JennisBNK48 Where We Belong คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า

(exclusive) Where We Belong ที่ตรงนั้นมีความอัดอั้นของวัยรุ่น มองหนังเมื่อเข้าฉายในต่างแดน

Home / bioscope, Bioscope focus / (exclusive) Where We Belong ที่ตรงนั้นมีความอัดอั้นของวัยรุ่น มองหนังเมื่อเข้าฉายในต่างแดน

แม้ว่า Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า (2019) หนังลำดับล่าสุดของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี จะเต็มไปด้วยกลิ่นอายบรรยากาศบ้านเมืองแบบ ‘ไทยๆ’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนบธรรมเนียม ความเชื่อหรือแม้แต่การเมืองที่คุกรุ่นชัดเจนตลอดความยาวสองชั่วโมง แต่ในนาทีที่มันตีตลาดหนังโลกไม่ว่าจะจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานหรือล่าสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ความรู้สึกอัดอั้นและการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังของคนหนุ่มสาว ก็ดูจะเป็นเรื่องทีื ‘เชื่อมร้อย’ ผู้คนจำนวนมากไว้ด้วยกันได้จนมันได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากคนดูหลายๆ สัญชาติ

BIOSCOPE มีจังหวะนั่งคุยกับคงเดชและ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ -หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องที่รับบทเป็น ซู เด็กสาวที่ฝันอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศและทิ้งทุกอย่างในบ้านเกิดไว้กับอดีต โดยมีเพื่อนสาวคนสนิท เบลล์ (มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์) มองด้วยสายตากังขา- ในวันที่หนังออกฉายรอบแรกในเทศกาลหนังโตเกียว 

น่าสนใจที่คงเดชมองว่าตัวละครวัยรุ่นอย่างซูและเบลล์น่าจะเป็นกลไกหลกในการเชื่อมร้อยคนดูเข้ากับหนัง ท่ามกลางบรรยากาศเข้มข้นของความเป็นไทยในหนัง

หนังมันเฉพาะทางประมาณนึง คนญี่ปุ่นจะเก็ตไหม

เจนนิษฐ์ – แต่หนูว่าหนังญี่ปุ่นก็ประมาณนี้เยอะนะ

คงเดช – นั่นน่ะสิ (หัวเราะ) เราคิดว่ามันก็ค่อนข้างจะมีความข้องเกี่ยวกันนะเรื่องความรู้สึกของคนหนุ่มสาว เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสากล แต่แน่นอนว่ามันมีบางส่วนที่ค่อนข้างท้องถิ่นหน่อย เช่น เรื่องการเมือง เรื่องจุกจิกบางอย่าง แต่เราคิดว่าไม่น่าเป็นประเด็นที่ทำให้เขาจูนไม่ติด เพราะเราพูดเรื่องความรู้สึกของคนในรุ่นนี้ที่ต้องแบกรับ

อย่างประเด็นร่างทรงนี่ดูเข้าใจยากเหมือนกันนะ

คงเดช – ใช่ๆ เราสงสัยเหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจไหม

คือเราอยากทำหนังที่เรารู้สึกอะไรมากๆ กับสังคมนี้ เราถูกกดทับเป็นรุ่นๆ ทับถมกันไป เรารู้สึกว่าในเรื่องนี้ คนที่แบกรับมันไม่ใช่แค่เด็กด้วยซ้ำไป ตัวรุ่นพ่อรุ่นแม่จริงๆ ก็แบกสิ่งที่มองไม่เห็นตลอดเวลาอยู่แล้ว

แล้วพอตอนนี้มันมีโซเชียลมีเดีย เราเห็นความดราม่าของคนทั้งโลกง่ายขึ้นมาก เห็นได้ว่าพอมีพื้นที่แบบนี้ก็มีความเลอะเทอะง่าย แต่จริงๆ เวลาเราปะทะกับแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ เราแคร์กันมากกว่าเพราะเราเห็นว่ามันเป็นคนน่ะ ต่อให้คนนี้เขามีความคิดเห็นไม่ตรงกับเราเลย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขามีด้านนี้ในชีวิตอย่างเดียวไง พอมันปะทะกันด้วยตัวต่อตัวก็จะเบาลง แต่พอมันอยู่บนอากาศ บนกระดาน เราจะไม่ทรีตคนเป็นคนกันเลย

อย่าง BNK นี่เวลามีกระแสอะไรก็ไม่กล้าเข้าไปอ่านอินสตาแกรมน้องๆ เลย

เจนนิษฐ์ – บางทีอยากบอกว่ามาเจอกันต่อหน้าดีกว่า อยากคุยด้วย

คงเดช – (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีมานี้เราก็ทำงานคลุกคลีกับน้องๆ นะ แล้วตอนนี้ก็ไปได้นั่งคุยกับคนอื่นๆ ที่ไม่เคยคุยตอนทำหนัง Where we bolong ด้วย ก็ยิ่งเห็นบางอย่าง บางทีมันมาในนามของความหวังดี ทำอย่างนั้นอย่างนี้สิแล้วมันจะดีกว่า แต่แบบว่า… ไปยุ่งอะไรกับเขา (หัวเราะ)

เราเห็นแหละว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า Gen Gap อยู่แหละ เดี๋ยวนี้คนอายุ 20 กว่าๆ ก็มีระยะห่างระหว่างอายุกับคนรุ่นใหม่กว่าแล้ว ลูกสาวเราก็เริ่มเป็นวัยรุ่นก็ยิ่งทำให้เราสังเกตบางอย่าง และทำให้เราคิดว่าจะไม่ฟันธงกับอะไรทั้งสิ้น เราจะพยายามเข้าใจสิ่งที่ทุกคนจะต้องเผชิญมากกว่าเพราะว่าทั้งหมดนี้มันคือมนุษย์ มันคือพวกเรากันเอง เหมือนพอเราไปฟันธงหรือเลือกข้างมันก็ง่ายที่จะโกรธจะเกลียดหรือเกรี้ยวกราดใส่กัน แต่เรารู้สึกไม่อยากน่ะ ไม่อยากเป็นอย่างนั้น 

ช่องว่างระหว่างวัยในหนังมันก็ดูเป็นเรื่องสากลไหม

คงเดช – คือไม่ว่าจะคนรุ่นเรา รุ่นเจนนิษย์หรือแม้แต่คุณ ก็จะมีความค้างเติ่งอยู่แหละ คือมันจะมีคนหัวเก่ากว่าที่เราก็ไม่เข้าใจเขาแล้วด้วยเหมือนกัน ขณะเดียวกันเราก็ไม่ค่อยเข้าใจเด็กเหมือนกัน หรือเด็กเจอคนอายุ 20 กว่าๆ ก็สงสัยว่าทำไมความคิดมึงห่วยอย่างนี้วะ

ทุกคนต่างมีความค้างเติ่ง เคว้งๆ กันคนละนิดละหน่อย แต่เราคิดว่าหลักๆ เราไม่ได้ปะทะคนกับคนไง เราไปทรีตมันด้วยเครื่องมือ แล้วเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นก็กลับกลายเป็นเหมือนทำให้สัญชาติญาณสัตว์เกิดขึ้นมากกว่า ทั้งที่มันเป็นเทคโนโลยีนะ

แต่พอเป็นหนังที่พูดเรื่องวัยรุ่น วัยรุ่นญี่ปุ่นจะเก็ตตัวละครไหนมากกว่ากันระหว่างซูกับเบลล์

คงเดช – ทั้งสองอย่างนะ เราว่าความรู้สึกอึดอัดเป็นความรู้สึกที่ทุกคนน่าจะเข้าใจได้อยู่ แต่การเลือกของทั้งสองตัวละครคือเลือกที่จะจากไปหรือเลือกที่จะอยู่ต่อ เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนรีเลตได้ เข้าใจว่าทำไมจะต้องอยู่ และเข้าใจว่าทำไมถึงทนไม่ไหวจนต้องไป

พอมีนักแสดงจากกรุ๊ป 48 แล้วคิดว่าหนังจะตีตลาดในญี่ปุ่นได้มากขึ้นไหม

เจนนิษฐ์ – โห ไม่รู้เลยค่ะ 

คงเดช – น้องก็มีพื้นฐานแฟนคลับอยู่เนาะ แต่เอาเข้าจริงๆ หนังเรามันก็ไม่ใช่หนังป๊อปมากแหละ แต่หนังญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นหนังป๊อปขนาดนั้น บ้านเขาก็มีหนังแบบเดียวกันนี้ไม่น้อยอยู่แล้วล่ะ 

เจนนิษฐ์ – อย่างหนูนี่ติดอนิเมะ (หัวเราะ) ทุกแนวเลย คือก็เคยดูหนังญี่ปุ่นนะคะและรู้สึกเลยว่าถ้าคนที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบเลย เพราะจะรู้สึกว่าหนังญี่ปุ่นจะเนือยๆ ไปนิด หนูเลยคิดว่าหนัง Where we belong ก็ปกตินะสำหรับพวกเขา หนังญี่ปุ่นมักเป็นโทนแบบนี้

จังหวะหนังมันก็มีความเป็นญี่ปุ่นอยู่นะ ตั้งใจหรือเปล่า

คงเดช – ตอนเราทำหนังเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะขนาดว่า มาทำหนังญี่ปุ่นกันเถอะ เราว่าเราก็มีจังหวะของเรา

อิทธิพลการทำหนังสมัยที่ดูเมื่อตอนเด็กๆ มันมีผลกับแนวทางหนังไหม

คงเดช – เราชอบหนังญี่ปุ่นนะแม้ว่าเราจะไม่ได้ดูแบบเยอะมากหรือดูตลอด แต่ในช่วงวัยรุ่นเราก็ดูเยอะและชอบมากๆ ทุกวันศุกร์จะไปที่ Japan Foundation เพื่อดูหนัง คือยุคที่เราเรียนมันไม่มีหนังหาดูง่ายอย่างทุกวันนี้ แล้วเราเรียนลาดกระบัง อย่างกันดารเลยตอนนั้นอะ (หัวเราะ) ทั้งรุ่นมีคนขับรถอยู่คนเดียว แล้วมันเป็นยุคที่จะเข้าเมืองสักทีต้องนั่งรถเมล์ตัวเลขสี่ตัวน่ะ สมัยนั้นมันไม่มีออนไลน์ ไม่มียูทูบ ทุกเย็นของวันอังคารเราต้องไปที่สถาบันเกอเธ่ วันพฤหัสฯ มาที่อาลียองต์ วันศุกร์มา Japan Foundation เพราะเขาฉายหนังทุกสัปดาห์ อย่างทุกศุกร์ที่ Japan Foundation เขาจะฉายหนังญี่ปุ่น เราก็ไป นั่งรถไฟเข้าเมือง และต้องขวนขวายมากๆ พวกวิดีโอเทปยุคนั้นนี่ถ้าเป็นหนังนอกกระแสจะหายากมาก แถมม้วนละสี่ร้อยห้าร้อย ขายอยู่ที่อมรินทร์พลาซ่าอยู่ร้านเดียว เราถึงไม่ได้ดูหนังเยอะเหมือนทุกวันนี้ไงเพราะมันแพง จะซื้อสักเรื่องก็ต้องคิดหนักและดูแล้วดูเล่า 

น่าสนใจว่าหนังของพี่นั้นพูดเรื่องการเมืองชัด แต่ไม่ฟันธงกับหนังตัวเอง เคยโดนถามไหมว่าทำไมพี่ไม่เหยียบข้างให้ชัดเจน

คงเดช – ทำไมล่ะ เราโคตรเบื่อสิ่งนี้เลย 

เราไม่ได้สนใจข้างเท่าเรื่องอื่น เวลาเจออะไรที่เราไม่พอใจเราก็ไม่พอใจอยู่แล้ว แต่เราอายุขนาดนี้แล้วเราก็รู้ว่าไม่ว่าฝั่งไหนมันก็ไม่บริสุทธิ์ขนาดนั้นหรอก และบางทีเขาอาจทำสิ่งนี้ถูก แต่อีกสิ่งหนึ่งไม่ถูกใจเราก็ได้ ดังนั้นเราจะเลือกข้างเพื่ออะไร เราได้แต่จับจ้องเขา เราในฐานะประชาชนจริงๆ แล้วไม่ว่าจะฝั่งไหนเราก็ควรอยู่ในฝั่งที่ตรวจสอบมากกว่า 

แต่สิ่งที่เราสนใจเสมอคือคนที่อยู่ภายใต้บรรยากาศเหล่านี้ ว่ามีอะไรที่เราจะต้องแบกรับบ้าง ดังนั้นถ้าจะมาพูดเรื่องการเมืองแล้วจะต้องเลือกข้าง ก็อย่าเลย เราเสียเพื่อนกันไปทั้งสองฝั่งแล้ว

แต่มันก็จะมีน้ำเสียงแบบพยายามรักษากลุ่มคนดูทั้งสองฝั่งอยู่หรือเปล่า

คงเดช – ไม่เลย ไม่นะ เราไม่เคยคิดว่ารักษาเลย ถ้ารักษาจริงคงไม่ทำหนังอย่างนี้หรอก เสมอมาเลยนะ เราอยากสำรวจคนที่อยู่ภายใต้ ‘สิ่งนี้’ ต้องสูญเสียอะไรกันไปบ้างมากกว่า อย่างเรื่อง Snap ก็มีการพูดเรื่องนี้ชัดไปแล้ว เพื่อนต้องเสียกันไปเพราะเรื่องพวกนี้ ทั้งที่จริงๆ มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วแน่นอนเลยว่าเราเข้าใจคนที่เขาอยากให้เราฟันธงนะ แต่เรา (คิด) เราก็ไม่อยากจะฟันธงตัวเองด้วย ไม่เห็นจะมีอะไรมันสวยสมบูรณ์แบบขนาดนั้นเลย