Once Upon a Time in Hollywood จอห์นนี เด็ปป์ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ วิลล์ สมิธ เควนติน ทารันติโน แบรด พิตต์

ต้นกำเนิดของพวกเขาอยู่ที่ยุค 90: ย้อนวันวานดูวัยเยาว์ของเหล่าตัวท็อปในฮอลลีวูด

Home / bioscope, Bioscope focus / ต้นกำเนิดของพวกเขาอยู่ที่ยุค 90: ย้อนวันวานดูวัยเยาว์ของเหล่าตัวท็อปในฮอลลีวูด

อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ในเวลานี้ หนังฟอร์มยักษ์ที่กำลังเข้าโรงล้วนแต่นำแสดงโดยเหล่านักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ ของฮอลลีวูด นำทัพมาโดย Once Upon a Time in Hollywood ที่ เควนติน ทารันติโน จับเอา ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มาร่วมจอกันกับ แบรด พิตต์, Ad Astra กับพิตต์ (อีกครั้ง) ในบทบาทนักดาราศาสตร์ไร้ความรู้สึก, เจมส์ แม็กอะวอย กับการออกตามล่าตัวตลกใน It Chapter Two แถมที่กำลังจะเข้าโรงในเร็ววันนี้อย่าง Doctor Sleep ที่นำแสดงโดย ยวน แม็กเกรเกอร์ และ Judy ที่ได้ เรเน เซลล์เวเกอร์ รับบทเป็น จูดี การ์แลนด์ นักแสดงหญิงในตำนานของอเมริกา

เราจึงอยากชวนทุกคนหวนกลับไปยังช่วงปี 90 ที่นักแสดงเหล่านี้อาจกำลังตั้งไข่ หรืออาจกำลังรุ่งเรืองในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด ก่อนจะกลายมาเป็นตัวพ่อและตัวแม่ในวงการอย่างทุกวันนี้

จอห์นนี เด็ปป์

‘ป๋าเด็ปป์’ ที่รักของหลายๆ คนที่ก่อนจะเป็นภาพจำในฐานะ กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ แห่งแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean เขาคือเด็กหนุ่มผมดำจากรัฐเคนทักกี ผู้ฝันใฝ่อยากเป็นนักดนตรีร็อคชื่อก้องโลกและหมกมุ่นกับการฟอร์มวงเสียจนยอมออกจากโรงเรียน แต่กลับจับพลัดจับผลูได้มาแสดง A Nightmare on Elm Street (1984, เวส คราเวน) ในบทเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงชวนพิศวงที่ว่า แฟนสาวของเขามักจะฝันเห็น เฟรดดี ครูเกอร์ ออกมาไล่ล่าสังหารมนุษย์ในยามค่ำคืนเสมอ และระเบิดฟอร์มร้อนต่อใน Platoon (1986, โอลิเวอร์ สโตน) เรียกได้ว่าจุดแจ้งเกิดของเด็ปป์นั้นสวยสดงดงามแทบจะตั้งแต่ก้าวแรก เขากลายเป็นนักแสดงชายฮ็อตระเบิดและเป็นขวัญใจวัยรุ่นแทบจะในทันที โดยเฉพาะบุคลิกดิบๆ มาดเท่แบบที่ไม่ต้องพยายามและแววตาขบถบาดใจคนมอง

และกับใบหน้าหล่อๆ ลุคแสนจะคูล เด็ปป์ก็พุ่งไปรับบทชวนเหวออย่าง Edward Scissorhands (1990) ของผู้กำกับที่ในเวลาต่อมาจะร่วมงานกันอีกบ่อยครั้งอย่าง ทิม เบอร์ตัน และกลายเป็นคนทำหนังที่เด็ปป์สนิทสนมมากที่สุดคนหนึ่งจนออกปากเรียกว่าสำหรับเขาแล้วนั้น เบอร์ตันเป็นเสมือนพี่ชายและเพื่อนรัก

“ผมจำได้ว่าตอนถ่าย Edward Scissorhands เสร็จ ผมก็มองเข้าไปในกระจก เห็นเด็กสาวที่แต่งหน้าทำผมของตัวเองมาตลอด 90 วันแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘แค่นี้เอง เราต้องบอกลาตัวละครนี้แล้วแฮะ… ต้องบอกลาเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกรแล้ว’ และมันเศร้ามากเลย ผมว่าบางส่วนของเอ็ดเวิร์ดยังอยู่ในตัวผมนี่แหละ” เด็ปป์ย้อนความหลัง

ดูเหมือนเด็ปป์จะเป็นนักแสดงที่เลือกบทหนังได้อย่างน่าจับตามาโดยตลอด เขาอยู่ในหนังเท่ระเบิดระเบ้ออย่าง Arizona Dream (1993) ที่ว่าด้วยเด็กหนุ่มออกท่องเที่ยวเพื่อค้นหาอิสรภาพและตัวตน ตามด้วยการเป็นพี่ชายที่ต้องดูแลครอบครัวอย่าง What’s Eating Gilbert Grape (1993) และเป็นผู้กำกับหนังที่ดิ้นรนประสบความสำเร็จอย่างลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอดใน Ed Wood (1994) และนั่นคือสิบปีก่อนหน้าการมารับบทที่จะกลายเป็นภาพจำเขาไปตลอดอย่างกัปตันแจ็คใน Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl (2003) ที่ส่งเขาเข้าชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก และเป็นหนึ่งในอีกหลายบทบาทของการ ‘แปลงโฉม’ ของเขาเพราะหลังจากเป็นกัปตันซกมกน้ำไม่อาบ เขายังกลายร่างไปเป็นเจ้าของโรงงานช็อกโกแลตหลากสีสัน Charlie and the Chocolate Factory (2005), เป็นนักทำผมจอมเชือด Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street (2007 -ชิงนำชายยอดเยี่ยม) และชายหนุ่มสุดมหัศจรรย์ในโลกชวนพิศวง Alice in Wonderland (2010)

“มันเป็นความรับผิดชอบของนักแสดงนะครับในการจะปรับเปลี่ยนรูปร่างไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองหรือทีมงาน แต่เพื่อคนดูด้วย” เขาว่า “เพราะถ้าคุณกินอาหารมื้อเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา วันหนึ่งคุณก็จะเบื่อ และผมเองก็เช่นกัน”

วิลล์ สมิธ

ซิตคอมที่ว่าด้วยเรื่องชวนหัวในครอบครัวคนผิวสี The Fresh Prince of Bel-Air ที่ออกอากาศในปี 1990 แจ้งเกิดเด็กหนุ่มร่างสูงผิวดำอย่าง วิลล์ สมิธ ในทันทีที่ออกอากาศ เพราะบุคลิกยียวนและตลกธรรมชาติ ในวัย 22 ปี สมิธจึงเป็นที่รู้จักไปทั่วอเมริกาแล้วกับบทในซิตคอม แต่นั่นเทียบกันไม่ได้เลยเมื่อในอีกห้าปีต่อมา ไมเคิล เบย์ จับเอาสมิธไปอยู่ในบทตำรวจจอมห่ามแห่งไมอามี่ใน Bad Boys (1995) กับฉากวิ่งเปลือยอกไล่จับคนร้าย และแทบจะกลายมาเป็นขวัญใจอเมริกันชนในหนังปลุกใจอย่าง Independence Day (1996) ที่ทำเงินไปราว 817.4 ล้านเหรียญฯ กับการรับบทเป็นนายทหารสาวหมัดใส่หน้ามนุษย์ต่าวดาวที่มาบุกโลก และปีต่อมากับ Men in Black (1997) ที่ยังคงวุ่นวายอยู่กับการไล่จับมนุษย์ต่าวดาวเคียงคู่มิตรสหายในองค์กรชายชุดดำ

“จำได้ว่าตอนถ่าย The Fresh Prince of Bel-Air มันยากมากๆ เพราะผมต้องจำบทพูดยาวเหยียด” สมิธเล่า “ผมจำกระทั่งบทพูดคนอื่นๆ ในซีนนั้น และพอย้อนกลับมาดูอีกทีก็พบว่าการแสดงของตัวเองันห่วยจิ๊บเป๋ง”

ดูเผินๆ เหมือนสมิธจะไปปรากฏตัวในหนังแอ็กชั่น-คอมิดี้เสียเยอะ กระทั่งในปี 2001 ที่เขาชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยมด้วยการรับบทเป็น มูฮัมหมัด อาลี ยอดนักมวยโลกจาก Ali เขากลายเป็นนักแสดงชายที่ขึ้นชื่อว่าอยู่ในหนังเรื่องนี้ เรื่องนั้นก็เป็นอันทำเงินทุกครั้งไป “ตอนผมเข้ามาในวงการนี้ใหม่ๆ ผมบอกทุกคนว่า ‘อยากเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก’ อยากเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ เล่นในหนังเบอร์ใหญ่ๆ ตอนนั้นผมกับ เจมส์ ลาสซิตเตอร์ (โปรดิวเซอร์คู่บุญ) เอาแต่สำรวจหนังที่ทำเงินสิบอันดับแรก พบว่ามันมีแต่หนังที่ใช้สเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ทั้งนั้นเลยนี่หว่า นั่นล่ะครับ ผมเลยไปเล่น Independence Day, Men in Black, I, Robot (2004) ซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ทั้งหมดเลย”

อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง สมิธวาดลวดลายในบทดราม่าหนักๆ อย่าง The Pursuit of Happyness (2006) และ Seven Pounds (2008) ได้แบบน่ายกย่องสุดๆ จนทุกวันนี้ เขาก็ได้รับการจดจำในฐานะนักแสดงมากฝีมือ เปี่ยมอารมณ์ขันและมักจะอยู่ในหนังหลากฟอร์มเสมอมา

จูเลีย โรเบิร์ตส์

“ฉันน่ะเหรอ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ได้งานไม่ธรรมดา ก็เท่านั้นแหละ” จูเลีย โรเบิร์ตส์ นิยามหน้าที่การงานของตัวเองไว้เช่นนั้น เด็กสาวร่างสูงเก้งก้าง สำเนียงใต้ อยู่ในหนังรอมคอมฟอร์มเล็กที่ทำให้คนจดจำได้เป็นวงกว้างอย่าง Mystic Pizza (1988) ก่อนจะแจ้งเกิดระดับตำนานในบทบาทโสเภณีสาวที่มีนักธุรกิจหนุ่มมาตกหลุมรักในหนังทำเงิน Pretty Woman (1990) และมันได้สร้างภาพจำโรเบิร์ตส์ให้เป็นนักแสดงสาวผู้อยู่ในหนังโรแมนติก-คอมิดี้อย่างยาวนาน

โรเบิร์ตส์ตอกย้ำความสำเร็จของเธอเรื่อยมาด้วยการปรากฏตัวใน My Best Friend’s Wedding (1997) และระเบิดเป็นพลุข้ามไปยังฝั่งอังกฤษจาก Notting Hill (1999) ที่เธอรับบทเป็นนักแสดงสาวชาวอเมริกันที่ตกหลุมรัก วิลเลียม หนุ่มเนิร์ดๆ กับฉากยืนสารภาพรักในร้านหนังสือที่คนจำไปทั่วทั้งโลก ตลอดจนไปอยู่ในหนังโจรกรรมลับคมฝีมือตระกูล Ocean’s ที่เธอได้ประกบกับ จอร์จ คลูนีย์ และหันมารับแสดงในหนังดราม่าที่ฉายโชนความสามารถของเธอในฐานะนักแสดงที่รับบทได้อย่างหลากหลายจาก Closer (2004) ในบทหญิงสาวที่จับตามองดูความเปลี่ยนแปลงของคนรักอย่างใกล้ชิด ตามมาด้วยหนังครอบครัวเดือดเลือดพล่าน August: Osage County (2013) ที่เธอรับบทเป็นลูกสาวของปรมาณูทางการแสดงอย่าง เมอรีล สตรีป ตามมาด้วยการเป็นแม่ของลูกชายติดยาใน Ben Is Back (2018)

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ

“มาร์ติน นายจับตาดูไอ้เด็กนี่ไว้ให้ดีเถอะ หมอนี่น่าสนใจมาก” โรเบิร์ต เดอ นีโร บอกกับคนทำหนังที่เป็นเพื่อนรักในชีวิตจริงของเขาอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี หลังได้ร่วมงานกับเด็กหนุ่มผมบลอนด์คนหนึ่งใน This Boy’s Life (1993) สกอร์เซซีรับความเห็นของเพื่อนมาพิจารณา ย้ำชื่อของเจ้าหนุ่มนั่นให้ขึ้นใจ

“ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ”

และในปีนั้นเอง นอกเหนือจากการรับบทเป็นลูกวัยรุ่นหัวขบถของเดอ นีโร และระเบิดพลังการแสดงจนนักแสดงรุ่นใหญ่ต้องจำชื่อนี้ไว้ไปอีกนาน ดิคาปริโอยังรับบทเป็นเด็กออทิสติก What’s Eating Gilbert Grape (1993) ประกบคู่กับนักแสดงรุ่นพี่อย่างจอห์นนี เด็ปป์ ที่อดทึ่งกับความสามารถเกินวัยของไอ้เด็กวัย 19 รายนี้ไม่ได้ ดิคาปริโอไม่ได้ถ่ายทอดบท อาร์นี ในฐานะเด็กออทิสติกเท่านั้น แต่ยังละเอียดไปถึงขั้นสภาพอารมณ์และความกราดเกรี้ยวเก็บกดจนส่งให้เขาชิงออสการ์สาขาสมทบชายเป็นครั้งแรก

และในอีกไม่กี่ปีต่อมา ในวัย 22 คนก็จดจำดิคาปริโอในฐานะนักแสดงหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหมดจดจากบท โรมิโอ ในหนัง Romeo + Juliet (1996) ตามมาด้วยการเป็น แจ็ค ดอว์สัน ในหนังของยุคสมัย Titanic (1997) ที่ทำให้ดิคาปริโอขึ้นแท่นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดทันที เขาคือชายหนุ่มวัย 23 ที่ประสบความสำเร็จสุดขีดและพร้อมจะมอบการแสดงแสนละเอียดอ่อนที่ถูกมองข้ามไปอยู่เนืองๆ จากรูปลักษณ์ ใบหน้าละอ่อนกว่าวัยทำให้คนทำหนังมักเสนอแต่บทหนังวัยรุ่นให้จนดิคาปริโอเริ่มดิ้นรนอยากหาบทอย่างอื่นแสดง (เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมแสดงได้มากกว่าบทเด็กหนุ่มนะครับ”) เขาจึงพยายามสลัดคราบนี้ด้วยการหันไปรับเล่นบทท้าทายฝีมือและไม่ขายหล่อแบบ The Beach (2000) และโผล่ไปอยู่ในหนังเรียกเลือดเรียกเนื้อของผู้กำกับคู่บุญอย่างสกอร์เซซีใน Gangs of New York (2002) อันเป็นการชักจูงดิคาปริโอให้มาเจอกับยอดนักแสดงแห่งยุคสมัยอย่าง แดเนียล เดย์-ลูอิส ที่ชิงสมทบชายได้จากเรื่องนี้ ตัวดิคาปริโอหวนกลับมาร่วมงานกับสกอร์เซซีอีกครั้งใน The Aviator (2004) และเข้าชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยม หากก็พ่ายให้ เจมี ฟ็อกซ์ ในบทนักดนตรีตาบอดสุดทรงพลังใน Ray (2004)

และเรื่อยมาหลังจากนั้น ดิคาปริโอสถิตอยู่ในหนังดราม่าระเบิดอารมณ์ทุกเรื่องไป เขาชิงนำชายอีกครั้งจาก Blood Diamond (2006) จากบทนักธุรกิจที่ลงพื้นที่หาทองท่ามกลางห่ากระสุนเพื่อหาเพชรเม็ดงามในตำนาน, เป็นผัวที่ชีวิตโบยตีทุกรูปแบบจนต้องโยนความฝันในวัยเยาว์ทิ้ง Revolutionary Road (2008), เป็นนักสืบที่ต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่หลอกหลอนขณะเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมโหดในโรงพยาบาลจิตเวช Shutter Island (2010) และเป็นนักโจรกรรมความฝัน -ที่ก็ถูกอดีตตามหลอนเหมือนกัน- ใน Inception (2010)


อย่างที่เรารู้กัน ดิคาปริโอกลายเป็น ‘มีม’ อยู่นานหลายปีหลังถูกจดจำในฐานะนักแสดงขายฝีมือที่ชวดออสการ์มาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะจากบทระเบิดพลังที่ทุกคนเชื่อว่าครั้งนี้เขาจะคว้าออสการ์มาครองจาก The Wolf of Wall Street (2013) ในบทนักธุรกิจสุดขีดคลั่งที่เขาได้โชว์ฝีมือทั้งทางดราม่าและคอมิดี้ (ฉาก ‘ไต่ขึ้นรถ’ นั่นสุดขีดมากเลยนะ!) จนเขามาคว้าบทนี้ได้เป็นครั้งแรกจาก The Revenant (2015) แบบปราศจากข้อกังขา

“สิ่งที่ดีที่สุดในงานแสดงน่ะเหรอ มันคือการที่ผมได้หลุดออกจากการเป็นตัวเองไปสู่การเป็นคนอื่นและได้เงินจากมันนี่แหละ” เขาแซวตัวเอง

“เอาเข้าจริงๆ ผมเป็นพวกไม่ค่อยรู้สึกรู้สมอะไรนักหรอก น้อยมากที่ผมจะโกรธ น้อยมากที่ผมจะร้องไห้ ผมอาจจะตื่นเต้นบ่อยหน่อยแต่แทบไม่เคยได้เสียใจหรือสุขใจจริงๆ ผมมักจะคิดว่าเวลาคนเขาพูดเรื่องนี้กันว่าพวกเขาเสียใจมากหรือดีใจมากๆ น่ะเป็นเรื่องเลอะเทอะและโกหกทั้งนั้น แต่ไม่เลย ที่สุดแล้วผมยังพยายามจะมีความสุขให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง” เขาว่า

ฮัลลี เบอร์รี

ก่อนหน้าจะดังระเบิดในฐานะสาวบอนด์ที่โผล่มาจากน้ำในชุดบิกินี่สีส้มสุดร้อนแรง โชว์เรือนร่างเซ็กซี่หมดจดใน Die Another Day (2002) เบอร์รีคือนักแสดงผิวสีแห่งยุค 90 แจ้งเกิดจากหนังของผู้กำกับ สไปค์ ลี ในหนังที่ว่าด้วยคนผิวสีอย่าง Jungle Fever (1991) และหนังแอ็กชั่นทำเงิน The Last Boy Scout (1991) ก่อนจะคว้าบทนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Monster’s Ball (2001) ในบทหญิงผิวสีที่มีชายเหยียดผิวมาตกหลุมรัก ตามมาด้วยบท จิงซ์ สาวฮ็อตที่ประกบกับเจมส์ บอนด์ใน Die Another Day “ฉันเติบโตมาในละแวกบ้านที่มีแต่คนขาว” เธอเล่า “และรู้สึกไม่เข้ากับใครเลยสักนิด ไม่ดีเท่า ไม่ฉลาดเท่า ไม่สวยเท่าคนอื่นๆ

“การเป็นคนดำนั้นนิยามฉันมาโดยตลอด เวลาฉันเดินเข้าไปในห้อง คนจะเห็นเป็น ‘หญิงผิวดำ’ แต่ไม่มีคนมองเห็น ‘หญิงผิวขาว’ เวลาเธอทำแบบเดียวกันกับฉัน แค่นี้เลย การเป็นคนดำมันนิยามฉันมาตลอดเวลาอยู่แล้ว”

และไปพร้อมๆ กับที่อยู่ในหนังฟอร์มยักษ์ เบอร์รียังอยู่ในหนังจุ๋มจิ๋มอย่าง Gothika (2003), Perfect Stranger (2007), Frankie & Alice (2010) “หนังมันคือศิลปะกับการทำเงินนั่นแหละค่ะ คุณแค่ต้องหาจุดร่วมกันระหว่างสองอย่างนี้ให้ได้” เธอว่า สำหรับฉันแล้วมันสำคัญมากนะที่จะได้แสดงในหนังเรื่องเล็กๆ เพราะมันเป็นงานศิลป์ที่ดี แต่หนังฟอร์มยักษ์นั่นแหละที่จะพาคุณออกไปท่องได้ทั้งโลกและสร้างชื่อเสียงให้คุณ”

แบรด พิตต์

อดีตหนุ่มนักกีฬาที่ออกมาเผชิญโชคก่อนเรียนมหาวิทยาลัยจบในลอสแองเจลิส สะบักสะบอมล้มลุกคลุกคลานเป็นนักแสดงประกอบในหนังฟอร์มเล็กจิ๋วหรือซีรีส์ออกฉายทางโทรทัศน์ แบรด พิตต์ ในวัยหนุ่มนั้นไม่มีอะไรโดดเด่น เขาเป็นคนผิวขาว ร่างทะมัดทะแมง ไม่สูงไปและไม่เตี้ยไป ผมบลอนด์สลวย เขาจึงไม่โดดเด่นเป็นพิเศษหรือไม่ได้เข้าตาใครเป็นพิเศษอีกเหมือนกัน จนกระทั่งเมื่อกางเกงยีนส์ลีวายส์ควานหาตัวนายแบบที่ลุคอเมริกันจ๋ามาแสดงในโฆษณาชุด Camera นั่นแหละ พิตต์จึงแจ้งเกิดเข้าอย่างจังกับลุคขบถกับยันส์ตัวเท่ ปีเดียวกันกับที่เขาไปอยู่ในหนังของ ริดลีย์ สก็อตต์ ในบทเล็กๆ แต่เด่นมากพอจนคนจำได้ใน Thelma & Louise (1991) ผู้คนจดจำไอ้เจ้าหนุ่มหน้าหล่อเหลา ถือไดร์เป่าผมต่างปืนกับลอนหน้าท้องเรียบกริบ และใน True Romance (1993) ที่เขาปรากฏตัวออกมาแวบเดียวในฐานะหนุ่มที่นอนปุ๊นกัญชา แต่ขโมยซีนสุดขีดเพราะถึงจะโผล่มาแค่นั้นแต่รัศมีความหล่อเท่ก็กระแทกตาสุดขีด ตามมาด้วย Interview with the Vampire: The Vampire Chronicles (1994) ที่เขาแสดงนำคู่กับอีกหนึ่งหนุ่มหล่อของฮอลลีวูดอย่าง ทอม ครูซ ในบทแวมไพร์ผู้ทุกข์ระทมจากการมีชีวิตยาวนานและ Legends of the Fall (1994) ที่ขายลุคหล่อดิบของพิตต์แบบสุดตัว

อาจจะใกล้เคียงกับดิคาปริโอ พิตต์เองก็ติดแหง็กอยู่กับลุคหน้าตาดีแบบที่เขาดูไม่ได้อยากเท่าไหร่ ดังนั้น เมื่อผู้กำกับหนุ่ม เดวิด ฟินเชอร์ ยื่นบทนักสืบหนุ่มให้เขาใน Se7en (1995) พิตต์จึงไม่ลังเลที่จะรับบทนี้ (และในเวลาต่อมาก็กลายเป็นผู้กำกับ-นักแสดงคู่บุญอีกคน) ประกบกับ มอร์แกน ฟรีแมน ในหนังที่่ว่าด้วยสองคู่หูตำรวจออกตามล่าหาฆาตกรต่อเนื่องท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม พิตต์พยายามอย่างหนักจะดิ้นให้หลุดจากบทขายหล่อเสียจนไม่ยอมถอดเสื้อในฉากเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะกลัวคนดูจะสนใจหน้าตาเขามากกว่าสิ่งที่ตัวละครเขากำลังทำ ก่อนจะหวนมาเล่นบทขายหล่อขโมยใจสาวๆ ไปค่อนประเทศอย่าง Meet Joe Black (1998) และปีต่อมาก็เป็นนักมวยที่แม้จะโชว์กล้ามท้องแต่ก็ในสภาพตาปูดไปครึ่งเรื่องจาก Fight Club (1999)

พิตต์อาจจะเป็นตัวอย่างอันดีในฐานะนักแสดงหน้าตาหล่อเหลา ที่อยู่ได้ทั้งบทขายหล่อ บทหนังบ๊องๆ และหนังฟอร์มใหญ่ฟอร์มเล็ก เขาพิสูจน์ตัวเองด้วยการแสดงอย่างสมบทบาทมาโดยตลอด และนั่นทำให้คนจำเขาได้ทั้งในสถานะนักแสดงหน้าตาดี เท่าๆ กับที่เป็นนักแสดงมากฝีมือเช่นกัน