Prisoners Sicario เดอนีส์ วิลล์เนิฟ

ชำแหละด้านมืดด้วยความรุนแรงอันเดือดดาล: กฎการทำหนังของ เดอนีส์ วิลล์เนิฟ

Home / Art of Storytelling, bioscope, Bioscope focus / ชำแหละด้านมืดด้วยความรุนแรงอันเดือดดาล: กฎการทำหนังของ เดอนีส์ วิลล์เนิฟ

ในอดีต สมัยที่เขายังอยู่ไฮสกูล เขาคือนักเรียนที่ทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้อย่างเยี่ยมยอดจนทุกคนคาดหวังว่าในอนาคต เมื่อเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เจ้าหนูคงจะลงทะเบียนเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์สักสาขาหนึ่งในแคนาดาอันเป็นบ้านเกิด หากแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในค่ำวันหนึ่งเมื่อเขา -ในวัยเพียง 14 ปี- ซื้อตั๋วหนังจากโรงเล็กๆ แถวบ้าน ก่อนที่พลังของสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner (1982) ฝีมือการกำกับของ ริดลีย์ สก็อตต์ จะโถมกระหน่ำเข้าใส่เจ้าหนูจนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตราตรึงอยู่ในใจเขานับแต่นั้น

จนเมื่อเขาโตขึ้นและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก่อนจะจรดปากกาลงทะเบียนเรียนวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีมาเสมอ พลังจากหนังของสก็อตต์ที่เคยดูในวัยเด็กกลับหักเหเส้นทางให้เขาหันไปลงเรียนในศาสตร์ภาพยนตร์แทน และนั่นคือจุดกำเนิดของ เดอนีส์ วิลล์เนิฟ ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส-แคนาดาที่ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลและมีเส้นทางการทำหนังอันมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างที่สุดคนหนึ่ง

วิลล์เนิฟเคยเล่าถึงความรุนแรงที่เขาสัมผัสได้ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ใช่การดวลกำปั้นหรือการสาวหมัดใส่กัน แต่เป็นกิจกรรมล่าเป็ดอันเรียบง่ายของคนในหมู่บ้าน “ตอนนั้นตีสามได้ ผมนั่งเรือลำเล็กๆ เห็นหมอกเรี่ยลงบนผิวน้ำขณะหมอบรออยู่ในกกไม้กับพวกผู้ใหญ่ ที่นั่นมืดสนิทและเงียบกริบ แล้วจากนั้น ความรุนแรงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า คือเสียงคำรามของปืนที่ดังสนั่น ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้สักครั้งเหมือนกัน” และนั่นเองที่อาจเป็นรากของการขุดลึกลงไปสำรวจความมืดหม่นและชำแหละบาดแผลในฐานะมนุษย์ที่รายล้อมด้วยความรุนแรงและคาวเลือดในหนังของเขา

เล่าเรื่องความรุนแรงอันเดือดดาล

หนังของวิลล์เนิฟนั้นมีจุดเด่นที่ปฏิเสธไม่ได้คือความรุนแรงอันเป็นเสมือนบรรยากาศหลักในหนัง แม้เขาจะเคยให้สัมภาษณ์อย่างจริงจังว่าเขานั้นไม่ได้ชื่นชอบความรุนแรงเป็นการส่วนตัวหรอกนะ หากแต่สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้ความรุนแรงต่างหาก “ผมเกลียดความรุนแรงนะ และมันจะมีความหมายก็ตอนที่คุณเห็นผลกระทบของความรุนแรงนั้นที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ” วิลล์เนิฟบอก “ผมสนใจเรื่องผลกระทบนี่แหละ และก็ไม่ได้อยากทำหนังที่โชว์ความรุนแรง ผมเคยพูดคุยกับคนที่ยังเจ็บปวดจากความชอกช้ำหลังสงคราม พอผมใช้ความรุนแรงเพื่อเล่าเรื่องในหนังตัวเองมันจึงเป็นวิธีแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและผลกระทบของมันน่ะ”

หนังของเขาจึงมักเกริ่นนำด้วยเสียงปืนก้องกังวานหรือการใช้กำลังอันทารุณ แล้วจึงตามมาด้วยความบอบช้ำที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทั้งกระบวนการปราบปรามเจ้าพ่อยาเสพติดอันกราดเกรี้ยวใน Sicario (2015) ที่ภายหลังเราได้เห็นความแตกสลายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคนนอกที่เข้าไปผจญโลกร้ายแรงภายหลังการบุกถล่มเครือข่ายยาเสพติดใหญ่ในเม็กซิโก หรือแม้แต่ย้อนกลับไปยัง Maelström (2000) ผลงานกำกับลำดับที่สองของวิลล์เนิฟที่ว่าด้วยนักธุรกิจหญิงจิตตกที่ดันไปรักลูกชายวัยหนุ่มของชายที่เธอฆ่าไปโดยอุบัติเหตุ หนังสำรวจภาวะจิตใจล่มสลายและความสับสนของตัวละครที่เกิดขึ้นภายหลังความรุนแรงนั้น เช่นเดียวกันกับ Prisoners (2013) เมื่อผู้เป็นพ่อ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) ต้องสติแตกสุดขีดภายหลังพบว่าลูกสาววัยหกขวบของตนหายตัวไป หนำซ้ำนักสืบ (เจค จิลเลนฮาล) ก็ดูสืบสาวราวเรื่องอะไรไม่ได้ ทางออกจึงถูกบีบให้เหลือเพียงลงมือออกล่าคนร้ายด้วยตัวเอง คู่ขนานไปกับการใช้กำลังและสภาวะจิตใจแตกสลายของคนทุกฝ่ายในเรื่อง

ขุดด้านมืดของมนุษย์อันแสนเลือดเย็น

“เราต่างก็มีบุคลิกซับซ้อนหลากหลายซ่อนอยู่ข้างในตัวด้วยกันทั้งนั้น” วิลล์เนิฟกล่าว

จากใน Prisoners เราต่างหวาดผวาไปกับฮิวจ์ แจ็คแมนในฐานะ ‘พ่อผู้บ้าคลั่ง’ วิลล์เนิฟค่อยๆ งัดแงะเอาความดิบเถื่อนของชายวัยกลางคนที่ลูกสาวตัวน้อยหายสาบสูญได้อย่างยะเยือกด้วยการให้คนดูรู้จักตัวละครผ่านบทบาทชายผู้วิตกกังวลอันเป็นธรรมชาติของคนที่กำลังเผชิญปัญหาหนัก ก่อนที่ทุกอย่างจะผลักให้สิ่งที่ดูจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนเป็นแรงขับให้เขาลงมือสืบหาความจริงอย่างเลือดเย็นและรุนแรง หรือแม้แต่ Sicario ที่การคลายปมบนโต๊ะอาหาร -อันเป็นฉากขึ้นชื่อของหนัง- นั้นกลายเป็นการคลี่ให้เห็นความเลือดเย็นในตัวมนุษย์อย่างถึงแก่น เสียจนเรารู้สึกว่าภายใต้น้ำเสียงนิ่งเนิบและใบหน้าเรียบเฉยของ อเลฆันโดร (เบเนซิโอ เดล โตโร) ขณะเฝ้ามองดูคนอีกฝั่งปลายโต๊ะนั้น น่าสยดสยองมากยิ่งกว่ากระสุนทุกนัดที่เขาลั่นมาตลอดทั้งเรื่องเสียอีก เพราะมันคือหลักฐานว่ามนุษย์นั้นสามารถเย็นชาต่อกันได้ถึงขนาดไหน ซึ่งวิลล์เนิฟถ่ายทอดฉากนี้ด้วยการค่อยๆ หรี่เสียงสกอร์หนังลงจนเหลือเพียงความเงียบสงัด และไดอะล็อกยาวเหยียดของเดล โตโรเท่านั้น

Polytechnique (2009) ว่าด้วยเหตุการณ์สังหารหมู่ในมอนทรีออลปี 1989 หนังทั้งเรื่องถูกถ่ายเป็นภาพขาวดำ และแทบไม่อธิบายเหตุผลที่แท้จริงของการลงมือสังหารในครั้งนี้ คนดูถูกทิ้งไว้ให้อยู่กับความคลุมเครือเช่นเดียวกับตัวละครที่ตกอยู่ในฐานะเหยื่อที่โรงเรียน และด้วยความไม่รู้เช่นนี้นี่เองที่ยิ่งขับให้มือสังหารนั้นน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

 

ดนตรีประกอบโหมความคลั่ง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โลกเพิ่งจะสูญเสียคอมโพเซอร์ที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูดไป เขาคือ โยฮันน์ โยฮันน์สสัน คอมโพเซอร์หนังชาวไอซ์แลนด์ที่ร่วมงานกับวิลล์เนิฟมาหลายเรื่อง และวิลล์เนิฟเคยกล่าวถึงเขาว่าโยฮันน์สสันนั้น “คือหนึ่งในคอมโพเซอร์ที่ผมชอบที่สุด เขาเป็นศิลปินที่ทรงพลังมากๆ”

Prisoners, Sicario และ Arrival (2016) คือผลงานที่โยฮันน์สสันร่วมทำกันกับวิลล์เนิฟ แรงสั่นสะเทือนของความกราดเกรี้ยวจากพ่อผู้บ้าคลั่ง มาจนถึงวันและคืนแสนเดือดของกลุ่มถล่มแก๊งค้ายาในเม็กซิโกจึงเป็นฝีมือการออกแบบเสียงในหนังของโยฮันน์สสัน หากแต่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ Arrival หนังที่ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลกของวิลล์เนิฟ และมนุษย์บนโลกต้องหาทางสื่อสารกับผู้มาเยือนด้วยการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา (เอมี อดัมส์) ไปพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาวให้ได้ ซึ่งวิลล์เนิฟเปิดโอกาสให้โยฮันน์สสันได้โหมสกอร์เต็มที่ตามต้องการ และเสียงเหล่านี้นี่เองที่ยิ่งขับเน้นความ ‘เป็นอื่น’ ของทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก

Blade Runner 2049 (2017) คือหนังอีกเรื่องของวิลล์เนิฟที่ได้ ฮานส์ ซิมเมอร์ และ เบนจามิน วอลล์ฟิสช์ มาทำสกอร์ให้ ความยิ่งใหญ่อลังการของเสียงประกอบช่วยขับเน้นความเวิ้งว้างของโลกอนาคตที่มนุษย์และเหล่ามนุษย์เทียม (Replicant) ต้องเผชิญ และวิลล์เนิฟก็ใช้สกอร์เหล่านี้เพื่อสร้างบรรยากาศความกดดันให้ทั้งตัวละครและคนดู

 

งานด้านวิช่วลโคตรทรงพลัง

ตัวละครของวิลล์เนิฟนั้นมักเป็นเหล่าผู้คนที่ซับซ้อนและสร้างความรู้สึกให้คนดูไม่อาจวางใจได้ ไม่ว่าจะตัวนักสืบแห่ง Prisoners หรือศาสตราจารย์หนุ่มจาก Enemy (2013) ซึ่งดูจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับกรณีนี้

หนังว่าด้วย อดัม เบลล์ (เจค จิลเลนฮาล) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยที่วันหนึ่งพบว่ามีนักแสดงชายคนหนึ่งหน้าตาเหมือนเขาทุกระเบียดนิ้ว และเมื่อทั้งสองนัดมาพบกัน บรรยากาศความหลอนเฮี้ยนและคุกคามในหนังก็ระเบิดขึ้นโดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยคำพูดใด ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากสกอร์ที่ค่อยๆ ทวีความดัง บวกรวมกับงานภาพที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อาจไว้วางใจตัวละครใดในเรื่องได้เลย แม้แต่เมียรักท้องแก่ของอดัมที่เฝ้ามองเขาอย่างเงียบเชียบมาโดยตลอด วิลล์เนิฟใช้มุมกล้องไล่แทนสายตาของเธอที่จับจ้องไปยังสามีด้วยความสงสัยใคร่รู้ และนั่นทำให้เรา -ซึ่งเป็นคนดู- ไม่วายรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องและหวาดระแวงชายหนุ่มคนนี้ไปด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่งานภาพโดดเด่นและเป็นที่พูดถึงอย่างมากคือ Blade Runner 2049 โดยเฉพาะเมื่อมันส่งให้คุณลุง โรเจอร์ เดียกินส์ ผู้กำกับภาพคู่บุญของวิลล์เนิฟคว้ารางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมมาได้หลังเข้าชิงมาแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้งถ้วน ซึ่ง Blade Runner 2049 คือผลงานที่พิสูจน์ฝีมือของเดียกินส์และไอเดียการออกแบบวิช่วลของวิลล์เนิฟได้เป็นอย่างดี ด้วยภาพของโลกอนาคตเสื่อมสลาย ตัวละครผู้เปราะบาง และเวิ้งทะเลทรายแห้งแล้งที่ยิ่งขับให้ตัวละครโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นไปอีก

 

ใช้สีหม่นเทาที่เล่าเรื่อง

สีในหนังของวิลล์เนิฟนั้นมักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอว่าโดดเด่นและเล่าเรื่องได้ราวกับเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง นับตั้งแต่หนังเรื่องแรกของเขาอย่าง August 32nd on Earth (1998) ที่ว่าด้วยชายหนุ่มคนหนึ่งตกปากจะดูแลลูกของเพื่อนสาวแม้ว่าตัวเขาจะมีคนรักอยู่แล้ว หนังเล่าด้วยโทนสีสดใส กระทั่งเมื่อตัวละครตัดสินใจเดินทางไปยังทะเลทรายที่สีของหนังหม่นทึมขึ้นเรื่อยๆ ขับเน้นความรู้สึกมืดมนของตัวละคร และ Prisoners ที่ใช้สีดิบๆ และเย็นชาเพื่อเน้นบรรยากาศแห้งแล้งในเพนซิลเวเนีย สถานที่เกิดเหตุในหนัง ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการคุกคามและบ้าคลั่งของตัวละครผู้ตามหาลูกสาวกับนักสืบที่เค้นทุกสิ่งที่มีเพื่อโยงใยทุกเบาะแสเข้าด้วยกัน

Enemy คือหนังอีกเรื่องที่โดดเด่นเรื่องการใช้สีของวิลล์เนิฟ เขาห่อคลุมหนังทั้งเรื่องด้วยหมอกสีเหลืองที่สร้างความรู้สึกอึดอัดชวนหายใจไม่ออกและไม่ชัดเจนของตัวละคร ทั้งยังช่วยขับให้เรื่องดูเหนือจริงมากขึ้นไปอีก ซึ่งสอดคล้องกับฉากจบอันเหวอแตกของหนัง

และด้วยหลักการทั้งห้าข้อนี้ ที่ทำให้วิลล์เนิฟกลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีลายเส้นชัดเจนที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย จนเราอยากรอพิสูจน์ลายเส้นของเขาอีกครั้งใน Dune หนังรีเมคปี 1984 ของเจ้าพ่อหนังเฮี้ยน เดวิด ลินช์ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จะเล่าเรื่องแบบไหนให้คนดูอย่างเราๆ คล้อยตามไปได้อีกครั้ง ซึ่งแม้หนังจะยังไม่มีกำหนดฉายแต่ดูเหมือนว่าการถ่ายทำกำลังเป็นไปด้วยดี ทางเราจึงได้แต่รอให้วิลล์เนิฟ ‘ปล่อยของ’ อีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อเท่านั้นเอง