Margaret Qualley Once Upon a Time in Hollywood Quentin Tarantino มาร์กาเร็ต ควอลลีย์

มาร์กาเร็ต ควอลลีย์ แมนสันแฟมิลี่และฮิปปี้สาวใน Once Upon a Time In Hollywood

Home / bioscope, Bioscope focus / มาร์กาเร็ต ควอลลีย์ แมนสันแฟมิลี่และฮิปปี้สาวใน Once Upon a Time In Hollywood

KENZO World โฆษณาความยาวสี่นาทีตัวนั้นของ สไปค์ โจนซ์ แจ้งเกิด มาร์กาเร็ต ควอลลีย์ แทบจะในทันทีที่มันออกฉาย เพราะตลอดเวลาสี่นาที เธอร่ายรำบ้าคลั่งจนเกือบจะลองเทคในหลายๆ ฉากในเพลง Mutant Brain ของดีเจ แซม สปีเกล ใครต่อใครก็อยากรู้ว่าแม่สาวหน้าตาสะสวยแต่เต้นรำได้สุดขีดแบบนั้นคือใคร

ที่มากไปกว่านั้น ล่าสุด เธอคือเจ้าของบทสาวฮิปปี้ สาวกแมนสันผู้สวมกางเกงขาสั้นและเสื้อถักสายเดี่ยว วาดวงแขนที่รกครึ้มไปด้วยขนรักแร้ขณะทอดสะพานให้ชายหนุ่มรุ่นใหญ่ที่เธอเพิ่งเจอใน Once Upon a Time In Hollywood (2019, เควนติน ทารันติโน) และนี่เองที่เป็นแรงระเบิดสำคัญที่แจ้งเกิดเธอในบทบาทนักแสดงอาชีพ

ควอลลีย์ขลุกอยู่กับแวดวงนักแสดงมาตั้งแต่ยังเด็กเพราะเธอคือลูกสาวของ แอนดี แม็กโดเวลล์ นักแสดงจาก Groundhog Day (1993) และ Four Weddings and a Funeral (1994) ก่อนนี้ เธอเคยปรากฏตัวในหนังวัยรุ่นฟอร์มเล็กอย่าง Palo Alto (2013) และหนังตลกร้ายที่เธอสะบักสะบอมไปแทบทั้งเรื่อง The Nice Guys (2016) ตามมาด้วยโฆษณาชุด Kenzo World ของโจนซ์ 

อาจจะแตกต่างจากนักแสดงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ควอลลีย์ไปโผล่ในหนังดราม่าหนักหน่วงอย่าง Novitiate (2017) ด้วยการรับบทเป็นแม่ชีสาวในช่วงที่สงครามความเชื่อปะทุเดือดดาลกลางยุค 60 และซีรีส์สืบสวน The Leftovers ก่อนที่เธอจะถูกแคสติ้งให้มารับบทเป็น พุซซีแคต สาวฮิปปี้ในหนังของทารันติโน เด็กสาวหน้าตาสะสวย ท่าทางแก่แดดแก่ลมที่ยกเท้าขึ้นวางบนกระจกรถของชายแปลกหน้า “มันเป็นไอเดียของเควนตินเเขาค่ะ” ควอลลีย์บอกเขินๆ “ฉันไม่มั่นใจเลยเพราะเท้าไม่สวย”

อาจเพราะว่าควอลลีย์เรียนเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้รูปเท้าของเธอไม่สวยเหมือนเท้าของหญิงสาวคนอื่นๆ สำหรับเธอแล้วมันออกจะผิดรูปและชวนประหลาดอยู่ไม่น้อย เธอจึงพยายามปกปิดมันมาตลอดโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือปกปิดทรงเท้ามิดชิด ซึ่งบุคลิกแบบนี้เองที่ทารันติโนสังเกตเห็นและยืนยันให้เธอ ‘เปลือยเท้า’ ที่เขาชอบนักหนานั่นให้ชาวโลกเห็น 

“คุณว่ามันบ้าแค่ไหน นั่งเอาเท้าพาดหน้ารถที่แบรด พิตต์เป็นคนขับ” เธอเล่าถึงฉากนั้น 

แน่นอนว่าทารันติโนยืนกรานว่าเธอควรจะวางเท้าจ่อหน้ากล้องไปเลยขณะที่ แบรด พิตต์ ซึ่งเข้าฉากด้วยกันเห็นดีเห็นงามกับผู้กำกับ และสนับสนุนให้ควอลลีย์มั่นใจในการเปลือยเท้าออกสู่สาธารณะ ซึ่งกลายเป็นฉากขโมยซีนทันที เพราะมันช่างแสดงให้เห็นถึงบุคลิกไม่แยแสโลก การพยายามทำตัวกร้านกร้าวต่อหน้าชายหนุ่มอายุมากกว่านับสิบปีด้วยการพาดเท้าสกปรกขึ้นบนรถหรู และทารันติโนรักทุกการปรากฏตัวของเธอบนหน้าจอ ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเนี้ยบทุกระเบียดนิ้วอย่างเขาออกปากว่า คนเดียวที่เขาไม่เคยหั่นฉากของเธอออกเลยคือควอลลีย์นี่เอง “มันมีฉากมหัศจรรย์หลายฉากในหนังของผมล่ะ” เขาสาธยาย “แต่พูดจริงๆ ผมไม่เคยตัดหรือหั่นฉากของมาร์กาเร็ตออกเลย เธอเป็นคนเดียวที่ผมไม่ตัดทิ้ง” (และถึงขั้นกลับบ้านเพื่อไปเขียนบทหนังให้ควอลลีย์โดยเฉพาะอีกฉากใหญ่ๆ “มีวันนึงที่เขาโผล่มาพร้อมบทหนัง เขียนด้วยลายมือให้ฉันด้วยค่ะ น่าตกใจมากๆ” เธอเล่า)

“จำได้ว่าตอนเข้าฉากวันแรกๆ เควนตินน่ารักมากเลย เขาตลกและมีเสน่ห์สุดๆ ตอนนั้นเควนตินกำลังถ่ายฉากของแบรด เขาหันมาบอกฉันว่า ‘ไปนั่งตรงนั้นสิ’ ฉันเลยไปนั่งตรงเก้าอี้นักแสดงที่เขาบอก” ควอลลีย์ว่า “พอก้มหน้าอ่านบทไปได้พักนึง พอลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ ถึงเห็นว่านี่ฉันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ! ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า ‘พระเจ้า นี่มันบ้าไปแล้ว’ ฉันประหม่าไปหมด แต่ว่าเควนตินกับแบรดน่ารักกับฉันมากๆ เลยค่ะ”

อีกหนึ่งอย่างที่ควอลลีย์ต้องจัดการตัวเองเพื่อสวมร่างเป็นหนึ่งในสาวกแมนสันแฟมิลี่ที่วางตัวนอกเหนือจากขนบ ค่านิยมในยุคนั้น ไม่เพียงแต่การออกจากบ้านมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกันเอง แต่ยังหมายถึงการเปิดเปลือยเป็นอิสระต่อเรือนร่างด้วยการไว้ขนรักแร้และขนหน้าแข้ง “ฉันต้องไว้ขนรักแร้นานมากเลยค่ะ คือไม่โกนมันก่อนหน้าการถ่ายทำอยู่เป็นสัปดาห์ๆ แต่พอถึงวลาถ่ายทำจริงๆ ที่กินเวลานานมาก ก็ปรากฏว่ามีขนขึ้นมาเยอะมากทีเดียว พอปิดกองเลยไปแว็กซ์ โคตรเจ็บเลยค่ะ (หัวเราะ) จำได้ว่าอยากสัมผัสความรู้สึกเนียนนุ่มใต้วงแขนมากๆ” 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในบทสาวฮิปปี้เอาแน่เอานอนไม่ได้นั้น ควอลลีย์เปี่ยมเสน่ห์และปะทะฝีมือทางการแสดงกับรุ่นใหญ่ๆ อย่างแบรด พิตต์ได้แบบไม่ค้านสายตา มิหนำซ้ำยังเป็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างจากการเล่นหูเล่นตา ความแก่แดดแก่ลมและอาการเสียขวัญเมื่อเห็นชายรุ่นใหญ่แปลกหน้ากลายเป็นอีกคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักมาก่อน และสำหรับนักแสดงสาววัย 24 ปีที่เล่นหนังยาวเรื่องนี้เป็นลำดับที่ 10 ของชีวิต ก็นับว่าเป็นหลักไมล์ความสำเร็จที่งดงามไม่น้อยเลยทีเดียว