Brad Pitt David Fincher Edward Norton Fight Club Helena Bonham Carter เดวิด ฟินเชอร์

20 ปี Fight Club หนังคัลต์ไม่ทำเงินในตำนานของ เดวิด ฟินเชอร์

Home / bioscope, Bioscope focus / 20 ปี Fight Club หนังคัลต์ไม่ทำเงินในตำนานของ เดวิด ฟินเชอร์

คุณว่าหนังที่มีผู้กำกับมาแรงของยุคอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ และนำแสดงโดยสองหนุ่มที่ขึ้นแท่นนักแสดงลำดับต้นๆ ของฮอลลีวูดอย่าง แบรด พิตต์ และ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน กับนักแสดงสาวสัญชาติอังกฤษ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ และทุนสร้าง 63 ล้านเหรียญฯ แถมยังเป็นหน้าหนังแอ็กชั่นระเบิดเถิดเทิง จะทำเงินได้เท่าไหร่ในปีนั้น

คำตอบคือ 37 ล้านเหรียญฯ

Fight Club (1999) หนังที่ว่าด้วยผู้ชาย เหงื่อไคล คราบเลือดและการดวลกำปั้นใต้ดินของฟินเชอร์ ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกันของ ชัค พาลาห์นิค ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างน่าเศร้าเพียง 37 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น ซึ่งนับเป็นเรื่องชวนเหวอไม่น้อยสำหรับหนังที่กำกับโดยคนทำหนังหนุ่มที่แจ้งเกิดเป็นพลุจาก Alien³ (1992) และ Se7en (1995) แถมยังนำแสดงโดยพิตต์ที่เนื้อหอมสุดขีดในฐานะนักแสดงมาดเท่ หน้าตาหล่อเหลาตามขนบอเมริกันที่ดี (ผมบลอนด์-ตาฟ้า-โครงหน้าแข็งแรง) กับนอร์ตันที่ระเบิดฟอร์มร้อนมาตั้งแต่ Primal Fear (1996, เกรกอรี ฮ็อบลิต) จนชิงออสการ์สาขาสมทบชายจากการแสดงเพียงเรื่องแรก และความ ‘แป้ก’ ครั้งใหญ่ของ Fight Club ก็นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าจดจำตลอดกาลของฮอลลีวูดและทีมทำหนังทั้งมวลเลยทีเดียว

กว่าที่ Fight Club จะกลายมาเป็นหนังคัลต์โคตรเท่ที่เรารักในทุกวันนี้ มันคือหนังหลุดโลกที่ทีมมาร์เก็ตติ้งกุมกบาลว่าควรขายมันอย่างไร เพราะหน้าหนังมันแสนจะผู้ช๊ายผู้ชายแถมยังหักมุมกันคอเคล็ด มิหนำซ้ำฟินเชอร์ยังโปรยหัวไว้เสียดิบดีว่าเป็นหนัง ‘ข้ามพ้นวัย’ แต่สำหรับคนวัย 30 ปีหรือมากกว่า โดยเขาลงความเห็นว่าตัวละครของนอร์ตันคือภาพแทนของ ‘คนทุกคน’ ที่อยู่ในห่วงโซ่การทำงานอันหนักหน่วง “เขาพยายามทำทุกอย่างที่ถูกสอน พยายามยัดตัวเองให้เข้าไปอยู่ในโลกที่ตัวเองก็ไม่ได้อยาก” ฟินเชอร์อธิบาย “การกำเนิดขึ้นมาของตัวละครอย่าง ไทเลอร์ เดอร์เดน (พิตต์) คือผลลัพธ์จากความซับซ้อนทางศีลธรรมและจริยธรรมของตัวละครของนอร์ตัน ไทเลอร์จัดการกับทุกอย่างในชีวิตที่เรามีได้แต่ก็เฉพาะในโลกอุดมคติของเขาเท่านั้น แต่พอเป็นโลกแห่งความจริงมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย”

และหากว่านั่นยังชวนหัวไม่พอ คนเขียนบทอย่าง จิม อูลส์ ที่ประเดิมงานแรกด้วยการดัดแปลงเรื่องราวจากวรรณกรรมของพาลาห์นิค ยังบอกว่าต่อให้นี่เป็นหนังที่พูดถึงคลับมวยใต้ดิน แต่มันคือหนังโรแมนติก-คอมิดี้นะ! (…) “มันว่าด้วยทัศนคติของตัวละครกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ผ่านพฤติกรรมมากมายที่ดูจะเป็นพิษเป็นภัยต่อความสัมพันธ์ด้วยซ้ำไป แต่มันแค่ไปได้ดีกับพวกเขา เพราะตัวละครทั้งสองต่างเป็นพวกหลุดโลกด้วยกันทั้งคู่” เขาหมายถึงตัวละครของนอร์ตันที่มองหาความใกล้ชิดทางความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว แต่ก็หลีกเลี่ยงจะอยู่กับตัวละคร มาร์ลา ซิงเกอร์ ของบอนแฮมเนื่องจาก “เห็นตัวเองในความเป็นหล่อนมากเกินไป”

อย่างไรก็ดี ย้อนกลับไปยังปี 1996 ที่หนังสือถูกตีพิมพ์ครั้งแรก สตูดิโอ Fox 2000 ก็ซื้อลิขสิทธิ์มาในราคาหนึ่งหมื่นเหรียญฯ ถ้วน หากแต่ก็ยังวุ่นวายอยู่กับการหาคนมากำกับ พวกเขาอยากได้ ปีเตอร์ แจ็คสัน หากแต่แจ็คสันก็ง่วนอยู่กับการถ่ายทำ The Frighteners (1996) ในนิวซีแลนด์ ขณะที่ ไบรอัน ซิงเกอร์ ได้ตัวหนังสือไปแต่ก็ไม่ยอมอ่านเสียทีจนโปรเจ็กต์ตกไปถึงมือของ แดนนี บอลย์ คนทำหนังชาวอังกฤษ แต่เขาก็เลือกไปทำหนังอีกเรื่องหนึ่งแทน กว่าเรื่องคลับมวยเถื่อนจะเดินทางมาถึงหูของฟินเชอร์ก็อีกพักใหญ่ ตัวฟินเชอร์เองอยากทำหนังเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วแต่ซื้อลิขสิทธิ์ไม่สำเร็จ จนเมื่อโอกาสเดินทางมาถึง เขาจึงไม่รอช้าจะคว้าไว้ทันที จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการหานักแสดงนำที่พวกเขาได้ตัวพิตต์มาในราคา 17.5 ล้านเหรียญฯ ภายหลังพ่อนักแสดงหนุ่มดังระเบิดจาก Meet Joe Black (1998, มาร์ติน เบรสต์) และกำลังหาโอกาสกลับมาร่วมงานกับฟินเชอร์ที่เขารักนักหนาตั้งแต่ร่วมงานกันครั้งแรกใน Se7en ดังนั้นสำหรับสตูดิโอแล้ว การได้ตัวพิตต์มารับบทนำจึงเป็นเสมือนเครื่องหมายการันตีว่าหนังจะรอดแน่นอน มิหนำซ้ำพวกเขายังได้นอร์ตันที่ฟินเชอร์สนใจมาตั้งแต่ปรากฏตัวใน The People vs. Larry Flynt (1996) ด้วยค่าตัว 2.5 ล้านเหรียญฯ

กระบวนการถ่ายทำเป็นไปอย่างพิถีพิถันตามสไตล์ฟินเชอร์ที่จะถ่ายซ้ำจนกว่าจะได้เทคที่พอใจ ด้วยระยะเวลาการถ่ายทำ 138 วัน ฟินเชอร์ใช้ฟิล์มถ่ายไปทั้งสิ้น 1,500 ม้วนซึ่งนับเป็นสถิติที่บ้าดีเดือดสิ้นดีสำหรับหนังฮอลลีวูด แม้ไม่ถึงกับแหกงบแต่ก็ทำเอาหัวคิ้วโปรดิวเซอร์กระตุกไม่น้อย ยิ่งกว่านั้น เมื่อฟินเชอร์เอาตัวหนังที่ตัดแล้วมาทดลองฉาย พวกเขาถึงกับอ้าปากค้างกับความเซอร์ระเบิดระเบ้อของหนัง เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเล็งกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ชมกลุ่มไหนดี “มีอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมายในหนัง และโปรดิวเซอร์ก็ไม่รู้จะจัดกลุ่มหนังเรื่องนี้ยังไงดี” อาร์ต ลินสัน โปรดิวเซอร์กล่าวอย่างละเหี่ยใจ และเพื่อจะจับกลุ่มคนดูที่พวกเขาอยากขายหนังด้วยให้ได้ หนังจึงเลื่อนการออกฉายจากเดือนกรกฎาคมไปเป็นเดือนสิงหาคมแทน (อีกประการสำคัญคือเกิดเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ช่วงเดือนเมษายน ทางสตูดิโอเห็นว่าหนังพูดเรื่องความรุนแรงและมีการใช้ปืนจึงอยากเลื่อนการฉายออกไปก่อน)

สุดท้าย สตูดิโอก็ต้องโปรโมตหนังแบบตามมีตามเกิดด้วยการระบุว่ามันคือหนังอาร์ตเต็มขั้น และไหนๆ ก็ไหนๆ หนังก็ว่าด้วยเรื่องของคลับมวยใต้ดินแล้ว พวกเขาเลยตั้งใจเจาะกลุ่มคนดูหนังผู้ชายไปเลยเพราะถึงอย่างไร แม้จะมีกล้ามท้องกับใบหน้าหล่อเหลาของแบรด พิตต์มาเป็นจุดขาย แต่ด้วยสภาพอาบเลือดหน้าปูดไปครึ่งเรื่องคงไม่ดึงดูดคนดูหนังสาวๆ เท่าไหร่ แถมฟินเชอร์ยังยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่า “อย่าขายแต่พิตต์” เขาไม่อนุญาตให้สตูดิโอทำโปสเตอร์ที่มีแต่พิตต์เด่นเพียงคนเดียว หรือตัดตัวอย่างหนังที่จับจ้องไปแค่เรือนร่างของพิตต์ หากแต่ไปใช้บริการ Wieden+Kennedy -บริษัททำโฆษณาให้หนังฟอร์มเล็ก- ให้ขายหนัง Fight Club ให้หน่อย โปสเตอร์หนังแบบแรกจึงเป็นเพียงรูปสบู่สีชมพูแปร๋นจนผู้บริหารในสตูดิโอแทบน้ำตาตก และลงความเห็นว่านี่เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกของฟินเชอร์แน่ๆ หากแต่ดังที่เรารู้กัน โปสเตอร์นั่นไม่ใช่เรื่องตลก มันคือโปสเตอร์หลักของหนังที่ให้คนดูเห็นแค่สบู่กับตัวอักษร ฟากสตูดิโอก็ไม่ยอมแพ้ ทุ่มงบโปรโมตไปอีก 20 ล้านเหรียญฯ เต็มๆ เพื่อฉายตัวอย่างหนังในสมาคมมวยปล้ำ (WWE) ซึ่งฟินเชอร์ต่อต้านการโฆษณาเช่นนี้สุดตัวเพราะเขารู้สึกว่ามันผิดพี่ผิดทางกับสิ่งที่หนังพยายามสื่อมาก หากแต่สตูดิโอไม่ฟังเขาเลย

อันที่จริง แม้แต่สองนักแสดงนำอย่างนอร์ตันและพิตต์เองก็ประสบปัญหาไม่น้อยในการให้สัมภาษณ์สื่อว่า ไอ้หนังดิบๆ ที่พวกเขาเล่นนี่มันเกี่ยวกับอะไรแน่ “ยากมากเลยฮะที่จะเล่าเรื่องย่อของมัน” นอร์ตันว่า “ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่หนังต่อยมวยอะไรแบบนั้นด้วย มันเป็นหนังแบบที่ถ้าเราจับใจความได้ ก็จะเห็นกระจกสะท้อนวัฒนธรรมกระแสหลักในสังคมได้เลย”

“ผมเข้าใจแหละว่ามันอธิบายยาก ตัวผมเองก็ไม่เคยได้ดูหนังอะไรแบบนี้เหมือนกัน” พิตต์ว่า “คนรุ่นผมไม่เคยได้ต่อสู้กันจริงๆ จังๆ แล้ว เราซุกซ่อนตัวอยู่หลังโทรทัศน์ หมกตัวอยู่บนโซฟาหนัง และไม่เคยได้เข้าถึงห้วงอารมณ์ไหนเลย”

และเป็นดังที่ฟินเชอร์คาดไว้ นั่นคือตัวหนังเจาะกลุ่มคนดูไม่ได้ มันกลายเป็นหนังมวยใต้ดินอาบเลือดที่ผู้หญิงก็ไม่เห็นจะอยากเข้าไปดูนักแสดงชายตาปูดช้ำ และผู้ชายก็ไม่รู้จะเข้าไปดูหนังที่ไม่ใช่หนังกีฬาแต่มีฉากต่อยมวยทำไม ดังนั้น Fight Club จึงเป็นหนังที่แป้กเอาเรื่องสำหรับหนังที่มีองค์ประกอบทุกอย่างส่งให้มันไปได้ไกลขนาดนี้ แถมกระแสแรกๆ จากนักวิจารณ์ก็ไม่ใช่จะดีนัก ความเซอร์ระเบิดของหนังบวกกับการหักมุมตอนจบทำให้หลายคนไม่ชอบใจนัก กระทั่งเมื่อหนังออกฉายได้สักระยะ กระแสปากต่อปากกับความเดือดดาลของหนังก็ทำงาน แต่ก็พอดีกับที่มันออกจากโรง กว่าที่ Fight Club จะเปรี้ยงขึ้นมาก็กินเวลาไปอีกพักใหญ่ และทำเงินจากการขาย DVD ได้มหาศาล ทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญอีกเรื่องของหนังที่วิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมด้วยท่วงท่ากวนอารมณ์และแสบคันของฟินเชอร์

จนภายหลัง Fight Club ก็ขึ้นแท่นเป็นหนังคัลต์ที่แมสส์หลายมิติ ทั้งในแง่ของวลีฮิตจากหนังที่ติดหูคนไปทั่ว, คลับใต้ดินที่สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากคลับของไทเลอร์ เดอร์เดนต์ ตลอดจนรูปร่างสุดฟิตของพิตต์ที่ถูกนำไปวิเคราะห์ว่าต้องกินต้องดื่มอย่างไรถึงจะได้หุ่นแบบนั้น ซึ่งกว่าที่มันจะเดินทางมาถึงจุดนนี้ได้ก็ดูเหมือนจะกินเวลาอยู่นานพอสมควร หากก็ดูคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับหนังที่ตั้งใจจะมีแค่สบู่หนึ่งก้อนเป็นใบปิดหลักเท่านั้น