Only the Animals TIFF เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

(exclusive) Only the Animals เราอยากรักและอยากถูกรัก คุยกับนักแสดงนำ เดอนีส์ เมโนเชต์, นาเดีย เตเรสซกีวิกซ์

Home / bioscope, Bioscope focus / (exclusive) Only the Animals เราอยากรักและอยากถูกรัก คุยกับนักแสดงนำ เดอนีส์ เมโนเชต์, นาเดีย เตเรสซกีวิกซ์

ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บจนติดลบบนภูเขาสูงแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส กล้องจับจ้องไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่หายไปและถูกพบเป็นศพ, หญิงอีกที่ลอบมาเป็นชู้กับชายชาวไร่, ชายชาวไร่ที่เก็บศพแม่ไว้กับตัวจนร่างเน่าเปื่อยเพราะทนรับการจากไปของหล่อนไม่ได้, ผัวของหญิงสาวที่แอบนอกใจเมียตัวเองคุยกับสาวสวยในอินเตอร์เน็ต, สาวสวยที่รักกับหญิงอีกคน, หญิงอีกคนที่เบื่อหน่ายผัวตัวเอง ฯลฯ เส้นเรื่องสะเปะสะปะที่กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมของคนกลุ่มหนึ่งใน Only the Animals (2019) หนังยาวลำดับที่หกของคนทำหนังสัญชาติฝรั่งเศส โดมินิค โมลล์ และแจ้งเกิดทันทีที่มันลงโรงฉายในเทศกาลหนังนานาชาติโตเกียวครั้งที่ 32 ที่ผ่านมาจนเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

“หัวใจหลักของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การสืบหาว่าหญิงที่หายไปนั้นตายเพราะอะไรหรือใครทำ” โมลล์อธิบาย “แต่สิ่งที่ตัวละครทั้งหมดต้องเผชิญล้วนสะท้อนให้เห็นความปรารถนาและความฝันของพวกเขา ตัวละครทุกตัวล้วนขับเคลื่อนไปด้วยการอยากรักและอยากเป็นที่รัก อยากจะเชื่อในความรักอีกสักหน อยากจะแบ่งปันความรู้สึกกับใครอีกคน หรือแม้จะทั่งอยากจะอยู่กับความรักในอุดมคตินั้น พวกเขาล้วนมองภาพความรักแตกต่างออกไปคนละแบบและนำมาสู่สิ่งที่เขาลงมือทำเพื่อให้ได้มันมา… ซึ่งบางครั้งก็ออกมาดี หากแต่บางครั้งก็จบลงด้วยความเลวร้าย”

null

BIOSCOPE มีโอกาสได้สนทนากับ เดอนีส์ เมโนเชต์ ผู้รับบทเป็น มิเชล ชาวไร่ที่อาศัยอยู่กับสัตว์และตกหลุมรักสาวทางอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาดีจากบท ปิแอร์ ชายชาวฝรั่งเศสที่ให้ชาวยิวมาพักหลบอาศัยในบ้านจาก Inglourious Basterds (2009, เควนติน ทารันติโน) และ นาเดีย เตเรสซกีวิกซ์ นักแสดงสาวลูกครึ่งฝรั่งเศส-ฟินแลนด์ที่รับบทเป็น มาริยง พนักงานเสิร์ฟสาวที่ตกหลุมรักหญิงที่อายุมากกว่าเธอถึง 20 ปีจนถลำลึกลงไปในความสัมพันธ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ -ดังที่โมลล์เล่าไปแล้ว- ว่าตัวละครล้วนขับเคลื่อนด้วยการอยากเป็นที่รักโดยใครสักคน เราจึงเห็นตัวละครมิเชลของมิโนเชต์ ขวนขวายความสัมพันธ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหญิงสาวคนหนึ่งทางอินเตอร์เน็ต และถึงขั้นให้เธอหยิบยืมเงินหลายพันปอนด์ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเนื่องจากเชื่อหมดใจว่าเธอกำลังเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ

เราถามเมโนเชต์ว่าสำหรับเขาแล้ว ตัวละครอย่างมิเชลนับเป็นคนอ่อนแอไหมในวันที่เขากดโอนเงินข้ามประเทศไปให้หญิงสาวที่ไม่เคยเจอตัว “ผมไม่คิดว่ามิเชลเป็นตัวละครที่อ่อนแอหรืออะไรนะ” มิโนเชต์ตอบหลังจากครุ่นคิดสักพัก “ผมว่าเขาแค่โดดเดี่ยวมากกว่า แน่ล่ะว่าเขามีภรรยาแล้วแต่ผมคิดว่าชีวิตรักของทั้งคู่คงไม่ได้สวยสดงดงามอะไรนัก หล่อนนอกใจเขาและเขาก็รู้ แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือหล่อนดันไปเป็นชู้กับชาวไร่เหมือนๆ กันกับเขาด้วยนี่สิ

“แต่สิ่งสำคัญคือผมคิดว่าเขารู้สึกโดดเดี่ยวเพราะเขามีชีวิตในพื้นที่แยกห่างออกมาจากชุมชนด้วย พวกเขาอาศัยอยู่บนภูเขาที่ไม่มีอะไรล้อมรอบเลย” เมโนเชต์ขยายความถึงโลเคชั่นที่หนังยกกองไปถ่ายทำบนเทือกเขาลับแลแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส “มันเป็นพื้นที่ที่ห่างจากที่อื่น ไม่มีอะไรให้คุณได้ทำมากนัก ยิ่งเมื่อฤดูหนาวมาถึง คุณในฐานะชาวไร่ก็ไม่ได้ทำอะไร คุณจึงรู้สึกโดดเดี่ยวหนาวเหน็บ หันมาอีกทีก็พบว่ามีชีวิตที่แสนอนาถ การพูดคุยกับคนอื่นในอินเตอร์เน็ตจึงเป็นวิธีเยียวยาตัวเองของเขาน่ะ เขาแค่อยากหาใครสักคนที่เขาพูดได้ด้วยทุกเรื่อง จะเรื่องชีวิต เรื่องเพ้อฝันต่างๆ

“เขาเป็นแค่คนที่ต้องการถูกรักน่ะ เขาแค่อยากถูกรักโดยใครสักคน แล้วบางครั้ง ผมว่ามันก็เลยเถิดถึงขั้นโกหกตัวเอง ว่าความรักตรงหน้ามันเป็นเรื่องจริง มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งผมว่าทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ล้วนอยากเป็นที่รักของใครสักคนน่ะ”

ตัวละครมาริยงของเตเรสซกีวิกซ์นั้นน่าสนใจไม่แพ้กัน มาริยงไม่ได้อยู่ในเทือกเขาหนาวเหน็บแบบมิเชล เธอเป็นพนักงานเสิร์ฟในเมืองใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปวันต่อวัน ก่อนที่จะประสานสายตากับ เอฟลีน (วาเลเรีย บรูนี เตดีสกี) สาววัย 40 ที่มากินอาหารในร้านที่เธอทำงานอยู่ ทั้งสองสานสัมพันธ์แนบแน่นในคืนนั้นก่อนที่เอฟลีนจะหวนกลับไปใช้ชีวิตประจำวันของเธอ ทิ้งให้มาริยงเคว้งคว้างและออกตามหาเอฟลีนอีกครั้งเพราะเธอเชื่อว่า เธอและเอฟลีนนั้นเกิดมาคู่กันอย่างไม่อาจปฏิเสธเป็นอื่นได้

พฤติกรรมตามล่าหา ‘รักแท้’ ของมาริยงนั้นชวนปวดหัวใจก็จริงอยู่ แต่มันก็ผสานความไร้เดียงสาและความมุทะลุอันน่าชื่นชม ผสานการแสดงอันละเอียดอ่อนของเตเรสซกีวิกซ์ด้วยแล้ว ตัวละครของเธอจึงโดดเด่นและไม่ดับหายไปท่ามกลางนักแสดงรุ่นใหญ่คนอื่นๆ “ผู้กำกับเขาแค่ให้เราเข้าใจบทมากๆ ค่ะ” เธออธิบาย “ที่สำคัญคือเราต้องประคองระดับอารมณ์ของตัวละครไม่ให้หลุดไปไกลกว่าตัวบท และก็ไม่ให้ต่ำเกินไปด้วย เราคิดคร่าวๆ แค่ว่าถ้าเจอสถานการณ์นี้ควรทำอย่างไร แต่อย่าไปคิดว่าต้อง ‘กระทำ’ อย่างไรเพราะไม่อย่างนั้นเวลาเราเคลื่อนไหวหรือขยับตัว ทุกอย่างจะดูเหมือนคิดไปแล้วและจะดูปลอม

“ฉันไม่ได้มองว่ามาริยงไร้เดียงสาหรอกค่ะ อันที่จริงฉันว่าเธอแค่เชื่อมั่นในบางสิ่งมากๆ เท่านั้นแหละ เธอเป็นแค่คนที่ต้องอยู่ในสังคมที่บีบคั้นให้ทุกคนเก็บความต้องการส่วนตัวไว้ สังคมที่ทำให้เธอต้องไตร่ตรองก่อนตลอดว่าต้องแสดงออกยังไง และเธอไม่ชอบใจกับสิ่งนี้เอาเสียเลย ฉันคิดว่าเธอรู้สึกสังคมปฏิเสธในสิ่งที่เธอเป็นด้วยซ้ำน่ะ ยิ่งสำหรับการเป็นพนักงานเสิร์ฟ เธอคิดว่ามันไม่ใช่อาชีพที่เหมาะกับเธอเลยสักนิด เธอไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน” เตเรสซกีวิกซ์นิ่งคิด “และส่วนตัว ฉันคิดว่าเธออาจจะมาจากครอบครัวที่เลวร้ายด้วย ฉะนั้น เธอจึงรู้สึกว่าเอฟลีนคือคนที่เธอมองหามาตลอด เป็นคนที่คอยปกป้องเธอได้ เป็นคนที่เธอรู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ใกล้ๆ ด้วย และเป็นคนที่เธอสามารถเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง

“ฉันว่าวิธีที่มาริยงเธอมองเอฟลีนน่ะต่างออกไป เธอคิดว่าเอฟลีนหลอกตัวเอง เธอถึงได้พยายามยืนยันกับหล่อนอย่างหนักไงล่ะว่า หากทั้งสองอยู่ด้วยกัน พวกหล่อนจะเป็นอะไรก็ได้ มีความสุขด้วยกันได้”

จึงไม่แปลกใจเลยที่ Only the Animals จะกวาดคำชมมหาศาลในทุกเทศกาลที่มันออกฉาย เพราะไม่เพียงแต่มันจะโดดเด่นด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยแต่ละเหตุการณ์เข้าด้วยกันอย่างหมดจดเท่านั้น แต่มันยังเล่าถึงภาวะโหยหาความรักและความโดดเดี่ยวของมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาด แบบเดียวกับที่เตเรสซกีวิกซ์กล่าวสรุปไว้

“พวกเขาไม่ใช่อะไรอื่นเลยค่ะ พวกเขาแค่อยากถูกรักเท่านั้น”