X-Men

ยอดมนุษย์สุดจะเควียร์ ความหลากหลายทางเพศในแฟรนไชส์ X-Men

Home / bioscope, Bioscope focus / ยอดมนุษย์สุดจะเควียร์ ความหลากหลายทางเพศในแฟรนไชส์ X-Men

แฟรนไชส์ X-Men เพิ่งจะปิดฉากอันยาวนานเกือบสองทศวรรษด้วย Dark Phoenix (2019, ไซมอน คินเบิร์ก) จบการเดินทางภายใต้รั้วของค่าย 20th Century Fox ซึ่งประสบความสำเร็จมหาศาลกับการเล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่ดิ้นรนต่อสุ้เพื่อสิทธิและสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองในสังคมที่หวาดกลัว ‘พลังพิเศษ’ ของพวกเขา

หนังดัดแปลงมาจากคอมิกชื่อเดียวกันของมาร์เวลที่ได้ สแตน ลี กับ แจ็ค เคอร์บี รังสรรค์ตัวละครและเส้นเรื่องออกมาครั้งแรกเมื่อปี 1963 ว่าด้วยเรื่องของ ชาร์ลส์ เซเวียร์ ที่มีพลังในการอ่านใจมนุษย์ได้พยายามประนีประนอมการหาทางอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอื่นๆ ด้วยการตั้งโรงเรียนสำหรับมนุษย์กลายพันธุ์ ทั้งยังให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลในนโยบายต่างๆ เพื่อพิสูจน์กับทุกคนว่าชาวมิวแตนต์นั้นเป็นมนุษย์ปกติและไม่ได้น่ากลัว ขณะที่ เอริค แลนเซอร์ มิวแตนต์ที่มีพลังในการควบคุมโลหะและผ่านประสบการณ์เลวร้ายในค่ายกักกันชาวยิว เห็นว่าการทำดีกับมนุษย์ (หรือในมุมมองของเขาคือการสยบยอม) นั้นแสนจะไร้ประโยชน์ เขาจึงเดินหน้าทำลายทุกอย่างแทน

นั่นคือใจความหลักๆ ของเรื่องก่อนจะขยายแตกแขนงออกไปอีกหลายภาค ทั้งภาคที่อยู่ในห้วงเวลาปัจจุบัน X-Men (2000, ไบรอัน ซิงเกอร์) หรือภาคอดีตที่ตั้งต้นเล่าความสัมพันธ์ก่อนแตกหักระหว่างชาร์ลส์และเอริค X: First Class (2011, แมตธิว วอห์น)

และเหตุผลที่่ทำให้แฟรนไชส์ X-Men เป็นภาพแทนการต่อสู้ของเหล่า LGBT ก็มาจากประเด็นนี้นั่นเอง หากว่ามนุษย์จะหวาดกลัวมิวแตนต์เพราะพลังพิเศษของพวกเขา ในโลกแห่งความเป็นจริง รสนิยมทางเพศอันหลากหลายก็เป็นเรื่องที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยุค 60 ที่คอมิกเพิ่งตีพิมพ์ การเป็นชาว LGBT ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติหรือแม้แต่เป็นโรคด้วยซ้ำเช่นเดียวกับเหล่ามิวแตนต์ในเรื่อง มิหนำซ้ำยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมและเลือดเย็นโดยรัฐอยู่เสมอ อย่างที่เราก็เห็นว่ากว่าที่กฎหมายแต่งงานในเพศเดียวกันได้จะได้รับการอนุมัติในหลายๆ ประเทศ มันก็ผ่านการต่อสู้และการเรียกร้องอันยาวนานของชาวเควียร์ในอดีต อย่างมนุษย์น้ำแข็งใน X2 (2003, ซิงเกอร์) ก็ถูกแม่เซ้าซี้ถามอย่างอึดอัดว่า “ลูกได้ลองพยายามจะไม่ใช่มิวแตนต์แล้วหรือยัง” ซึ่งเป็นประโยคที่แสดงอาการขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเขาเป็นจากคนในครอบครัวตัวเอง นอกจากนี้ ในคอมิกปี 2009 ที่เล่าถึงเส้นเรื่องทีม X-Factor ยังมีฉากเกย์จูบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคอมิกอเมริกัน เมื่อสองตัวละครอย่าง แชตเตอร์สตาร์และริกเตอร์จูบกันอย่างอบอุ่น

ซูเปอร์ฮีโร่ของ X-Men ไม่ได้แค่กอบกู้โลกจากภัยร้าย แต่พวกเขายังดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่อยู่ของตัวเองบนโลกที่แทบไม่มีใครต้อนรับพวกเขา เหล่ามิวแตนต์ต้องเผชิญหน้ากับความเกลียดชังจากสังคมเช่นเดียวกับชาวเควียร์ และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของแฟรนไชว์นี้ -อาจจะยิ่งกว่าการใช้พลังพิเศษต่อสู้กันเองเสียอีก- เราเอาใจช่วยทุกความพยายามของชาร์ลส์เท่าๆ กับที่เห็นใจเอริคและชะตากรรมเลวร้ายที่เขาต้องเผชิญ เอริคคือตัวแทนของมิวแตนต์ที่เชื่อมั่นว่าพลังของพวกเขานั้นคือของขวัญและทำให้ตัวเองพิเศษกว่ามนุษย์คนอื่นๆ อดีตชวนหดหู่ในค่ายกักกันทำให้เขาปราศจากความลังเลที่จะประนีประนอมต่อมนุษย์ผู้อื่น ขณะที่ชาร์ลส์นั้นเติบโตมาอย่างค่อนข้างอบอุ่น เขาเป็นเด็กที่เกิดในบ้านมีเงินและเชื่อมั่นใน ‘เพื่อนมนุษย์’ เสมอ สำหรับเขาแล้ว โลกที่สมบูรณ์แบบคือโลกที่มนุษย์กับมิวแตนต์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มนุษย์ไม่ต้องหวาดระแวงพลังพิเศษและมิวแตนต์ก็ไม่มีเหตุให้ต้องใช้พลังเพื่อทำลายคนอื่น

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม X-Men คือแฟรนไชส์ที่หลายคนหลงรัก เพราะมันพูดถึงความแตกต่างที่ไม่ใช่แค่สามารถเอาไปแทนค่าในประเด็น LGBT และเควียร์ได้เท่านั้น หากแต่มันยังเป็นภาพแทนของสมการ “ชนกลุ่มน้อย” อื่นๆ ที่ถูกเบียดบังและได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในสังคมได้อีกต่างหาก