Call Me By Your Name อาร์มี แฮมเมอร์

อาร์มี แฮมเมอร์ อีกหลายปีให้หลังของแฝดนรกในหนังของฟินเชอร์สู่หลากบทชิงรางวัล

Home / bioscope, Bioscope focus / อาร์มี แฮมเมอร์ อีกหลายปีให้หลังของแฝดนรกในหนังของฟินเชอร์สู่หลากบทชิงรางวัล

“หลายคนเลยล่ะที่คาดหวังว่าผมซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดงต้องหล่อและดูดีตลอดเวลา ซึ่งไม่จริง ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมหรือรู้จักผมจากเรื่องแบบนั้น”

ออกจะเป็นเรื่องประหลาดที่ได้ยินเรื่องนี้จากปากของ อาร์มี แฮมเมอร์ ชายที่มักได้รับบทเป็น ‘หนุ่มหน้าตาดี’ ในหนังหลายๆ เรื่องเสมอ ทั้งฝาแฝดผู้เป็นอริกับ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ใน The Social Network (2010, เดวิด ฟินเชอร์), คนเถื่อน(ที่ก็ยังหล่ออยู่ดี)จาก The Lone Ranger (2013, กอร์ เวอร์บินสกี) และเป็นสายลับรัสเซียปากจัดใน The Man from U.N.C.L.E. (2015, กาย ริชชี) แม้แต่ในหนังของ ลูกา กัวดัญญีโน ที่ส่งเขาเข้าชิงสมทบชายยอดเยี่ยมเวทีลูกโลกทองคำอย่าง Call Me By Your Name เขาก็รับบทเป็น โอลิเวอร์ ชายหนุ่มหน้าตาดีที่ใช้เวลาช่วงซัมเมอร์กับครอบครัวของศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยในอิตาลี

แฮมเมอร์ออกตัวเสมอมาว่าเขาพยายามรับบทที่หลากหลายและน่าสนใจสำหรับเขาเท่านั้น นั่นทำให้เขาปฏิเสธการไปออดิชั่น Fifty Shades of Grey (2015, แซม เทย์เลอร์-จอห์นสัน) ด้วยเหตุผลว่า “ไม่เอาน่ะ ยังกะหนังโป๊คุณป้า” และมุ่งมั่นหาบทที่เขารู้สึกว่ามันใช่สำหรับเขาจริงๆ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปก็คงเห็นว่าบทบาทที่แฮมเมอร์ได้รับนั้นกระจัดกระจายและแทบไม่ซ้ำเดิม ทั้งดราม่า, คอมิดี้ ไปจนถึงแอ็กชั่นระเบิดระเบ้อ เขาก็ผ่านมาหมดแล้ว

“ตอนอายุ 12 ผมอยู่ที่หมู่เกาะเคย์แมน นั่งดูหนังเรื่อง Home Alone (1990, คริส โคลัมบัส) แล้วมันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดในโลกแล้ว และนั่นแหละ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรักการแสดง” เขาเล่าอย่างเรียบง่าย

แต่กว่าจะมาจับงานแสดงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แฮมเมอร์ก็ต้องฝ่าฟันไม่น้อย เขาเล่าว่าก่อนหน้านี้ถูกเอเจนซี่เรียกไปแคสติ้งหนังหลายต่อหลายเรื่องเพื่อที่จะบอกให้เขา “อดทนรอ” และ “อดทนอีก จนกว่าค่ายหนังจะโทรศัพท์มายืนยันว่าได้บทจริงๆ” แต่นั่นก็แทบไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงขวบปีแรกๆ ที่เขาก้าวเข้ามาในวงการการแสดง และกว่าเขาจะได้รับบทเล็กๆ ในซีรีส์ทางโทรทัศน์ก็ราวเมื่อปี 2005 และไม่เคยได้บทที่ใหญ่ไปกว่านั้นเลย กระทั่งเมื่อฟินเชอร์มาเจอเขาและให้เขารับบทเป็นแฝด วินเคิลวอสส์ ใน The Social Network ที่กลายเป็นหนังแจ้งเกิดให้คนจำหน้าและชื่อเขาได้ไปโดยปริยาย

“เอเจนซี่โทรมาหาผม บอกว่า ฟินเชอร์กำลังจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ และผมก็ดีใจจนเนื้อเต้น บอกเขาไปว่าอยากมีส่วนร่วมในหนังบ้างจัง” แฮมเมอร์ว่า “ซึ่งโชคดีจริงๆ ที่ฟินเชอร์กำลังมองหาคนที่ดูเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องเป็นนักกีฬาและสูง 196 เซนติมเตร ผมงี้ตะโกนลั่นเลยว่า ‘ผมไง ผมสูง 196 เซนติเมตร!!’” เขาว่า และนั่นดูจะเป็นก้าวแรกในการเป็นที่จดจำ เพราะหลังจากนั้น เขาคว้าบทนำใน Mirror Mirror (2012, ทาร์เซ็ม ซิงห์) เป็นชายผจญทะเลทรายคู่กับ จอห์นนี เด็ปป์ จาก The Lone Ranger เรื่อยมาจนเป็นสายลับรัสเซียร่างยักษ์ขี้หงุดหงิดที่ต้องปะทะกับสายลับอเมริกัน (เฮนรี คาวิลล์ ที่แฮมเมอร์บอกว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนรักในชีวิตจริงของเขาเลย) ในหนังของริชชี ซึ่งก็ทำให้แฮมเมอร์ต้องวุ่นวายกับการปรับสำเนียงตัวเองให้เป็นสำเนียงอังกฤษ-รัสเซีย (ซึ่งเขาทำได้ดีทีเดียว) “ตอนนั้นเอเจนซี่โทรมาบอกผมว่า กาย ริชชีกำลังจะทำหนังเรื่องใหม่ แล้วผมตอบกลับไปแค่ว่า ตกลง แค่นั้นเลย”

Call Me By Your Name หนังที่ไม่เพียงจะกวาดคำชมและรายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทว่า มันยังทำในสิ่งซึ่งแฮมเมอร์โหยหามาตลอด นั่นคือภาพจำของการเป็นนักแสดงฝีมือ ซึ่งการันตีด้วยการเข้าชิงรางวัลสมทบชายหลากหลายเวที แถมเขายังออกปากว่าการได้ทำงานกับกัวดัญญีโนนั้นถือเป็นรางวัลใหญ่สำหรับเขายิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น “อันที่จริง ผมแทบไม่ค่อยได้แชร์อารมณ์ความรู้สึกกับผู้กำกับเท่าไหร่ และแทบไม่เคยคิดว่าผู้กำกับก็เป็นมนุษย์ที่ลุ่มลึกไปด้วยอารมณ์เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ผมมักเจอผู้กำกับที่เอาแต่บอกเราว่า ‘หุบปาก แล้วไปยืนตรงจุดที่มาร์คไว้ ทำงานของมึงไปก็พอ’ แต่ลูกาไม่ใช่แบบนั้น ขณะที่กัวดัญญีโนเองเคยพูดถึงแฮมเมอร์ไว้ว่า “ผมอยากได้เขามาเล่นในหนังผมไม่ใช่แค่เพราะเขาดูดีแค่นั้นหรอก แต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนอ่อนไหวที่ผมว่ามีเสน่ห์มากๆ”

ความที่ Call Me By Your Name ถ่ายทำในอิตาลี ท่ามกลางชาวอิตาเลียน ทำให้แฮมเมอร์และ ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงร่วมในเรื่องซึ่งเป็นชาวอเมริกันเพียงสองคนตัวติดกันแทบทั้งวัน “บางทีเราก็ไม่รู้จะคุยกับใครหรือเล่นกับใคร ผมกับทิโมธีเลยแหง็กอยู่ด้วยกันทั้งวันแบบนั้นกลางซัมเมอร์ในอิตาลี” แฮมเมอร์กล่าวถึงชาลาเมต์อย่างเอ็นดู

และในรอบปีที่ผ่านมา แฮมเมอร์ยังไปอยู่ในหนังคนผิวสีเก็งรางวัลอย่าง Sorry to Bother You (2018, บูตส์ ไรลีย์) ที่เขารับบทเป็นคนขาวจอมโฉดและเป็นสามีของนักกฎหมายสาวสุดแกร่ง On the Basis of Sex (2018, มีมี ลีเดอร์) และนับจากนี้ ดูเหมือนแฮมเมอร์จะปรากฏตัวในหนังที่ลุ่มลึกและเรียกร้องพลังทางการแสดงจากเขามากขึ้น ทั้งการที่เปิดประตูสู่บทบาทใหม่ๆ, การล้างภาพจำการเป็นนักแสดงขายหน้าตา ไปจนถึงการได้ลองร่วมงานกับผู้กำกับที่เห็นบางสิ่งบางอย่างฉายประกายออกมาจากตัวเขา จนนับว่าแฮมเมอร์ได้เดินทางมาไกลจากการเป็น ‘แฝดนรก’ ในหนังของฟินเชอร์ที่หลายคนจำหน้าเขาแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ มาสู่การเป็นนักแสดงงานชุกที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูดในนาทีนี้