Angelina Jolie Salt แองเจลินา โจลี

Salt หนัง Mission: Impossible เวอร์ชั่นผู้หญิงที่หลายคนยังรอภาคต่อ (ซึ่งยังไม่มี!)

Home / bioscope, Bioscope focus / Salt หนัง Mission: Impossible เวอร์ชั่นผู้หญิงที่หลายคนยังรอภาคต่อ (ซึ่งยังไม่มี!)

ในวาระที่ Maleficent: Mistress of Evil (2019, ยัวคิม รอนนิง) หนังภาคต่อของนางฟ้าปีศาจกำลังลงโรงฉาย ทำให้คุณแม่ แองเจลินา โจลี ของชาวเราปรากฏตัวต่อหน้าสื่ออีกหนในฐานะนักแสดงนำ หลังจากที่เจ้าตัวหายไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูแลลูกๆ ตลอดจนงานอาสาเยียวยาผู้ลี้ภัยอยู่พักใหญ่ เราจึงอดคิดถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมสุดขีดในช่วงเวลาที่มันออกฉาย และประสบความสำเร็จถึงขั้นที่หลายคนเฝ้ารอภาคต่ออย่าง Salt (2010, ฟิลลิปส์ นอยซ์) ซึ่งจนถึงตอนนี้ เวลาล่วงมาเก้าปีเต็มแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีภาคต่อให้เราได้ชมกันแต่อย่างใดจนคนรอทดท้อใจไปตามๆ กัน

ไม่แปลกเลยว่าทำไมหนังชื่อเรื่องรสเค็มเป็นเกลือเช่นนี้จึงมีหลายคนติดตาม หนังว่าด้วยสายลับหญิงนาม เอฟลิน ซอลต์ (แองเจลินา โจลี) ที่พบว่าชีวิตสองหน้าของเธอกำลังทำให้คนรักของเธอตกที่นั่งลำบากเพราะถูกจับกุมในฐานะอยู่ใกล้ชิดกับเธอทั้งจากรัฐบาลฝั่งอเมริกาและรัสเซีย เพื่อจะช่วยคนรัก ซอลต์จึงตะลุยปะทะทุกฝ่ายแบบไม่กลัวตาย มิหนำซ้ำยังขุดไปเจอขบถในกลุ่มสายลับด้วยกันจนแผนพาคนรักหนีจากการจับกุมกลายเป็นการเปิดโปงแผนร้ายของสายลับฝั่งรัสเซียที่แฝงตัวมาในกลุ่มซีไอเอของสหรัฐฯ

ทั้งเรื่องจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้คนดูตื่นตาตื่นใจ ทั้งการสืบหาว่าใครคือหนอนบ่อนไส้ของซีไอเอ ไหวพริบของซอลต์ ทักษะการต่อสู้จากเหล่าสายลับ ตลอดจนฉากจำหลายฉากไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ระเบิดมือที่ทำให้ซอลต์แหกห้องขังออกไปได้สำเร็จ (ฝ่าด่านนายทหารอาชีพไปแบบไม่ยากเย็น!) หรือฉากปลอมตัวสุดว้าวที่แค่เดินมาโฉบหมวกข้างทางหลังก่อวินาศกรรมบนถนนก็ทำให้เธอเล็ดรอดสายตาตำรวจไปได้ กระทั่งฉากการสังหารศัตรูทั้งที่ถูกล่ามมือไว้ด้วยโซ่แต่ก็ยังแผลงฤทธิ์จนศัตรูคอหักตายในที่สุด (แถมยังเป็นฉากที่หลายๆ คนจดจำและออกปากว่านี่เป็นหนึ่งในฉากแอ็กชั่นที่ทรงพลังที่สุดฉากหนึ่งเลยทีเดียว)

แรกเริ่มเดิมที บทถูกร่างขึ้นมาโดยตั้งใจให้ตัวละครสายลับตัวหลักเป็นผู้ชายโดยมีนักแสดงที่รับบทสายลับจนเชี่ยวแล้วจากแฟรนไชส์ Mission: Impossible อย่าง ทอม ครูซ เป็นต้นแบบไว้ในใจ เคิร์ต วิมเมอร์ คนเขียนบทมืออาชีพจาก Equilibrium (2002), Law Abiding Citizen (2009) ร่างบทสายลับคร่าวๆ ไว้ในหัวว่ามันจะเป็นหนัง “สายลับแอ็กชั่นกึ่งธริลเลอร์” ของกระทาชายนาม เอ็ดวิน ซอลต์ และมาได้ตัว ฟิลลิปส์ นอยซ์ เจ้าพ่อหนังธริลเลอร์จาก Dead Calm (1989), The Saint (1997), Sliver (1993) มาเป็นผู้กำกับ อย่างไรก็ดี แผนจะดึงครูซมาแสดงหนังนั้นจำต้องเป็นหมันเพราะครูซกลัวว่าการมารับบทเป็นสายลับเอ็ดวิน ซอลต์ในเรื่องนี้จะซ้ำรอยกับ อีธาน ฮันต์ แห่งจักรวาล Mission: Impossible เกินไป และระหว่างที่ยังคาราคาซังเรื่องนักแสดงนำนี้เอง เอมี ปาสคาล โปรดิวเซอร์หนังก็แนะนำชื่อของโจลีให้นอยซ์ นั่นคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมด

ก่อนนี้ ปาสคาลพยายามยื่นบท ‘สาวบอนด์’ ในแฟรนไชส์หนัง James Bond ให้โจลี แต่นักแสดงสาวเอาแต่ปฏิเสธซ้ำๆ และบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ เธอขอรับบทเป็นเจมส์ บอนด์เองซะจะดีกว่า (!!) และปาสคาลคิดว่าทัศนคติและความมุ่งมั่นของโจลีช่างเหมาะจะมารับบทนำในหนังเรื่องใหม่ของนอยซ์นี่จริงๆ พวกเขาจึงส่งบทเดิมที่เป็นของครูซให้โจลีซึ่งอ่านรวดเดียวแล้วตอบตกลงทันที ทีมงานจึงแก้บทด้วยการเปลี่ยนให้ตัวละครหลักเป็นสายลับหญิงนาม เอฟลิน ซอลต์ เสียเลย

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านจากตัวละครชายอย่างเอ็ดวินมาสู่ตัวละครหญิงอย่างเอฟลิน ได้กลายเป็นจุดแข็งของหนังอย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากเอฟลิน ซอลต์มีบุคลิกแข็งกระด้างผิดจากหนังสายลับหญิงเรื่องอื่นๆ ในเวลานั้นที่มักใช้ความเป็นหญิงของตัวเองยั่วยวนศัตรู โจลีในหนังแต่งตัวมิดชิดและแทบจะไร้สีสันเพราะหลีกเลี่ยงการถูกจับตาจากรัฐ แถมยังปรากฏตัวในสภาพสะบักสะบอมเพราะถูกซ้อมไปแล้วครึ่งเรื่อง และทั้งหมดนี้เป็นที่ถูกใจโจลีอย่างมาก “เวลาคุณเขียนบทหนังที่ตั้งใจจะให้มีความเป็นผู้หญิงมากๆ มันก็มักลงเอยด้วยน้ำเสียงการเล่าเรื่องที่เป็นผู้หญิง คือใช้ความเป็นหญิงในตัวเองปฏิบัติภารกิจต่างๆ” เธอเล่า “เพราะงั้นเราเลยบอกว่า เปลี่ยนแค่ตัวละครแล้วให้ทุกอย่างมันดิบเหมือนเดิมนี่แหละ”

หนังประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทั้งจากบทที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การกำกับที่แม่นยำและจากการเป็นนักแสดงแอ็กชั่นฝ่ายหญิงอันดับต้นๆ ของฮอลลีวูด แม้คนดูจะคุ้นเคยกับโจลีในฐานะนักแสดงหญิงจอมบู๊มาตั้งแต่ Hackers (1995, เอียน ซอฟต์ลีย์) และ Lara Croft: Tomb Raider (2001, ไซมอน เวสต์) “มันเหมือนว่าพอคนได้เห็นฉันแสดงใน Hackers แล้วจากนั้นก็เอาแต่ส่งบทสาวแกร่งแกว่งปืน” โจลีว่า “ไม่สวมเสื้อในใส่เสื้อกล้ามมาให้เรื่อยๆ ซึ่งฉันชอบนะ ฉันชอบที่ได้แสดงเป็นผู้หญิงแข็งแกร่งที่ก็ยังดูมีความเป็นหญิงอยู่มากๆ ด้วย” หากแต่นี่ก็เป็นเรื่องแรกๆ ที่เธอแทบไม่ได้ใช้เรือนร่างหรือความเซ็กซี่เป็นอาวุธในการต่อสู้ ตรงกันข้าม สิ่งที่ซอลต์มีก็เพียงไหวพริบและกำปั้นลุ่นๆ ที่ใช้ถล่มองค์กรลับทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอแค่นั้น และนั่นเองอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Salt แม่สาวสายลับเรื่องนี้กลายเป็นหนังในดวงใจของหลายๆ คนที่ไม่ใช่แค่เพราะมันสนุก หรือเพราะฉากแอ็กชั่นถึงเลือดถึงเนื้อ แต่มันยังชี้ชัดด้วยว่า ตัวละครหญิงนั้นสามารถทำในสิ่งที่เดิมทีวางไว้ให้ตัวละครชายทำได้โดยแทบไม่ต้องไปเปลี่ยนเนื้อหาหรือวิธีการอะไร จนไม่น่าแปลกใจที่ด้วยทุนสร้าง 110 ล้านเหรียญฯ หนังทำเงินแบบบ้าคลั่งที่ 294 ล้านเหรียญฯ กับฉากจบแสนคลุมเครือที่คนดูฟันธงไปแล้วว่ายังไงก็ต้องมีภาคต่อ และใจจดใจจ่อรอการประกาศจากค่ายถึงการเดินทางครั้งใหม่ของคุณซอลต์ หากแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้สร้างเสียที จนเป็นที่วิเคราะห์กันไปเรื่อยๆ ว่าที่ไม่มีภาคต่อนั้นเพราะไม่ได้เขียนบทไว้ให้ละเอียด หรือเพราะกลัวเจ๊ง หรือแม้แต่เพราะโจลีไม่สนใจจะแสดงหนังแอ็กชั่นแล้ว (หนังเรื่องหลังๆ ของเธอเน้นแนวดราม่าเสียมาก) แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังมีหวังต่อไปว่าแม้จะยังไม่มีซอลต์ภาคต่อ แต่อย่างน้อย ในอนาคตก็น่าจะมีหนังสายลับสาวดิบๆ แกร่งๆ มาให้เราได้ดูกันอีกสักเรื่องน่า ก็มันออกจะสนุกขนาดนี้!