Oh My Venus So Ji-sub The Battleship Island โซจีซบ

‘ผมไม่ได้อยากเป็นคนดังอะไรหรอก’ โซจีซบ หนึ่งในคนดังที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีใต้

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘ผมไม่ได้อยากเป็นคนดังอะไรหรอก’ โซจีซบ หนึ่งในคนดังที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีใต้

ปี 2004 ภายหลังจากซีรีส์ I’m Sorry, I Love You ออกฉายเพียงไม่กี่ตอน ผู้คนก็จดจำนักแสดงหนุ่มรูปร่างผอมสูง แววตาเอาเรื่อง ในบทของ ชาโมฮยอค ชายหนุ่มที่แม่ทอดทิ้งไปตั้งแต่เด็กและถูกครอบครัวต่างชาติรับไปเลี้ยง ก่อนที่ชีวิตจะเต็มไปด้วยความบาดหมางจนเขาหนีออกจากบ้านกลายมาเป็นคนเร่ร่อนที่ถูกมองว่าเป็นกุ๊ย ก่อนชีวิตจะถีบส่งให้ได้ไปเจอแม่ที่เคยจากเขาไปกับหญิงสาวอีกคนที่เข้ามามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตอันแร้งไร้ของเขา

ตัวละครชาโมฮยอคไม่ได้อบอุ่น ตรงกันข้าม เขาก้าวร้าวและเต็มไปด้วยความทรงจำเลวร้ายเพราะรู้สึกเสมอว่าไม่มีใครต้องการ ในขณะเดียวกัน ในคราบของการเป็นคนข้างถนนไม่เอาอ่าว เขาก็ยังดูดีมากพอจะตรึงคนดูให้นั่งหน้าจอได้นานนับชั่วโมง และคนที่สวมบทบาทให้ตัวละครนี้สมบูรณ์แบบในแง่ของภาพลักษณ์และการแสดงคือ โซจีซบ ที่แจ้งเกิดเป็นพลุทันทีภายหลังจากปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ อีกสิบปีหลังจากนั้น จีซบกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ ยาวนานมาจนทุกวันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน จีซบเองคงไม่เชื่อว่าเด็กชายนักกีฬาว่ายน้ำที่ชีวิตมีแต่การฝึกซ้อมอย่างเขาจะกลายมาเป็นคนดังระดับประเทศได้ เขาเล่าว่าเขาเป็นเด็กเก็บเนื้อเก็บตัวและพูดน้อย (อันที่จริง สังเกตได้ว่าบุคลิกแบบนี้ก็ยังปรากฏอยู่ในตัวตนปัจจุบันของเขา) และใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นอยู่ในสนามกีฬา อย่างไรก็ดี ความทรงจำระหว่างจีซบกับการว่ายน้ำนั้นไม่สวยงามนักแม้เขาจะฝีมือดีจนคว้ารางวัลระดับประเทศได้ก็ตาม จีซบบอกว่า “ผมต้องซ้อมหนักมากๆ ซ้อมทุกวัน เหมือนกับว่าชีวิตไม่มีอย่างอื่นเลย” หากจะมีสักอย่างที่ช่วยเยียวยาเขาจากความเหนื่อยล้าคือเพลงฮิปฮอปของ คิมซองแจ นักดนตรีชื่อดังของเกาหลีใต้

และซองแจนี่เองที่เป็นเหตุผลสำคัญในการทำให้เด็กชายนักกีฬาว่ายน้ำผันตัวมาเข้าวงการ เมื่อในปี 1995 แมวมองไปคว้าตัวจีซบ -ซึ่งรูปร่างสูงโปร่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน- มาเป็นนายแบบกางเกงยีนส์ จีซบที่ไม่สันทัดเรื่องการถ่ายรูปหรือเข้าหาคน ก็กระโดดตกปากรับคำทันทีแค่เพราะว่าในเวลานั้น คิมซองแจเป็นนายแบบเสื้อผ้าเหมือนกัน “ผมไม่ได้อยากเป็นคนดังอะไร ไม่เคยสนใจด้วย” จีซบบอกเรียบๆ “ทั้งชีวิตผมมีแค่การว่ายน้ำกับดนตรีฮิปฮอป ที่มาถ่ายแบบนี่ก็เพราะอยากเจอคุณคิมเขาบ้างเท่านั้นเอง และอีกอย่างคือเพราะว่าวงการนี้มันหาเงินได้ง่ายดี” (น่าเศร้าอย่างมากว่า ปลายปีนั้น คิมแจซองเสียชีวิตในบ้านพักอย่างเป็นปริศนา ทั้งจีซบและชาวเกาหลีใต้จึงไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงจากเขาอีกเลย) 

แต่กว่าจีซบจะได้แสดงซีรีส์และภาพยนตร์จริงๆ ก็กินเวลาหลังจากนั้นอีกหลายปี เขาถูกจับตามองพอสมควรจาก We Are Dating Now (2002) ด้วยการรับบทเป็นหนุ่มข้างบ้านปากไวในซีรีส์โรแมนติก-คอมิดี้ และซีรีส์พีเรียต Thousand Years of Love (2003) 

What Happened in Bali (2004) ซีรีส์ดราม่าที่จีซบรับบทเป็น คังอินวุค หนุ่มบ้านจนที่แฟนสาวบอกเลิกเพื่อไปแต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มไฮโซ เพื่อจะบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย เขากับ(อดีต)แฟนจึงออกเดินทางมายังบาหลีด้วยกันและพบว่า พ่อหนุ่มไฮโซดันหึงหวงและตามมาเซอร์ไพรซ์กระทันหัน จนพวกเขาต้องถูลู่ถูกังไปบาหลีกันทั้งสามคน ภายใต้การทำทัวร์ของ ลีซูจุง (ฮาจีวอน) ที่ก็ไม่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มลูกทัวร์ของเธอกันแน่ และหากว่าบทชายคนจนคือปฐมบทที่ทำให้จีซบเริ่มถูกจดจำจากบทคนสุ้ชีวิตและกร้านแกร่ง การเป็นชาโมฮยอคใน I’m Sorry, I Love You ก็ดูจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเพราะมันได้กลายเป็นซีรีส์ที่นิยมไปทั่วทั้งเกาหลีใต้และขยายไปในอีกหลายประเทศ จีซบแจ้งเกิดเป็นนักแสดงหนุ่มมาดเท่ที่หลายคนหลงใหลจนในเวลาต่อมา จีซบก็บอกว่านี่อาจนับเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาเลยก็เป็นได้

แต่จีซบไม่ยึดกับบท ‘คนเถื่อนมาดเท่’ นัก หลังจากนั้นเขารับบทเป็นคู่พี่น้องผู้ปวดร้าวจาก Cain and Abel เป็นเทรนเนอร์รูปหล่อที่ส่งให้เขาเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่หญิงสาวคลั่งไคล้ใน Oh My Venus และเป็นชาวเกาหลีที่บอบช้ำสุดขีดระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตัวเอง และนำชาวเกาหลีไปทำงานขุดถ่านหินจนล้มตายเป็นจำนวนมากใน The Battleship Island (2017, รยูซึงวาน) ที่จีซบรับบทเป็นหนึ่งในชาวเหมือง สะบักสะบอมและกัดฟันเอาชีวิตรอดอย่างดุเดือดตลอดสองชั่วโมงของหนัง และกลับมาในหนังโรแมนติกสุดขีดอย่าง Be with You (2018, ลีจางฮุน) ที่เขารับบทเป็นชายหนุ่มที่คนรักมาตายจาก หากแต่หลังจากนั้นหนึ่งปี เขาพบหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนคนรักทุกระเบียดนิ้ว หากแต่เธอจำอะไรไม่ได้เลย

ไม่แปลกที่จีซบจะรับบทบาทหลากหลาย ทั้งยังไม่ค่อยมีงานแสดงบ่อยเท่าไหร่หากเทียบกับชื่อเสียงของเจ้าตัว เหตุผลของมันนั้นไม่ซับซ้อน “ผมอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาสัก 20 ปีได้แล้วมั้ง ผมเลยยิ่งระมัดระวังเวลาเลือกบทอะไร” เขาอธิบาย “ตอนยังเด็กก็ไม่คิดเยอะขนาดนี้หรอกเพราะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมอาจจะมีหวนคิดถึงบทหนังเรื่องเก่าๆ ที่เคยแสดงบ้างแต่ก็ไม่เคยนึกเสียดายอะไรที่ได้สวมบทบาทนั้น ผมไม่เคยอยากกลับไปแก้ไขชีวิตตัวเอง มีนึกถึงเรื่องเก่าบ้างแต่ไม่ได้อยากกลับไปเปลี่ยนแปลง เพราะผมก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากเรื่องเหล่านั้นเหมือนกัน ผมเลยมักคิดถึงเรื่องอนาคตมากกว่าเพราะเชื่อว่าตัวเองน่าจะตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วน่ะ

“ผมยังเป็นโซจีซบคนเดิม แต่พอเปลี่ยนบทหนังใหม่ๆ ผมก็เปลี่ยนบุคลิกไปเรื่อยๆ แต่ถ้าวันนึงผมรับแต่บทบาทเดิมๆ เรื่อยไป มันก็จะกลายเป็นงานประจำไปในที่สุด ผมถึงต้องระวังเรื่องการรับบทยังไงล่ะ บางครั้งก็ประหม่าและสงสัยว่าตัวเองกำลังมาถึงขีดสุดแล้วหรือยัง ก็เลยสร้างกฎขึ้นมาว่าจะไม่รับบทคล้ายๆ เดิมติดกัน เพราะไม่งั้นมันจะเริ่มน่าเบื่อละ”

และจีซบก็ยังคงเป็นจีซบคนเดิมที่อยู่ในสนามกีฬา เขาสุภาพ พูดน้อยและเก็บเนื้อเก็บตัวจนหลายคนอกความเห็นว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับโลกแห่งแสงสีอย่างอุตสากรรมบันเทิงไม่น้อย “ประเด็นคือยิ่งผมอยู่ในวงการนี้นานเท่าไหร่ ผมยิ่งเครียดกับการแสดงมากขึ้นเท่านั้น ตอนเข้ามาแสดงใหม่ๆ ยังรู้สึกสนุกกับมันได้มากกว่านี้อีก แต่พอยิ่งมีประสบการณ์กลับยิ่งประสาทเสีย

“ถ้าต้องบอกตัวเองในอดีตสักอย่างนะ ผมจะบอกจีซบคนนั้นว่า เดี๋ยวนายได้เจอเรื่องโหดหินแหงๆ! แต่นายจะทำงานหนักมากพอจนผลสำเร็จงอกงามในที่สุดแหละ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ตัวผมในอดีตหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าสถานการณ์ยากลำบากหรอกนะครับ ผมจะบอกตัวเองว่า ทำงานให้หนักเข้าไว้ และไม่มีคำแนะนำไหนดีไปกว่านี้แล้วล่ะ!”