Jennifer's Body Megan Fox Transformers เมแกน ฟ็อกซ์

ครบรอบ 10 ปี ‘วันแห่งการไม่มี เมแกน ฟ็อกซ์’ และการต่อสู้กับสื่ออันทรหดของนางจิ้งจอกสาว

Home / bioscope, Bioscope focus / ครบรอบ 10 ปี ‘วันแห่งการไม่มี เมแกน ฟ็อกซ์’ และการต่อสู้กับสื่ออันทรหดของนางจิ้งจอกสาว

เมแกน ฟ็อกซ์ นี่คือชื่อของนักแสดงหญิงผู้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘เซ็กซิมโบล’ ของฮอลลีวูดในศตวรรษที่ 21 เธอคือนางจิ้งจอกผู้ปรากฏตัวในบทบาทสาวร้อนร้ายยั่วยวน แจ้งเกิดสุดขีดจาก Transformers (2007, ไมเคิล เบย์) ในบทหญิงสาวหัวแข็งที่ตกหลุมรักหนุ่มเนิร์ดๆ ในหนังสงครามของหุ่นยนต์ ฉากที่เธอใส่ชุดเอวลอยแล้วก้มตัวเปิดกระโปรงรถเพื่อ ‘เช็คสภาพ’ คือภาพที่ตราตรึงในใจหลายๆ คนหลังออกจากโรงหนังอย่างแน่นอน ตอนนั้นนิตยสารทุกหัวพากันดึงเธอไปขึ้นปก แท็ปลอยด์ทุกฉบับมีชื่อของเธอพาดหัวเด่นหรา เธอคือสาวร้ายร้อนฉ่าคนใหม่ของฮอลลีวูด

น่าเศร้าที่หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ ชื่อของฟ็อกซ์ก็เป็นอันต้องจางหายไปจากหน้ากระดานของอุตสาหกรรมการแสดง อันเป็นทั้งความตั้งใจของเธอเองและการงัดข้อกับสื่อกระแสหลัก…

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น เราอยากชวนไปทำความรู้จักฟ็อกซ์และงานแสดงของเธอกันก่อน ด้วยผมดำ ตาสีฟ้าและแววตาซุกซน เธอถูกผู้กำกับที่ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเรียกให้ไปรับบทเป็นนักแสดงประกอบฉากเล็กๆ ในหนังแอ็กชั่นที่เขากำกับอย่าง Bad Boys II (2003) บทบาทของฟ็อกซ์ไม่มีอะไรมากนอกจากใส่บิกินี่และเต้น ตอนนั้นฟ็อกซ์เพิ่งอายุเพียง 15 ปี ถูกจับให้ใส่กางเกงในตัวจิ๋วกับหมวกคาวบอยและรองเท้าส้นสูงหกนิ้วเพื่้อเข้าฉากเป็นสาวนักดื่มในผับ แม้ทีมงานจะประท้วงว่าเธอยังเด็กเกินไปที่จะเข้าฉากนี้ “พวกเขาบอกเบย์ว่า ‘ไมค์ คุณรู้ใช่ไหมว่าหล่อนอายุแค่ 15 ฉะนั้นคุณจะยัดเธอใส่ฉากในบาร์ไม่ได้ แล้วก็ห้ามให้มีฉากเธอดื่มเหล้าด้วย'” ฟ็อกซ์เล่าในภายหลัง “เบย์แก้ปัญหาโดยการส่งฉันไปเต้นตรงน้ำตก เปียกซ่กไปทั้งตัว… แล้วนั่นคือฉันตอนอายุ 15 เพิ่งจะเรียนอยู่เกรดสิบ ทีนี้คุณเห็นหรือยังว่าเบย์เขาทำงานยังไง”

ลำพังบทเดียวนั้นก็แจ้งเกิดให้ฟ็อกซ์แบบเกินคาด นิตยสาร Los Angeles Times ถึงขั้นระบุว่าเธอคือ “เซ็กซ์ซิมโบลของจริงในศตวรรษที่ 21” และช่อง MTV บอกว่า “Transformers แจ้งเกิดฟ็อกซ์ในกระแสหลัก ทั้งยังสร้างเธอให้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางเพศในทันทีทันใดอีกด้วย” ปกนิตยสารที่เชิญเธอไปถ่ายแบบล้วนนิยามตัวตนของเธอด้วยคำว่า “เร่าร้อน” และ “ผู้หญิงที่สวยที่สุด” ทั้งยังติดอันดับ 100 สาวฮ็อตของนิตยสารเซ็กซี่ Maxim อีกด้วย ประกอบกันกับบุคลิกส่วนตัวของฟ็อกซ์ที่ห่างไกลจากคำว่าอ่อนหวานเรียบร้อย เธอตรงไปตรงมา โผงผางและดุเดือด นั่นยิ่งขับภาพลักษณ์ ‘สาวเซ็กซี่เร่าร้อน’ ของเธอให้แผดเผาไปทั่วฮอลลีวูด ปีต่อมา ฟ็อกซ์จึงปรากฏตัวอยู่ในบทเซ็กซี่ใน How to Lose Friends & Alienate People (2008, โรเบิร์ต บี ไวด์) กับ Transformers: Revenge of the Fallen (2009) ที่กลายเป็นชนวนความสัมพันธ์สุดท้ายระหว่างฟ็อกซ์และเบย์ เมื่อนักแสดงสาวทนไม่ไหวถึงขั้นออกมาให้สัมภาษณ์เปรียบผู้กำกับหนังกับผู้นำเผด็จการว่า “เบย์อยากจะเป็นฮิตเลอร์เสียเหลือเกิน… และเขาก็เป็นจริงๆ ด้วย!”

อาจเพราะที่ผ่านมาฟ็อกซ์รู้สึกว่าเบย์ปฏิบัติต่อเธอราวกับเธอไม่ใช่นักแสดง หน้าที่ของเธอมีแค่ทำตัวเซ็กซี่อยู่ในหนังซึ่งเธอรู้สึกว่านั่นไม่ใช่การแสดง เบย์ไม่ได้ต้องการความสามารถของเธอ เขาแค่อยากได้หน้าตาของเธอมาไว้ในหนัง “เขาเปิดโอกาสทางการแสดงให้ฉันก็จริงอยู่ แต่ฉันไม่ไหวแล้วที่จะอยู่ในหนังที่คนดูรู้สึกว่า ไม่เห็นจะมีการแสดงอะไรให้ดูเลย” จนเธอถูกปลดออกจากการเป็นนักแสดงนำในภาคต่อ Dark of the Moon (2011) ซึ่งเบย์ออกมาให้เหตุผลว่า “ก็แม่นั่นเองแต่จมอยู่กับโทรศัพท์ทั้งวัน เวลาคุณแสดงหนังคุณก็ต้องใส่ใจสิ” (อย่างไรก็ดี เบย์บอกว่า โปรดิวเซอร์หนังอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ออกปากเองว่าให้ “เอาฟ็อกซ์ออกไปซะ” หลังเธอออกมาพูดเรื่องฮิตเลอร์… นั่นเพราะสปีลเบิร์กเป็นคนยิวและรู้สึกว่านี่เป็นประเด็นอ่อนไหวเอามากๆ เสียจนไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกับใคร ส่วนสปีลเบิร์กบอกว่า ไม่ได้ไล่จ้า ไม่ได้ทำอะไรเล้ย)

อย่างไรก็ดี การแตกหักกับเบย์ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของฟ็อกซ์ เธอแสดงในหนังโคตรเผ็ดอย่าง Jennifer’s Body (2009, คารีน คุซามะ) ที่ว่าด้วยเรื่องของ เจนนิเฟอร์ (ฟ็อกซ์) สาวสวยที่ถูกบางอย่างสิงสู่และล่อให้ผู้ชายเข้ามาติดกับก่อนจะฆ่าพวกเขาทิ้ง จะมีก็เพียง นีดี (อะแมนดา เซย์ฟรีด) เพื่อนสาวคนสนิทเพียงคนเดียวที่เห็นว่าเจนนิเฟอร์แปลกไปนับตั้งแต่หายเข้าไปในป่าคืนนั้น

หนังคัลต์และเต็มไปด้วยประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ การล้างแค้นของผู้หญิงที่น่าสนใจมากๆ หนังดึงความเซ็กซี่และแรงดึงดูดทางเพศของฟ็อกซ์มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด น่าเสียดายที่ทีมมาร์เก็ตติ้งโปรโมตมันผิดที่ผิดทางด้วยการขายแต่เรือนร่างของฟ็อกซ์เสียจนละเลยประเด็นสำคัญของหนังจนในที่สุด มันก็กลายเป็นหนังไม่ทำเงิน (ก่อนที่ในเวลาต่อมา อีกหลายปีให้หลัง ผู้คนจะชื่นชมว่ามันเป็นหนังที่พูดถึงผู้หญิงและความรู้สึกกดทับได้อย่างดีทีเดียว) ตามมาด้วย Jonah Hex (2010, จิมมี เฮย์วาร์ด) ที่แป้กสนั่นจนฟ็อกซ์ถูกจำไปว่าเล่นแต่หนังไม่ทำเงิน

และดังที่เราเห็น นั่นคือช่วงเวลาที่ฟ็อกซ์ปรากฏตัวในหน้าสื่ออยู่บ่อยๆ กับภาพจำของสาวเซ็กซี่ จนเว็บไซต์ AskMen ออกมาคว่ำบาตรเธอด้วยเหตุผลที่ว่า “เราเบื่อเต็มทนกับการต้องเห็นเธอแก้ผ้าในทุกๆ สื่อแล้วโว้ย” แถมยังจัดตั้งงวันแห่งการไม่มี เมแกน ฟ็อกซ์ (A Day Without Megan Fox) ขึ้นมาด้วยการพร้อมใจกันไม่ลงข่าวใดๆ ของเธอ

หากแต่ฟ็อกซ์ก็ไม่ได้แยแส เธอเองไม่อยากถูกจดจำไปตลอดในฐานะนักแสดงสาวขายความเซ็กซี่เช่นกัน “ฉันคือคนที่ถูกจัดหมวดให้อยู่ในบทเซ็กซี่อย่างเดียว ไม่มีใครให้ความสนใจเลยว่าฉันแสดงหนังเป็นยังไงซึ่งมันคือหน้าที่ของฉันนะ” มิหนำซ้ำ ด้วยภาพลักษณ์แบบนี้มันยังส่งผลต่อภาพจำตัวตนที่แท้จริงของเธออีกต่างหาก “คนชอบเข้าใจไปเองว่าฉันเป็นพวกสำส่อน มันไม่ใช่นะ มันมีความแตกต่างอยู่ระหว่างการเป็นคนมีแรงดึงดูดทางเพศกับคนเอาไม่เลือก และฉันไม่ใช่คนเอาไม่เลือกแน่ๆ ฉันคือคนที่รักเดียวใจเดียวเสมอมา คือทั้งชีวิตนี่ฉันมีแฟนแค่สองคนเองนะ!”

ฟ็อกซ์จึงห่างหายจากการแสดงออกมาเอง เธอมีครอบครัว เลี้ยงลูก และอดทนต่อสู้กับสื่อมวลชนที่พยายามสร้างให้เธอกลายเป็น “ผู้หญิงสวยแต่หัวทึบ” เธอแค่ไม่สนใจ ตอกกลับบ้างเมื่อมีจังหวะ และเอาเข้าจริงๆ ก็ดูเหมือนไม่ได้ภูมิใจกับสถานะสาวเซ็กซี่แห่งยุคสมัยใหม่เท่าไหร่นัก “ไอ้คำนี้มันกัดกินตัวตนฉันจังเลย เวลาคนเจอฉัน พวกเขาไม่เห็นอะไรนอกจากคำว่าเซ็กซ์ มันกลายเป็นคำนิยามฉันไปแล้ว… ฉันเป็นแค่ภาพถ่าย เป็นแค่รูปเท่านั้น” จนในที่สุด ผู้คนก็ตระหนักว่า ฮอลลีวูดไม่ได้ทอดทิ้งฟ็อกซ์ แต่เป็นฟ็อกซ์ต่างหากที่ตัดสินใจเดินออกมาเองอย่างไม่แยแส

และตลอดเวลาที่ผ่านมา บทบาทดีๆ ที่เรียกร้องทักษะการแสดงหนักๆ จะยังไม่ตกมาถึงมือของฟ็อกซ์นัก หากแต่เธอก็พาตัวเองไปรับบทที่ไม่ขายเซ็กซี่เลยสักนิด -เป็นบทแรก- จนได้อย่าง Teenage Mutant Ninja Turtles (2014, โจนาธาน ลีเบสแมน) แถมด้วยภาคต่อ Out of the Shadows (2016, เดฟ กรีน)

ก่อนนี้เธออาจจะหายไปนานเพื่ออยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว เลี้ยงลูกและใช้ชีวิตเนิร์ดๆ อย่างที่เธอเคยใช้ (เธอเป็นแฟนคอมิกตัวยง) และดูเหมือนว่าในปีนี้และปีหน้านั้น -ในวันที่ลูกโตและความรับผิดชอบทางครอบครัวลดน้อยลง- ฟ็อกซ์จะค่อยๆ หวนกลับคืนงานแสดงในบทดราม่า Above the Shadows (2019, เคลาส์เดีย เมเยอร์ส) และ The Battle of Jangsari (2019, กวัก คยองแทค) หนังสัญชาติเกาหลีน้ำดีและ Zeroville (2019, เจมส์ ฟรังโก) ที่นอกจากเธอจะไม่ต้องขายเซ็กซี่แล้ว ยังปรากฏตัวในลุกผู้หญิงธรรมดาๆ ผู้เปราะบางคนหนึ่งเท่านั้น… และนั่นดูจะเป็นการหวนกลับมาสู่ฮอลลีวูดอย่างที่เธออยากเป็นภายหลังถูกสื่อแบนอย่างรุนแรงโดยแทบไม่มีเหตุผลเมื่อสิบปีก่อน