TIFF Tokyo International Film Festival อาเมียร์ นาเดอรี เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

‘ทำหนังมันต้องใช้หัวใจ อย่าไปใช้สมองให้มาก!’ อาเมียร์ นาเดอรี คนทำหนังชาวอิหร่านผู้หาญกล้า

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘ทำหนังมันต้องใช้หัวใจ อย่าไปใช้สมองให้มาก!’ อาเมียร์ นาเดอรี คนทำหนังชาวอิหร่านผู้หาญกล้า

หากว่าคุณอยากเป็นหนึ่งในคนทำหนัง คงไม่แคล้วได้รับคำแนะนำมากมายหลายที่ว่า ‘จงดูให้มาก’ และ ‘คิดให้เยอะ’ แต่ดูเหมือนว่า อาเมียร์ นาเดอรี -ผู้กำกับชาวอิหร่านเจ้าของรางวัลคนทำหนังทรงเกียรติจากเทศกาลหนังนานาชาติเวนิส- จะไม่คิดเช่นนั้น หนังที่แจ้งเกิดให้นาเดอรีนั้นแทบไม่มีเทคนิคใดๆ โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ทำให้คนจดจำเขาจากงานได้คือความ ‘บริสุทธิ์’ และจริงใจที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าเขาไม่ได้รู้สึกกับหนังแต่ละเรื่องอย่างจริงจัง The Runner (1984) ที่ว่าด้วยชีวิตเด็กชาวอิหร่านที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการปฏิวัติในสังคมอันรุนแรงและบ้าระห่ำ, Vegas: Based on a True Story (2008 -ชิงรางวัลสิงโตทองคำ) เรื่องราวของมนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยที่ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังท่ามกลางเมืองใหญ่

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นาเดอรีกล่าวปาถกฐาถึงการทำหนังไว้อย่างน่าสนใจว่า “หากคุณคิดจะทำหนัง อย่าไปสมองแต่ต้องใช้ใจ!” นั่นอาจเป็นเพราะตัวเขาเองเกิดในสังคมชนชั้นแรงงานในอิหร่านและคลุกคลีกับความเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่เด็ก นาเดอรีจึงมักเป็นเด็กที่แบกกล้องราคาถูกๆ วิ่งถ่ายภาพตามเมืองที่เขาเติบโต หนังเรื่องแรกๆ ของเขาใช้นักแสดงที่ไม่ได้เป็นนักแสดงอาชีพด้วยซ้ำ เส้นเรื่องหยาบหลวม จับจ้องไปยังกรรมกรที่แลกเลือดแลกเหงื่อรายวันบริเวณบ้าน และแม้ว่าเทคนิคของเขาจะไม่ได้พิเศษมาก แต่ชื่อของนาเดอรีก็ได้รับการพูดถึงอย่างรวดเร็วเพราะประกายพลังงานบางอย่างที่ส่งมาจากหนังของเขาจนคนดูสัมผัสได้

“เมื่อก่อนการทำหนังมันยากจะตาย แต่ทุกวันนี้คนเรามีกล้อง พอมีกล้องคุณก็ทำหนังได้แล้วใช่ไหมครับ” เขาว่า “แต่สิ่งที่ผมสังเกตคือ หนังของคนรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องมันไม่ได้มาจากสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ หรือไม่ได้มาจากหัวใจของเขา แต่เป็นไอเดียที่พวกเขาลอกมาจากหนังดังเรื่องก่อนๆ มากกว่า มันจึงขาดความสดใหม่พอสมควรนะสำหรับผม 

“กฎข้อแรกเลยที่ผมอยากบอกคนทำหนังรุ่นใหม่คือ ถ้าคุณอยากเป็นผู้กำกับ คุณอย่าดูหนังเยอะ” เขาบอก ไม่แยแสสีหน้าฉงนฉงานของคนฟังครึ่งห้อง “การดูหนังเยอะไปมันทำให้คุณไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นกับสิ่งที่หนังพยายามสื่อ คุณจะเอาแต่จับจ้องไปที่วิธีการถ่ายทำ เทคนิคต่างๆ จนไม่สนใจความรู้สึกในหนัง ถ้าจะให้แนะนำ ผมอยากให้คุณดูหนังจากผู้กำกับที่ส่งผ่านความรู้สึกและเรื่องราวผ่านภาพยนตร์มากกว่า อย่าไปกลัวเลยว่าคุณอาจดูหนังน้อยไปเพราะถ้าคุณดูมากไปน่ะ หูตาคุณจะพร่ามัว (dizzy) เอาได้”

นาเดอรียกย่องคนทำหนังญี่ปุ่นอย่าง อากิระ คุโรซาวะ, ยาสุจิโระ โอสุ ในฐานะของการเป็นคนทำหนังที่บุกเบิกพลังงานใหม่ๆ จนยกระดับอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่นโดยไม่ต้องพยายามลอกเลียนแบบผู้กำกับคนก่อนหน้า “งานของคุโรซาวะไม่เหมือนงานของโอสุ และงานของโอสุก็ไม่เหมือนงานของคุโรซาวะ อันที่จริงงานของพวกเขาไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเพราะพวกเขาทำสิ่งที่พวกเขารู้สึกยังไงล่ะ! เขาไม่ได้อยากทำหนังที่จะอยู่ในกระแสเพื่อเป็นที่พูดถึง แต่เขาทำหนังที่เขาสนใจอยากเล่ามากกว่า

“การทำหนังด้วยสมองน่ะมันไม่ดีเท่าทำหนังด้วยหัวใจหรอกสมองมันเต็มไปด้วยตรรกะ แต่ภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ต้องการตรรกะขนาดนั้น คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ เอาแต่กังวลเรื่องเทคนิค เรื่องการเคลื่อนกล้อง คิดตลอดว่าต้องขยับต้องไปทางนั้นทางนี้ จนละเลยสิ่งที่พวกเขาจะ ‘สื่อสาร’ ผ่านหนังจนหมด การทำหนังมันเป็นเรื่องของความรู้สึก อย่าไปใช้สมองมาก 

“เราต้องถามตัวเองว่าทำไมเราจึงอยากทำหนังเรื่องนี้ ถามตัวคุณเองก่อนว่าคุณน่ะเป็นใคร! อย่าไปคิดเยอะ ลงมือทำซะตอนนี้! ถ้าคุณคิดเยอะคุณจะเอาแต่มองหาวิธีเคลื่อนกล้อง จัดแสง หามุมต่างๆ จัดท่าจัดทางให้นักแสดง แล้วสุดท้ายคุณจะเอาแต่หมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้จนหนังของคุณมีแต่ตรรกะและออกมาจากสมอง ไม่มีหัวใจในนั้นเลย ภาพยนตร์มันเหมือนอาหารครับ เราไม่ได้ทำแม็กเบอร์เกอร์ เราทำอาหารคลาสสิกกัน!” เขาเน้น (ก่อนขยายความว่าจริงๆ เบอร์เกอร์ก็ดี แต่เวลาออกไปท่องเที่ยวคุณก็อยากกินอาหารพื้นเมืองใช่ไหมล่ะ!) “คุณจงหาเอกลักษณ์ของตัวเองซะ จงทำหนังที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตที่มีแค่คุณเพียงคนเดียวที่มี มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ 

“เพราะสุดท้ายแล้วการทำหนังมันก็แค่นั้นแหละ!”