไลน์จึงต้องปลอบประโลมเหล่าเด็กน้อยให้ยังมีหัวใจเบิกบานท่ามกลางสถานการณ์แห่งความเป็นความตายนี้ให้ได้

ฟอร์ไซต์ได้ไอเดียการทำหนังมาจากลูกชายวัยห้าขวบของเขา เมื่อถึงวันที่ต้องพาลูกเข้าชั้นเรียนอนุบาลวันแรก ฟอร์ไซต์กังวลมากเพราะลูกชายมีภาวะแพ้อาหารอย่างรุนแรงเสียจนเขากลัวว่าคุณครูประจำชั้นอาจดูแลเด็กชายได้ไม่ดีพอ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า นอกจากคุณครูอนุบาลจะช่วยดูแลลูกของฟอร์ไซต์ได้อย่างดีแล้ว เธอยังรับมือกับเด็กอนุบาลอีก 24 คนรอบๆ ตัวได้อย่างยอดเยี่ยม จนตัวฟอร์ไซต์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ลูกของเขามีหลังกลับมาจากโรงเรียน “หล่อนทำให้ผมรู้ซึ้งถึงความสำคัญของคุณครู” ฟอร์ไซต์กล่าวถึงครูประจำชั้นของลูกชายอย่างชื่นชม “แน่ล่ะว่าผมรู้อยู่แล้วว่าการเป็นคุณครูน่ะสำคัญแค่ไหน แต่กับคุณครูอนุบาลนี่มันพิเศษมากจริงๆ ผมไม่เคยเข้าใจความสำคัญของอาชีพครูอนุบาลเท่านี้มาก่อน”

และระหว่างนั้น ลูกชายเขาไปทัศนศึกษากับโรงเรียนอนุบาล (พร้อมครูประจำชั้นเจ้าเดิม) และฟอร์ไซต์กับผู้ปกครองคนอื่นๆ ก็อยู่ในขบวนนักท่องเที่ยวด้วย ช่วงที่พวกเขาชมสวนสัตว์อยู่นั่นเอง ผู้กำกับหนุ่มมองไปยังเหล่าเด็กๆ ที่สาละวนอยู่รอบตัวคุณครู ครุ่นคิดว่าความใสซื่อบริสุทธิ์เหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปอย่างไรในโลกอันรุนแรงและหยาบช้า เขาก็เห็นคุณครูอธิบายเรื่องต่างๆ ให้เด็กๆ ฟังอย่างใจเย็น จนเขาเกิดดำริขึ้นมาว่า… ถ้าเขาจะสร้างหนังที่ว่าด้วยเด็ก การเติบโต การรับมือกับโลกความจริงและซอมบี้ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น!

“ผมตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า ถ้าพวกเขาถูกซอมบี้โจมตีขึ้นมาล่ะ คุณจะทำยังไงให้สภาพจิตใจของเด็กๆ ยังดีอยู่ สำหรับผมแล้วซอมบี้จึงเป็นคำเปรียบเปรยถึงโลกความจริงอันโหดร้าย ไม่ว่าคุณจะมองเรื่องเลวร้ายนั้นในโลกด้วยสายตาแบบไหน ไม่ว่ามันจะมีความหมายยังไงกับคุณ มันก็อาจทำลายตัวตนและหัวใจของเด็กๆ ได้ในทางใดทางหนึ่งนั่นแหละ

“ผมว่ามันน่าสนุกออกนะทำหนังซอมบี้แบบนี้ ผมไม่ได้คิดว่า ‘เอาล่ะ มาทำหนังซอมบี้ในแบบของตัวเองกัน’ อะไรแบบนั้นเลย ผมแค่นึกถึงลูกชายกับสิ่งที่เขาทำให้ผมได้เรียนรู้”

ดังนั้น แม้ว่ามองจากภายนอก Little Monsters จะดูเหมือนหนัง ‘หนีซอมบี้’ เช่นเดียวกับหนังสกุลนี้เรื่องอื่นๆ อีกนับร้อยเรื่อง หากแต่อันที่จริงแล้ว มันกลับแฝงฝังการปะทะกันระหว่างโลกความจริงอันโหดร้ายกับความไร้เดียงสาของเด็ก เราไม่จำเป็นต้องหลอกลวงให้วัยเยาว์อยู่เพียงแต่กับความฟุ้งฝันเลื่อนลอย หากแต่เราจะบอกความจริงพวกเขาอย่างไรให้การเผชิญหน้ากับความโหดร้ายนั้นไม่ทำลายความเยาว์อันบริสุทธิ์ของเด็กๆ เหล่านี้

“อันที่จริงมันคือการทำหนังซอมบี้ทุนต่ำอย่างไรให้รอดนั่นล่ะฮะ โดยที่มีนักแสดงห้าขวบ 11 คนเป็นองค์ประกอบหลักและอยู่ในหนังสัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ได้ โดยมีมิสแคโรไลน์พยายามปกป้องพวกเขาจากความน่ากลัวของเหล่าผีดิบพวกนี้” ฟอร์ไซต์เล่า “ความท้าทายของหนังคือการกำกับเด็กห้าขวบ 11 คนว่าพวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ยังไงในช่วงที่เขาอายุเท่านี้ คือห้าขวบ อันที่จริง เราจะเซ็ตฉากต่างๆ แล้วให้พวกเขา ‘แสดง’ ออกมาก็ย่อมได้ แต่ผมอยากให้มันโดดเด่นกว่านั้น หรือผมก็รู้อีกเหมือนกันว่าถ้าเราเอาเด็กโตกว่านี้อีกหน่อยมารับบทเป็นเด็กห้าขวบ ก็จะกำกับง่ายขึ้น แต่การกำกับเด็กห้าขวบให้เขาได้เป็นเขาในวัยเท่านั้นน่ะท้าทายอย่างที่สุดแล้ว

“แต่นั่นเพราะว่านี่เป็นหนังที่ผมเล่าถึงลูกชายผม ลูกชายที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาลในวัยเท่านี้ เราปลอมแปลงเรื่องนี้ไม่ได้หรอก เพราะพ้นจากอายุห้าขวบไป พอเข้าวัยหกขวบ เด็กจะประมวลผลทุกอย่างต่างไปจากเดิม แต่ในวัยห้าขวบมันยังเต็มไปด้วยสายตาฉงนฉงายต่อสิ่งรอบตัว ต่อวิธีที่เขามองโลกน่ะครับ”