IT Nintendo Shadow of the Colossus ไวแอตต์ โอเลฟฟ์

Nintendo, Shadow of the Colossus และอีกสารพัดเกมของ ไวแอตต์ โอเลฟฟ์ แห่ง The Losers’ Club

Home / bioscope, Bioscope focus / Nintendo, Shadow of the Colossus และอีกสารพัดเกมของ ไวแอตต์ โอเลฟฟ์ แห่ง The Losers’ Club

ไวแอตต์ โอเลฟฟ์ เพิ่งจะอายุครบ 16 ปีไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (และมีเป้าหมายหลักคือการสอบใบขับขี่ให้ผ่าน!) เติบโตจากการเป็น ปีเตอร์ ควิลล์ ในวัยเด็กจาก Guardians of the Galaxy (2014, เจมส์ กันน์) และกำลังจะเป็นวัยรุ่นที่โตมากกว่าบทแจ้งเกิดของเขาอย่าง สแตนลีย์ เด็กชายชาวยิวเจ้าระเบียบจาก It (2017, แอนดี มูชิเอตติ) ไปพร้อมๆ กันนี้ เขายังทำช่องยูทูบเพื่อลงคลิปวิดีโอขำขันที่เขาถ่ายเล่นกับเพื่อน และเป็นนักสตรีมมิ่งเกมตัวยงที่เราอยากชวนทุกคนไปรู้จักเขาในบทบาทนี้กัน

โอเลฟฟ์รู้ตัวว่าอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบ เขารบเร้าขอแม่ให้พาไปออดิชั่นแต่ได้รับการปฏิเสธเพราะพวกเขาอยู่ที่ชิคาโก้ ความหวังของเด็กชายโอเลฟฟ์เป็นจริงขึ้นมาในอีกสองปีเมื่อครอบครัวย้ายมายังแอลเอ แม่ของเขาก็ยอมใจอ่อนพาเขาไปออดิชั่นรับบทหนังต่างๆ ซึ่งกว่าที่เขาจะได้แสดงจริงๆ ก็ในอีกสองสามปีหลังจากนั้นด้วยการปรากฏตัวในซีรีส์ออกฉายทางโทรทัศน์ Animal Practice (2012) ก่อนจะดังระเบิดจากการรับบทเป็นปีเตอร์ ควิลล์วัยเด็ก กับฉากเปิดเรื่องที่เขานั่งฟังเพลงยุค 80 จากตลับเทปเก่าๆ ก่อนจะถูกเรียกไปยืนข้างเตียงของแม่ผู้ป่วยหนัก ฟังแม่สั่งเสียและมองดูหล่อนจากเขาไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้ และกลายเป็นปฐมบทแรกของการเติบโตของซูเปอร์ฮีโร่ปากไวที่หลงใหลในดนตรีจากจักรวาลมาร์เวล (ตอนโตรับบทโดย คริส แพร็ตต์)

โอเลฟฟ์มองย้อนกลับไปยังการแสดงที่แจ้งเกิดเขาเรื่องนั้น การปรากฏตัวเพียงห้านาทีในหนังยาวสองชั่วโมงกินเวลาการถ่ายทำนานอยู่สามวัน “การรับบทเป็นปีเตอร์ ควิลล์ยังเด็กมันยากเหมือนกันนะครับ เพราะตามบทมันต้องร้องไห้เยอะมากและผมมีเวลาถ่ายแค่สามวันกับการแสดงออกถึงสภาพจิตใจของเด็กสิบขวบ บทมันสะเทือนอารมณ์มากเลยนะครับและเป็นสามวันที่ต้องร้องไห้หนักมากๆ”

แต่บทที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากจริงๆ คือ สแตนลีย์ เด็กชายชาวยิวผมหยิกและเจ้าระเบียบของกลุ่มขี้แพ้ใน It ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่คาแร็กเตอร์ดูเด่นชัดไปเสียทุกคน สแตนลีย์ค่อนข้างเงียบและไม่ค่อยแสดงออกนัก เขามีอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) และหวาดกลัวรูปผู้หญิงที่แขวนอยู่ในห้องทำงานของพ่อที่เป็นแรบไบ ก่อนที่ความกลัวนั้นจะยิ่งฝังรากลึกลงในจิตสำนึกเขาเมื่อหล่อน ‘กัด’ ใบหน้าเขาจมหายไปในเขี้ยวและทำให้เขาฝังใจกับประเด็นนี้จนเติบใหญ่มาถึง IT Chapter Two (2019, มูชิเอตติ) เมื่อสแตนลีย์ในวัยผู้ใหญ่ (แอนดี บีน) ยังคงทุกข์ทนกับอาการ OCD และสภาพชีวิตแต่งงานผุพัง ตัดสินใจ ‘หนีปัญหา’ ด้วยการไม่กลับไปเผชิญหน้ากับเพนนีไวส์และผู้หญิงในภาพนั้นอีกตลอดกาล

ฉากเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นอาการ OCD ของสแตนลีย์คือเมื่อเขาช่วยเพื่อนๆ ทำความสะอาดห้องที่เปื้อนคราบเลือดของ เบฟ (โซเฟีย ลิลลิส) เพื่อนสาวในกลุ่ม สแตนลีย์เป็นคนเดียวที่ค่อยๆ เช็ดเลือดออกจากหน้าต่างอย่างเป็นระเบียบ และฉากที่ทุกคนทิ้งจักรยานไว้กลางถนน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ค่อยๆ จอดมันอย่างตั้งใจและออกวิ่งตามเพื่อนๆ “แอนดีตะโกนบอกพวกเราว่า ‘ทิ้งจักรยานแล้ววิ่งเลย!’ แล้วทุกๆ คนก็ทิ้งจักรยานไว้ตรงนั้น แต่อยู่ดีๆ ผมก็คิดว่า ‘ไม่ล่ะ สแตนลีย์ไม่มีทางทิ้งจักรยานแบบนั้นแน่’ ก็เลยตั้งขาตั้ง มันเป็นเหมือนสัญชาติญาณที่พรวดเข้ามาในหัวมากกว่า” โอเลฟฟ์ว่า “แล้วแอนดีก็ชอบมากๆ เลยฮะ”

และนอกเหนือจากการแสดง สิ่งที่โอเลฟฟ์หลงใหลอย่างมากคือการเล่นเกม เขาถึงขั้นสตรีมผ่าน Twitch เว็บไซต์สตรีมมิ่งเกม และเปิดแอคเคาต์ยูทูบเพื่อรีวิวแพ็กเกจเกมใหม่ๆ ที่ส่งมาถึงบ้าน และเท่าที่เราดู โอเลฟฟ์ไม่ใช่นักเล่นเกมที่หัวร้อนนัก เขามักใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มของการสตรีมมิ่งนั่งเล่นเกมอย่างเงียบๆ และจริงจัง โดยเฉพาะเกม Shadow of the Colossus -ตัวละครต้องออกปฏิบัติภารกิจสังหารยักษ์ให้ครบ 16 ตัวเพื่อฟื้นคืนชีพให้คนรัก- โอเลฟฟ์นั่งเล่นเกมนี้อย่างอดทนนานหนึ่งชั่วโมงเต็มโดยแทบไม่ได้พูดอะไร หรือวิดีโอเกม Dark ที่เขาถล่มศัตรูอยู่คนเดียวหกสิบนาทีและพึมพำเงียบๆ หน้าจอไม่กี่คำ (อาจจะบ่นพึมพำมากที่สุดว่า ‘บ๊องชะมัด’ ตอนโดนตัวร้ายฆ่าตายอนาถกลางเกม) แถมล่าสุดยังเปิดกล่องรีวิวเกมจากค่ายนินเทนโดลงยูทูบให้ได้ดูกันด้วย

“ผมเล่นเกมเยอะมากๆ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองพร้อมจะทุ่มเทให้มันเสมอ” เขาว่า “ผมเล่นแบบจริงจังซะจนสงสัยว่ามันอาจทำให้ผมเรียนไม่เก่งก็ได้นะ (หัวเราะ) ขอโทษครับแม่ แต่ผมพยายามแบ่งเวลาและมีวินัยกับมันอยู่นะ แต่ผมเล่นเกมเยอะแหละโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะหลังๆ เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมโปรดที่สุดของผมเลย บางทีก็ลากเอาเพื่อนๆ มาเล่นด้วยกัน”

อย่างไรก็ดี บทที่น่าจับตาของโอเลฟฟ์นับจากนี้ไปเห็นจะเป็นบท สแตนลีย์ (อีกแล้ว) ในซีรีส์ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์ I Am Not Okay with This “ผมว่าตัวละครนี้เป็นพวก ‘ไม่เจ๋งแต่ดันดูเจ๋ง’ ประมาณนั้น สแตนลีย์ไม่สนใจเลยว่าคนอื่นจะมองเขายังไง ก็เลยแต่งตัวตามที่อยากแต่ง พูดอย่างที่อยากพูด ทำอย่างที่อยากทำ ผมชอบที่ได้แสดงเป็นตัวละครแบบนี้นะ แล้วเขาก็เป็นคนตลกหน่อยๆ ด้วยเพราะทำตัวป่วนไปทั่ว และนี่แหละมั้งที่ผมคิดว่าเหมือนผมนิดหน่อย” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี