Christopher Nolan Dunkirk Inception Interstellar The Dark Knight คริสโตเฟอร์ โนแลน

‘การดึงเอาคนเก่งมาอยู่ด้วยกันคืองานของผู้กำกับ’ ทีมงานและทหารศึกคู่ใจในหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘การดึงเอาคนเก่งมาอยู่ด้วยกันคืองานของผู้กำกับ’ ทีมงานและทหารศึกคู่ใจในหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

หากว่า ทิม เบอร์ตัน มีป๋า จอห์นนี เด็ปป์ เป็นอัศวินคู่ใจในหนังของเขาแทบทุกเรื่องแบบที่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา มักร่วมงานกับ โรเบิร์ต ดูวัลล์ หรือคุณปู่ มาร์ติน สกอร์เซซี ที่กอดคอทำหนังมากับ โรเบิร์ต เดอ นีโร มาตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นทั้งคู่ เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าคนทำหนังแห่งยุคอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็มีทีมงานคู่บุญของเขาเหมือนกันแหละ!

ที่ผ่านมา โนแลนกำกับหนังทั้งยาวและสั้นมาแล้ว 15 เรื่อง กว่าครึ่งนั้นเขากอดคอทีมงานคนเก่าๆ มาร่วมงานด้วยทั้งสิ้น เหตุผลหลักของเขานั้นไม่ใช่แค่เรื่องความสบายใจหรือสะดวกใจในการทำงาน หากแต่เพราะเวลาเขาเจอทีมงานสักคนแล้วนั้น เขาพบว่าตัวเองจะเลือกเอาคนที่ทรงพลังที่สุดในสายงานนั้นๆ มาแล้วเสมอ “เพราะว่างานของผมในฐานะผู้กำกับคือการตัดสินใจภายใต้การทำงานของคนเก่งๆ มากมายแล้วเอางานเหล่านั้นมารวมไว้เข้าด้วยกันไงล่ะ” เขาบอก 

เราจึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักทีมงานคู่บุญของโนแลนกันว่าเราผ่านหูผ่านตางานของพวกเขาในหนังเรื่องไหนของโนแลนมาแล้วกันบ้างนะ

 

คริสเตียน เบล

นอกเหนือจากการรับบทเป็นแบตแมนในไตรภาค The Dark Knight คริสเตียน เบลยังเป็นนักแสดงที่โนแลนมักจะหาโอกาสร่วมงานอยู่ด้วยเสมอ รวมไปถึง The Prestige (2006) ที่เขารับบทเป็นนักมายากลขับเคี่ยวช่วงชิงความเป็นใหญ่ได้อย่างน่าจดจำ โนแลนบอกว่าสำหรับเขาแล้วนั้น เบลเป็นนักแสดงที่ “มีส่วนผสมของความดำมืดและความสว่างแบบที่เรามองหาอยู่ตลอดมา” 

และหลังจากนั้น บทแบตแมนได้กลายเป็นหนึ่งในบทหนังที่ติดตัวเบลมาอย่างยาวนาน มันได้เปิดโอกาสได้เขาพิสูจน์ตัวเองว่านักแสดงที่อยู่ในบทสุดขีดคลั่งจาก American Psycho (2000) และ The Machinist (2004) ก็รับบทเป็นวีรบุรุษรัตติการได้อย่างน่าประทับใจ “ผมต้องขอบคุณคริส (โนแลน) มากจริงๆ” เบลบอก “ก่อนนี้ตอนถ่ายหนังเรื่อง Rescue Dawn (2006, แวร์เนอร์ แฮร์โซก) ผมกับแวร์เนอร์ก็พยายามทำให้หนังมันเป็นที่จดจำ หรือตอนถ่าย American Psycho แมร์รี ฮาร์รอน กับผมก็พยายามดันหนังเรื่องนี้อีกเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยมีคนมาสนใจอะไรเท่าไหร่ อาจจะเพราะเป็นผมนำแสดงละมั้ง จนกระทั่งมาอยู่ในหนังของคริส ทุกคนก็พูดเหมือนกันหมดว่า ‘ไปดูหนังที่หมอนี่เล่นกันเถอะ’ แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดเลย เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้แสดงหนังที่ดึงดูดผู้คนได้ขนาดนี้”

 

ไมเคิล เคน

นี่คือชายที่โนแลนเปรียบเสมือนเป็น ‘เครื่องรางนำโชค’ ของเขา เคนอยู่ในหนังของโนแลนมาแล้วทั้งสิ้น 7 เรื่อง และกำลังจะมีเรื่องที่แปดเมื่อร่วมแสดงในหนัง Tenet (2020) ลำดับล่าสุดของโนแลนด้วย 

เคนร่วมงานกับโนแลนเป็นครั้งแรกใน Batman Begins (2005) จากบท อัลเฟร็ด เพนนีเวิร์ธ พ่อบ้านผู้ภักดี ตามมาด้วยการเป็นผู้ฝึกมายากลใน The Prestige (และร่วมงานกับเบลอีกหน) มาเป็นคุณพ่อผู้อ่อนโยนของ ค็อบบ์ ในหนังจารกรรมความคิด Inception (2010) ที่ในเวลาต่อมา เคนก็ได้เฉลยกลายๆ ว่าเรื่องราวแสนสับสนของผู้คนในลิมโบนั้น เขาแทบไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งเลยเพราะโนแลนอธิบายเขาไว้คร่าวๆ แค่ว่า  “‘เอาล่ะ ทุกฉากที่มีคุณอยู่ นั่นคือความจริงล่ะ’” แล้วจากนั้นเขาจึงมาเป็นศาสตราจารย์ในหนังตะลุยอวกาศสุดซับซ้อน Interstellar (2014) แถมด้วย Dunkirk (2017) ที่เขาโผล่มาแค่เสียงเท่านั้น แต่โนแลนก็ยืนกรานว่าอยากให้เขามารับบทนี้จริงๆ “ผมเล่นเป็นคนที่คุยกับทอม ฮาร์ดีทางวิทยุบนเครื่องบิน” เคนเล่าอย่างอารมณ์ดี “ผมคือตัวนำโชคของคริสเขาล่ะ!”

 

นาธาน โครวลีย์

โปรดักชั่นดีไซเนอร์ที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับโนแลนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Insomnia (2002) เรื่อยมาจนถึง Dunkirk ซึ่งว่าด้วยเหล่านายทหารอังกฤษช่วงสงครามโลกที่ติดอยู่บนหาดและต้องอดทนรอให้ทางการส่งเรือมารับก่อนจะโดนศัตรูกราดยิงตายทั้งกองทัพ ตลอดจน Tenet ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในตอนนี้ด้วย

“ก่อนถ่ายทำ Dunkirk คริสมาบอกผมว่า ‘ผมว่าผมจะไปที่หาดดันเคิร์คของจริงว่ะ’ แล้วจากนั้น เราก็ไปที่หาดดันเคิร์คกันจริงๆ” โครวลีย์บอก “เดินกันสัก 18 กิโลเมตรได้ละมั้ง ตรงที่เราถ่ายทำหนังนั่นแหละ มันเป็นสถานที่พิเศษนะ แต่ก็ท้าทายในนการถ่ายทำหนังเหมือนกันเพราะมีน้ำขึ้นน้ำลงสูง 21 ฟุตตลอดเวลา ต้องสร้างสะพานใหม่แต่ใช้เรือจริงๆ มาเข้าฉาก เพราะนโยบายของเราคือใช้ของจริงในการถ่ายทำเท่านั้นจนกว่าจะถึงที่สุดแล้วน่ะครับ”

 

ทอม ฮาร์ดี

นักแสดงหนุ่มเจ้าประจำอีกคนของโนแลน ที่ถูกแซวอยู่บ่อยๆ ว่าถูกโฉลกกับบทบาทที่ตัวละครต้องสวมหน้ากากปิดหน้าไปตลอดทั้งเรื่องเหลือเกิน เพราะหากไม่รับ Inception ที่เขารับบทเป็นหนึ่งในทีมโจรกรรมเจ้าคารี้คารม นอกเหนือจากนั้นฮาร์ดีก็มักอยู่ในบทบาทที่มีหน้ากากปิดไปแล้วครึ่งหน้า เห็นแต่ดวงตาเป็นประกายวาววับสื่ออารมณ์อย่างเดียว นับจากการเป็น เบน วายร้ายร่างยักษ์ที่ต้องสวมหน้ากากแก๊สเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากปัญหาด้านสุขภาพใน The Dark Knight Rises (2012) แล้วยังไม่วายต้องเป็นนักบินรบที่อยู่บนเครื่องบินตลอดทั้งเรื่องที่เขาต้องสวมอุปกรณ์เพิ่มอ็อกซิเจนใน Dunkirk ทั้งหมดนี้ โนแลนบอกว่าที่เขาเลือกเอาฮาร์ดีมารับบทที่แสดงออกผ่านได้แค่แววตานั้นก็เพราะฮาร์ดีคือยอดฝีมือที่แม้จะโผล่ใบหน้ามาแค่เสี้ยวเดียวแต่ก็ทรงพลังอย่างที่สุดไงล่ะ! “ต่อให้เขาโผล่มาแค่ตาข้างเดียวก็ยังเทียบเท่ากับการแสดงแบบโผล่มาทั้งร่างกายของคนอื่นน่ะ ช่างเป็นนักแสดงที่เปี่ยมพรสวรรค์จริงๆ เขาไม่ธรรมดาเลยนะครับ” โนแลนบอก

 

คิลเลียน เมอร์ฟี

หากมีทอม ฮาร์ดีแล้วจะไม่มีคิลเลียน เมอร์ฟีได้อย่างไร เพราะนี่คือนักแสดงคู่บุญอีกคนของโนแลนนับตั้งแต่ Batman Begins ไล่เรื่อยมาจนเป็นมหาเศรษฐีที่ถูกกลุ่มคนแปลกหน้าพยายามล้วงความทรงจำไปขโมยข้อมูลใน Inception เรื่อยมาจน Dunkirk นายทหารที่ถูกชาวบ้านกู้ร่างมาจากห้วงทะเลได้ 

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เมอร์ฟีตั้งหน้าตั้งตาอยากรวมงานกับโนแลนเสมอเมื่อโอกาสมาถึง “เราเดาไม่ได้หรอกครับว่าเขาจะทำหนังแบบไหนเป็นเรื่องต่อไป แต่ถ้าเขาโทรศัพท์มาหาผมแต่กริ๊งเดียวผมก็พร้อมร่วมงานกับเขาทันทีล่ะ” เมอร์ฟีบอก “การหวนกลับมาร่วมงานกับใครสักคนอีกครั้งน่ะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งผมมีให้เขาอย่างเต็มเปี่ยมและหวังว่าเขาก็จะมีให้ผมเหมือนกันครับ”

 

จอห์น แพปซิเดรา

 

เหล่านักแสดงที่ชาวเราคุ้นหน้าคุ้นตาในหนังของโนแลนหลายๆ เรื่องนั้นมาจากการคัดเลือกนักแสดงอย่างชาญฉลาดของแพปซิเดรานี่เอง ไม่ว่าจะ กาย เพียซ ในหนัง ธริลเลอร์ชวนเหวออย่าง Memento (2002), เบลที่มารับบทเป็นแบตแมน หรือแม้แต่นักแสดงหน้าใหม่อย่าง เฟียนน์ ไวต์เฮด ที่รับบทนายทหารหนุ่มน้อยจาก Dunkirk ตลอดจนหนังอีกหลายๆ เรื่องของโนแลน ก็มีแพปซิเดรานี่เองที่คอยหานักแสดงให้อย่างละเอียดและแหลมคม

 

วอลลี ฟิสเตอร์

ผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกับโนแลนมาตั้งแต่ Following (1998) หนังยาวเรื่องแรกของเขาเรื่อยมาจนถึง Memento, Insomnia, ไตรภาค The Dark Knight โดยเฉพาะกับ Inception ที่ส่งเขาคว้าออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมได้หลังจากเข้าชิงมาตั้งแต่ Batman Begins 

“คริสเขาอยากให้ภาพใน Inception มันดูสมจริงในทุกๆ ฉากแบบที่ทำให้เราแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นความฝัน” ฟิสเตอร์บอก ในเวลาต่อมาเขาหันมากำกับหนัง Transcendence (2014) เป็นเรื่องแรกและตามมาด้วยซีรีส์อีกสองสามเรื่องถัดจากนั้น