Law Abiding Citizen Prisoners The Dark Knight Rises ศาลเตี้ย

เมื่อระบบยุติธรรมไม่เป็นธรรมอีกต่อไป สำรวจการใช้ ‘ศาลเตี้ย’ และ ‘อำนาจมืด’ ผ่านหนังโลก

Home / bioscope, Bioscope focus / เมื่อระบบยุติธรรมไม่เป็นธรรมอีกต่อไป สำรวจการใช้ ‘ศาลเตี้ย’ และ ‘อำนาจมืด’ ผ่านหนังโลก

อะไรจะเกิดขึ้นหากคุณรู้สึกว่าสังคมที่คุณอยู่นั้น ระบบยุติธรรมมันช่างไม่เสถียรเอาเสียเลย คุณได้แต่มองดูความเที่ยงตรงเคลื่อนคล้อยผ่านหน้าเพราะระบบไม่มีกำลังมากพอจะเอาผิดผู้ร้ายได้ หรือหนักหนากว่านั้น ตัวแปรสำคัญของความยุติธรรมคือต้นทุนทางสังคม -ไม่ว่าจะจากชาติกำเนิด ฐานะหรือแม้แต่ความเป็นอยู่- คุณอาจได้แต่กล้ำกลืนมองดูคนร้ายหลุดลอยนวลไปได้ง่ายๆ แม้จะเต็มไปด้วยหลักฐานมัดตัวก็ตามที

มันจึงเป็นที่มาของการใช้อำนาจดิบๆ (ซึ่งส่วนมากแล้วพ่วงมากับความรุนแรง) เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเองในหนังหลายๆ เรื่อง

อย่างไรก็ตาม หากวัดกันเฉพาะในสังเวียนหนังอเมริกา หลักไมล์สำคัญของหนังตระกูลนี้คือ Death Wish (1974, ไมเคิล วินเนอร์) ที่ว่าด้วยชายธรรมดาที่สูญเสียลูกเมียไปกับฆาตกรโหดที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ เขาจึงต้องออกล่าล้างแค้นกลุ่มคนเหล่านั้นเอง, Dirty Harry (1971, ดอน ซีเกล) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พบว่าการรักษาความสงบในระเบียบของกฎหมายนั้นไม่เพียงพอที่จะปกป้องความปลอดภัยของคนในสังคมอีกต่อไป เขาจึงหันมาใช้วิธีโหดร้ายทารุณที่ชวนให้ตั้งคำถามเรื่องมนุษยธรรมเป็นอย่างยิ่ง 

และในยุคสมัยใหม่ เราจะพบว่าหนังสกุลนี้ยังได้รับความนิยมอย่างมากผ่านหนังอย่าง Law Abiding Citizen (2009, เอฟ แกรี เกรย์) ว่าด้วยเรื่องของ เชลตัน (เจอร์ราด บัตเลอร์) ชายที่ต้องทนเห็นเมียและลูกสาวถูกฆาตกรรมโหดในบ้านคาตา และแม้พยายามนำเรื่องเข้าระบบยุติธรรมของศาล หากแต่ทุกอย่างพังทลายเมื่อ ไรซ์ (เจมี ฟ็อกซ์) อัยการเขตเสนอหนทางลดโทษให้ผู้ร้ายด้วยการให้ฝ่ายหลังสารภาพเพื่อลดโทษจากคดีประหารชีวิต ซึ่งสำหรับไรซ์แล้ว นี่ถือเป็นทางออกที่ดีพอสมควรในสายตาเขาเพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่ได้รับโทษอะไรเลย หากแต่สำหรับเชลตัน นี่ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่จนเขาอดทนรอเวลา ‘สั่งสอน’ คนใช้กระบวนการยุติธรรมนานถึงสิบปีเต็ม เมื่อเวลาสุกงอม เขาจัดการสังหารฆาตกรโหดในบ้านตัวเองจนตกอยู่ในสถานะผู้ต้องสงสัย (อย่างจงใจ) หากแต่อัยการกลับเอาผิดเขาไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัวที่แน่นอน ไรซ์จึงถูกลากเข้ามาทำคดีนี้เพื่อไกล่เกลี่ย และถูกเชลตันสอนมวยให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบกฎหมายที่ทำให้เขาต้องลงมือทวงแค้นความเป็นธรรมเช่นนี้

หรือกับ Prisoners (2013, เดอนีส์ วีลเนิฟฟ์) เมื่อ โดเวอร์ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) สติแตกสุดขีดจากการที่ลูกสาววัยหกขวบหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าหน้าที่ตำรวจพบผู้ต้องสงสัยเป็นแค่ โจนส์ (พอล ดาโน) ชายหนุ่มสติไม่เต็มเต็งที่ก็ไม่มีหลักฐานมามัดตัวเอาผิดเขาได้ว่าโจนส์ลักพาตัวลูกสาวโดเวอร์ไปจริงๆ และเพื่อจะควานหาตัวลูกสาวให้ได้เร็วที่สุด โดเวอร์ซ้อมโจนส์ปางตายท่ามกลางเสียงคัดค้านของ โลกิ (เจค จิลเลนฮาล) นักสืบที่เข้ามาช่วยตรวจคดีนี้ เพราะถึงอย่างไร สถานะของโจนส์ก็ไม่ใช่คนร้าย และที่สำคัญที่สุด ต่อให้โจนส์เป็นคนร้ายจริงๆ โดเวอร์ก็ไม่มีสิทธิทำร้ายร่างกายเขา… หากแต่ในสถานการณ์แห่งความเป็นความตายเช่นนี้ เขารู้ดีว่าโดเวอร์คงไม่ยอมอดทนรอหลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายมามัดตัวโจนส์โดยสงบอย่างแน่นอน

ลักษณะของตัวละครแบบเชลตันและโดเวอร์เข้าข่ายของการเป็น vigilante หรือการลงโทษคนทำผิดโดยพลการไม่สนกระบวนการทางกฎหมาย (อันเนื่องมาจากพวกเขาไม่แยแสกฎหมายอยู่แล้ว หรือแม้แต่คิดว่าตัวกฎหมายเยียวยาพวกเขาไม่ได้) หรือแม้แต่ ไรลีย์ (เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์) ตัวละครแม่บ้านสาวธรรมดาที่ออกล่าล้างแค้นเอาผิดให้ลูกจาก Peppermint (2018, ปิแอร์ มอเรล) ก็ถูกตั้งคำถามว่าสิ่งที่เธอทำนั้นชอบธรรมมากหรือน้อยแค่ไหน

แต่หนังอีกเรื่องที่ดูจะเป็นตัวแทน ‘ศาลเตี้ย’ หรือการใช้อำนาจตัดสินโดยปราศจากระบบคือหนังสกุล Batman ซึ่งตัวแบตแมนเองเป็นตัวแทนของฝ่ายนอกกฎหมายในตัวเองอยู่แล้ว หากแต่มันถูกขับเน้นชัดมากขึ้นใน The Dark Knight Rises (2012, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ในฉากที่เมืองก็อธแธมล่มสลายไม่เหลือชิ้นดี เกิดจลาจลขึ้นทุกหนทุกแห่ง ประชาชนออกมาตั้งศาลกันเองเพื่อตัดสินคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตพวกเขาพังยับเยินในอดีต เบน (ทอม ฮาร์ดี) ชายที่เฝ้ามองความโกลาหลต่างๆ และอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้มองว่านี่คือสิ่งที่เมืองก็อธแธมต้องการ ชายหนุ่ม (คิลเลียน มอร์ฟีย์) ตั้งตัวเองเป็นศาลแล้วสั่งให้จำเลยออกเดินท่ามกลางน้ำแข็งเพื่อเป็นการลงโทษ ขณะที่แบตแมนได้แต่มองดูระบบต่างๆ พังทลายลงอย่างเจ็บใจ อย่างไรก็ดี เบนให้ภาพแทนของการเป็น ‘ศาล’ จริงๆ มากกว่าตัวแบตแมนเพราะเขาตั้งศาลขึ้นมาเพื่อตัดสิน ขณะที่ตัวแบตแมนไม่ได้สร้างศาล เขาเป็นศาลในตัวเองอยู่แล้ว

น่าสนใจว่าภาพยนตร์เหล่านี้ขับเคลื่อนอยู่ภายใต้กลไกหลักๆ คือการที่ระบบยุติธรรมของรัฐไม่อาจสนองตอบความเสียหายได้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการมองเห็นช่องโหว่ของกฎหมายและเอาตัวรอดไปได้อย่างน่าตาเฉยโดยปราศจากกระบวนการเยียวยาผู้เสียหาย หนังหลายๆ เรื่องจึงถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาพร้อมความรู้สึกเคียดแค้นและอัดอั้นของฝ่ายถูกกระทำ ในวันที่พวกเขารับรู้ได้ว่า กระบวนการยุติธรรมไม่อาจช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้อีกแล้ว