คิทตี้ - ชิชา อมาตยกุล ชิชา อมาตยกุล โจรปล้นโจร

‘มีกำแพงให้ตัวเองก็ดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันนะ’ ระยะห่างและความลึกลับของ คิทตี้ – ชิชา อมาตยกุล

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘มีกำแพงให้ตัวเองก็ดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันนะ’ ระยะห่างและความลึกลับของ คิทตี้ – ชิชา อมาตยกุล

 

บางช่วงขณะของการพูดคุย เราก็คิดว่า คิทตี้ – ชิชา อมาตยกุล เป็นนักแสดงสาวที่เปิดเผยทุกความรู้สึก แต่ในบางชั่วขณะ เราก็พบว่าคล้ายเธองำความลับบางอย่างไว้กับตัวผ่านประกายแววตานั้น และนี่เองที่เป็นเสน่ห์บางอย่างที่ไม่มีใครเลียนแบบเธอได้ และอาจเป็นเหตุผลสำคัญทำให้การแสดงของเธอน่าจับตามากเป็นพิเศษ

ถัดไปจากวันนี้ เรากำลังจะได้ดูหนังที่คิทตี้แสดงนำถึงสามเรื่องไล่ๆ กัน นั่นคือ โจรปล้นโจร, จอมขมังเวทย์ 2020 และ 7 Boy Scouts และหากยังจำกันได้ เมื่อปลายปี 2018 แรงระเบิดของซีรีส์ ‘เด็กใหม่’ ทำให้คิทตี้กลายเป็นนักแสดงสาวที่น่าจับตาแทบจะในทันทีจากการรับบทเป็น แนนโน๊ะ เด็กสาวที่ราวกับโผล่มาจากนรก บุคลิกลึกลับเฉพาะตัวบางอย่างของเธอผสานแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวละครที่เธอรับบท น่าสนใจว่า ตัวละครส่วนมากของคิทตี้นั้นแม้จะหลากหลาย ต่างนิสัยใจคอ หากก็มีจุดร่วมบางอย่างคล้ายคลึงกัน นั่นคือตัวละครเหล่านั้นมักเก็บงำความลับบางอย่างไว้กับตัว ซึ่งคิทตี้ถ่ายทอดออกมาได้ดีเสมอแม้ตัวละครของเธอจะเงียบเชียบเจ้าความคิดอย่างการเป็นแนนโน๊ะ หรือแม้แต่การเป็น เมย์ หญิงสาวโผงผางเจ้าอารมณ์ที่หมายตาจะปล้นธนาคารในโจรปล้นโจร หนังลำดับล่าสุดของ เฉลิม วงศ์พิมพ์

 

ที่ผ่านมาดูรับบทตัวละครที่อยู่เหนือตรรกะบ่อยๆ อย่างเรื่องนี้เป็นผู้หญิงธรรมดาแต่ดันต้องไปปล้นแบงค์

เรามองว่าตัวละครของโจกับเมย์เป็นคู่รักวัยรุ่นทั่วๆ ไป ซึ่งคิทเชื่อว่าทุกๆ คนที่เคยผ่านความรักช่วงวัยรุ่นต้องเคยมีความคิดสนุกๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำมันจริงๆ เช่น อยากปล้นแบงค์ อยากมีเงินร้อยล้าน อยากซื้อเฮลิคอปเตอร์หรืออยากจะมีเรือยอร์ช ทำโน่นทำนี่ แต่โจ (เป้ – อารักษ์ อมรศุภศิริ) กับเมย์คือคนที่ต้องทำมันจริงๆ เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกเลย แล้วพวกเขาก็ไม่รอบคอบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วเราคิดว่าคนทั่วๆ ไปถ้าต้องเจอสถานการณ์ที่สุดโต่งมันคงเป็นเรื่องน่าสนุกนะ คนเราสามารถรับมือกับมันได้อย่างหลากหลายมากๆ

 

ตัวละครที่คิทตี้รับบทมันจะมีเสน่ห์บางอย่างเป็นพิเศษ เราตีความยังไง แสดงยังไง หรือความเป็นตัวเรามันมีส่วนทำให้ตัวละครมันเด่นออกมาไหม

คิทว่าความสนุกของงานหนัง ละคร ซีรีส์มันคือการที่ถ้าเปลี่ยนคนเล่น ตัวละครนั้นก็จะเปลี่ยนไปเหมือนกัน ไม่มีคนสองคนที่สามารถเล่นเป็นตัวละครเดียวกันได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เราเลยคิดว่ามันอาจไม่ได้เป็นที่เราแต่เป็นที่ผู้กำกับหรือใครสักคนที่เลือกเราเข้ามาแล้วก็ เราอาจจะไปทำให้บทพวกนี้กลายเป็นแบบที่เห็นก็ได้

อย่างบทเมย์ในเรื่องนี่ไกลตัวไหม

เราชอบเมย์ตรงที่ เขาเป็นตัวละครที่บูชาความรักมากๆ เขาเห็นว่าความรักเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขา แต่ถ้าเมย์ไม่มีโจ ไม่มีแฟนคนนี้ที่เขารักเหลือเกิน เขาก็คงไม่ทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ แต่ถ้าเพื่อคนที่เขารักเขาทำได้ทุกอย่าง

เขาซื่อตรงกับความรู้สึกเขานะ เขาคือคนที่จะบอกโจว่าเรารักเธอมาก เราจะทำงานตรงนี้แทนเธอเอง เราชอบความซื่อสัตย์ในความรู้สึกของเขานะ ความมั่นคงในความรู้สึกว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหน เมย์ก็พร้อมจะมุ่งหน้าไปข้างๆ โจ

เทียบกับโจ เมย์เป็นคนสตรองกว่าเยอะมากๆ 

 

น่าสนใจว่าเป็นตัวละครที่สตรองแต่ก็ดูผูกชีวิตกับความต้องการไว้ที่คนอื่นมากเลยนะ

คือสตรองมันไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว (ยิ้ม) สตรองหมายความว่าเราสามารถปกป้องตัวเราเองแล้วก็คนที่เรารักได้หรือเปล่า

 

รับแสดงบทแบบนี้บ่อยๆ กลัวมันเป็นภาพลักษณ์ติดตัวหรือเปล่า

ไม่นะคะ ที่ผ่านมาก็มีบทเมียน้อยติดต่อเข้ามาประปราย แต่เป็นตัวเราเองที่ไม่ค่อยอยากรับเท่าไหร่

คืออย่างแรกเลย เราอยากรับบทที่เราอยากตื่นไปทำงาน แล้วก็เป็นบทที่ต่อให้ดึกแค่ไหนก็รู้สึกว่าอยากถ่าย อยากจะรับบทที่รู้สึกว่าสนุกที่ได้เล่นเป็นคนอื่น 

 

ผู้กำกับบรีฟเรายังไง

พี่เหลิม ผู้กำกับบอกว่าอยากได้ตัวละครที่ไม่ได้เป็นมือปืน ไม่ได้เป็นอะไรเลย เป็นคนธรรมดาที่จับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น

ในตัวอย่าง มันจะมีไดอะล็อกนึงที่เมย์พูดว่า ‘เราดูซีรีส์มาแล้ว’ คิตตี้เป็นคนขอพี่เฟลิมเติมเข้าไปเองเพราะรู้สึกว่า บางครั้งเราดูหนัง ซีรีส์แล้วก็จะคิดไปเองว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ทั้งๆ ที่มันอาจไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้

เคยอ่านข่าวนึง น่าจะประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องว่าลูกสาวเจอว่า สามีใหม่ของแม่จริงๆ แล้วเป็นคนโรคจิต แล้วตัวลูกสาวดูซีรีส์ซอมบี้เยอะมาก และตอนที่ผู้ชายคนนี้พยายามดักทำร้ายเขา ลูกสาวเลยแทงที่ตาแล้วก็สมองผู้ชาย และเหมือนกับมีคนถามว่าทำไมโหดจังเลย ลูกสาวก็บอกว่าตอนดูซีรีส์ซอมบี้น่ะ ถ้าไม่แทงตากับสมองให้ตายมันจะลุกขึ้นมาใหม่ เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเจ๋งนะ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์หลายๆ อย่างด้วยตัวเราเอง แต่หนัง หนังสือ ซีรีส์หรือเกมมันให้ความรู้กับเราในด้านต่างๆ และทำให้เราหยิบยกบางอย่างมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 

เวลาเราแสดงหนัง บางทีเรามีบทแค่ 90 หน้าสำหรับหนังหนึ่งเรื่อง แต่จริงๆ ชีวิตของตัวละครตัวหนึ่งมันมีทั้งชีวิตของเขา มันไม่ใช่ 90 หน้าหรือสองชั่วโมง มันมีชีวิตเขา 20 ปีหรือ 25 ปีที่เราไม่รู้เลยว่าเขาเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ได้ยังไง และบางครั้งการอ่านหนังสือ อ่านการ์ตูน มันก็ช่วยสร้างเรฟเฟอร์เรนซ์ให้เราได้ว่าเขาต้องเคยผ่านเหตุการณ์แบบไหนมา ไปเจออะไรมาทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้

กับเมย์ คิทมองว่าเขาเป็นคนที่เคยทุ่มเทกับความรักมาก่อนและไม่สตรอง และคงถูกฟันแล้วทิ้งหลายๆ ครั้งจนพัฒนาบุคลิกตัวเองมาเป็นคนที่ จะเป็นคนตั้งกติกาให้การเล่นเกมนี้ ว่าถ้าจะมาฟันฉัน เธอต้องคบกับฉันจริงจัง ต้องอยู่ในเกมของฉัน เขาเลยสร้างบุคลิกไม่ยอมคนอื่น สตรองมาก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็แค่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเจอคนที่จะรักเขาได้จริงๆ

 

คิทตี้เองอ่านหนังสือเยอะด้วยนะ?

อย่างแรกเลย คิตตี้ชอบอ่านหนังสือ มังงะ ดูหนังและเล่นเกม เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการสร้างโลกให้กว้างขึ้น เราได้เห็นตัวละครที่แตกต่างหลากหลาย เราเห็นคนที่มีจุดประสงค์ไม่ซ้ำซากกัน เราว่าในบ้านเรา การทำหนังอาจจะมีประเภทไม่หลากหลายเท่า เราไม่ค่อยมีหนังแฟนตาซีหรือไซ-ไฟ แต่การอ่านหนังสือหรือการดูหนังอื่นๆ มันช่วยต่อเติมเรื่องราวเหล่านั้นและทำให้เห็นความหลากหลายทางอาชีพหรืออื่นๆ

แล้วตัวตนของคิทตี้จริงๆ แล้วมองว่าตัวเองเวียร์ดหรือมีความเป็นตัวละครในหนังบางเรื่องบ้างไหม

การยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็นมันไม่ใช่เรื่องผิด และการที่เราพยายามทำความเข้าใจกับมัน พยายามหาเหตุผลมายืนยันว่าทำไมเราจึงคิดแบบนี้ๆ เราถูกหรือผิด มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง และบางอย่างถึงแม้คนอื่นจะไม่เข้าใจแต่ถ้าเราเข้าใจเราดีที่สุดมันก็ทำให้เรายอมรับได้ว่า การที่เขาจะไม่เข้าใจมันก็ไม่แปลกหรอก แล้วถ้าเรายังไม่ยอมจะเปลี่ยนความคิดเราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่ามันจะมีคนจำนวนมากที่จะไม่เข้าใจเรา

 

เคยมีคนบอกไหมว่าเราดูลึกลับ

(คิด) มีค่ะ

 

เราว่าเราลึกลับไหม

ไม่นะคะ คิตแค่ไม่ชอบคุยกับคนเท่าไหร่ เรามีคนที่สนิทกับเราจริงๆ น้อยมาก เรื่องส่วนตัวก็จะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เหมือนคนอาจจะไม่ได้มีสิทธิเห็นเราอัพสตอรี่ที่มันเรียลไทม์ หรืออัพรูปที่เกิดวันนี้ลงวันนี้ เหมือนเราแยกโลกส่วนตัวของคิตกับโลกออนไลน์ไว้ค่อนข้างชัดเจน และอาจเป็นเรื่องที่ทำให้คนรู้สึกว่า ไม่ปกติ ไม่เหมือนที่คนอื่นๆ เขาทำกัน

เรามองอินสตาแกรมเป็นพื้นที่เหมือนแกลเลอรี่ รูปบางรูปถ่ายไว้ดูเองในโทรศัพท์และไม่ได้อยากจะให้คนอื่นดู

 

มันก็เป็นการสร้างกำแพงระหว่างตัวเองกับคนอื่นหรือเปล่า

(คิด) ใช่ค่ะ ใช่

แต่การมีกำแพงก็ดีกว่าการโดนบุกแล้วไม่มีอะไรเลยนะ (ยิ้ม)