Once Upon a Time in Hollywood มาร์โกต์ ร็อบบี ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เควนติน ทารันติโน แบรด พิตต์

Once Upon a Time in Hollywood กาลครั้งหนึ่งในความทรงจำของ เควนติน ทารันติโน

Home / bioscope, Bioscope focus / Once Upon a Time in Hollywood กาลครั้งหนึ่งในความทรงจำของ เควนติน ทารันติโน

ปี 1969 นั่นเป็นปีที่ the Beatles วงร็อคอันเกรียงไกรจากอังกฤษขึ้นแสดงคอนเสิร์ตเป็นครั้งสุดท้ายกลางกรุงลอนดอนในปลายเดือนมกราคม, มีนาคม มาริโอ ปูโซ ตีพิมพ์วรรณกรรมที่ในเวลาต่อมาจะสะเทือนทั้งโลกอย่าง The Godfather เดือนกรกฏาคม นีล อาร์มสตรอง กับ เอ็ดวิน อัลดริน เหยียบย่างก้าวแรกลงออกจากยานอะพอลโล 11 สู่พื้นผิวดวงจันทร์, สิงหาคม คอนเสิร์ต Woodstock ระเบิดความเดือดดาลของร็อคแอน์โรลล์ขึ้นที่ฟาร์มแห่งหนึ่งกับจำนวนคนร่วมสามแสน, พฤศจิกายน กลุ่มคนเกือบห้าแสนคนรวมตัวกันประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามกลางกรุงวอชิงตัน… 

ปี 1969 ริค ดัลตัน เพิ่งตระหนักได้ว่าเขากำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างหนัก กลายเป็นอดีตพระเอกที่ไม่มีใครเห็นหัวและต้องไปรับบทวายร้ายในหนังออกฉายทางโทรทัศน์ ชีวิตตกหล่นและชอกช้ำจนต้องหันมาฟูมฟายกับ คลิฟฟ์ บูธ คู่หู-ลูกน้อง-สตันต์แมน-คนสนิท-เป็นรองก็แค่เมีย ฯลฯ ไม่ว่าจะนิยามว่าอะไรบนรถคาดิแลก คูเปอร์ เดวิลล์สีงาช้าง ขณะที่ดูโอ้ Simon & Garfunkel ครวญเพลงโฟล์ค Mrs. Robinson ผ่านช่องวิทยุสักคลื่น, หนังคู่หูเด็กแสบของ จอร์จ รอย ฮิลล์ Butch Cassidy and the Sundance Kid ออกฉายก่อนจะคว้ารางวัลออสการ์สี่สาขากลับบ้าน, โรมัน โปลันสกี เพิ่งประสบความสำเร็จสุดขีดจาก Rosemary’s Baby (1968) และย้ายมาอยู่ในฮอลลีวูดร่วมกับภรรยาสาวนักแสดง ชารอน เทต หลังร่วมงานด้วยกันใน The Fearless Vampire Killers (1967)

ปี 1969 ฆาตกรจักรราศีออกอาละวาด, เรย์นา มาร์โรควิน หญิงสาวชาวซัลวาดอร์ถูกฆ่า -แต่กว่าจะมีใครพบศพเธอก็อีก 30 ปีให้หลัง, เด็กสาวชาวแคนาดาถูกพบเป็นศพที่แคลิฟอร์เนียและไม่มีใครรู้เลยว่าเธอคือ รีต เจอร์เวตสัน กระทั่งในปี 46 ปีถัดมา, แมนสันแฟมิลี่ออกอาละวาด ประมาณการว่ามีคนตกเป็นเหยื่ออย่างน้อยสิบกว่ารายในปีนั้น

นั่นคือความพลวัติที่ก่อตัวขึ้นในโลก และหากเราเจาะจงให้แคบยิ่งขึ้นอีก เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย ในโมงยามที่ยาเสพติด ร็อคแอนด์โรลล์และกระแสฮิปปี้โถมทะลัก ผู้คนโหยหาการสูดอากาศของอิสรภาพที่ไม่ควรจะปนเปื้อนด้วยเขม่ากระสุนจากสงครามเวียดนาม เหล่าทหารผ่านศึกเดินทางกลับบ้านเพื่อจะพบว่าไม่มีที่แห่งไหนอีกแล้วที่รอรับพวกเขา อุตสาหกรรมฮอลลีวูดเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง กระแสหนังคาวบอยตะวันตกระเบิดความนิยมข้ามไปถึงอิตาลี แจ้งเกิดผู้กำกับอย่าง เซร์เกียว เลโอเน, โทนิโน วาเลรี มันได้สร้างผู้คนใหม่ๆ ขึ้นมาเท่ากับที่ทอดทิ้งผู้คนเก่าๆ ไว้กับโลกใบเดิม และริค ดัลตันกับคลิฟฟ์ บูธ คือหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น

 

1.

Once Upon a Time In Hollywood (2019) หนังยาวลำดับที่เก้าของ เควนติน ทารันติโน คือจดหมายรักที่เขาบรรจงเขียนถึงห้วงเวลาต้นยุค 70 ในฮอลลีวูดที่หล่อหลอมเขาในวัยเด็กจนกลายเป็นคนทำหนังระดับโลก เด็กชายจากเท็นเนสซีที่ย้ายมายังลอสแองเจลิสตั้งแต่เด็ก นั่งอยู่บนรถคาร์มานน์เกียกับครอบครัวขณะที่เพลงจากวิทยุดังกล่อม เบาเสียงลงเมื่อเพลงหยุดและเข้าสู่ช่วงโฆษณา หมุนกลับให้ดังขึ้นมาใหม่อีกหนเมื่อเพลงถูกหูเดินทางมาถึง สองข้างกระจกล้อมรอบด้วยโปสเตอร์หนังตระการตา “ตอนนั้นผมอายุราวๆ 6-7 ขวบนี่แหละ” ทารันติโนเล่าย้อนอดีต “พ่อเลี้ยงผมเขาขับคาร์มานน์เกียแบบเดียวกับที่คลิฟฟ์ขับในหนัง แอลเอที่คุณเห็นตอนคลิฟฟ์ขับรถไปรอบๆ จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นตอนเด็กๆ เลย” 

ทารันติโนได้ไอเดียทำหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่สิบปีก่อน ระหว่างที่เขากำลังยุ่งขิงกับการกำกับหนังเรื่องอื่นและขลุกอยู่กับนักแสดงรุ่นเก๋า -ที่ตัวติดกับสตันต์แมนของตัวเองมาร่วมสองทศวรรษ- ตรงมาถามเขาว่า ฉากเล็กๆ ในหนังเพียงฉากเดียวนั้น ทารันติโนพอจะให้สตันต์แมนของเขาร่วมแสดงด้วยได้ไหม

แน่นอนว่าทารันติโนอนุญาต และมองเห็นความสัมพันธ์อันหนาแน่นระหว่างนักแสดงกับสตันต์แมนที่ราวกับหลุดมาจากโลกใบเก่าที่เขาเกือบลืมเลือนมันไปแล้ว ก่อนจะโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมฮอลลีวูดยุคเรืองรองเมื่อปี 60 สอดร้อยกับสภาพสังคมพังทลายและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสิ้นหวังในอเมริกา เขาจึงเขียนชั่วขณะในฮอลลีวูดผ่านชีวิตของอดีตนักแสดงดัง ริค ดัลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ที่อาชีพกำลังอยู่ในจุดตกต่ำกับสตันต์แมนคู่หู คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิตต์) ตัดสลับกับชารอน เทต (มาร์โกต์ ร็อบบี) ดาวรุ่งสาวที่อนาคตกำลังเจิดจ้าในฐานะนักแสดงและภรรยาของคนทำหนัง และกลุ่มแมนสันแฟมิลี่ ลัทธิประหลาดที่เข้ามาพัวพันกับชีวิตของคนทั้งสาม

 

2.

อาจเพราะทารันติโนเองเข้าใจการทำงานกับ ‘คู่หู’ เป็นอย่างดี เพียงแต่เขาไม่ใช่กรณีระหว่างนักแสดงกับสตันต์แมน แต่เป็นคนทำหนังกับนักแสดงนำที่เป็นอันรับรู้ว่า ทารันติโนมักจะแคสติ้งเอาคนเดิมๆ มาอยู่ในหนังของเขาเสมอ เช่นเดียวกับที่พิตต์เคยปรากฏตัวมาก่อนแล้วใน Inglourious Basterds (2009) และดิคาปริโอที่เป็นนายทาสโฉด Django Unchained (2012) ตลอดจนนักแสดงคู่บุญอย่าง เคิร์ต รัสเซลล์, บรูซ เดิร์น และ ไมเคิล แมดเซ็น ที่ล้วนหวนกลับมาร่วมงานกับทารันติโนอีกครั้งในหนังความยาวเกือบสามชั่วโมงเรื่องนี้ ตลอดจนทีมงานที่กอดคอกรำศึกด้วยกันมาตลอดอย่าง โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน ผู้กำกับภาพที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ Kill Bill (2003) 

ทารันติโนเขียนบท ร่างเส้นเรื่องของริค ดัลตัน ถามดิคาปริโอว่าอยากมาร่วมงานด้วยกันอีกไหม 

ดิคาปริโอมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของทารันติโน ที่ส่งบทหนังปึกใหญ่ใส่มือเขา “ผมจำได้ว่านั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านของเควนติน อ่านบท คุยกับเขา” นักแสดงหนุ่มเล่าอย่างรักใคร่ จากนั้นไม่นาน เขาตัดสินใจรับแสดงหนังเรื่องนี้

เควนตินมองหานักแสดงที่จะมารับบทเป็นคู่หูของริค ดัลตัน แต่ใครกันจะทรงพลัง กำยำไปพร้อมๆ กับที่มีแววตาเก็บงำอดีตล้ำลึกและปะทะการแสดงกับดิคาปริโอได้โดยไม่ถูกบดบังรัศมี -เขาติดต่อไปยังแบรด พิตต์ อีกไม่กี่วันต่อมา พิตต์ปรากฏตัวที่ระเบียงบ้านเขา ถือบทหนังปึกใหญ่ที่เยินสนิททด้วยน้ำมือของดิคาปริโอ “มันเปื้อนคราบกาแฟด้วย” พิตต์เล่า “เลอะเทอะยังกะมีใครสร้างตึกบนกระดาษปึ๊งนี้” (ดิคาปริโอหัวเราะ ส่วนทารันติโนแก้ตัวอุบอิบว่า “ก็มันมีอยู่ฉบับเดียวน่า”)

“จริงๆ แล้วตัวละครคลิฟฟ์นี่มีแต่คนอยากแสดงนะ” ทารันติโนรำพึง “แม้แต่ลีโอเองก็เถอะ แต่เขาก็รู้ตัวอยู่ดีว่าถ้าเขาแสดงเป็นริคจะเหมาะกว่ามาก เขาแค่เหมาะกับมันแค่นั้นเลย เขาดูเป็นดาราทางโทรทัศน์ได้ขณะที่พวกสตันต์แมนคู่หูของคนพวกนี้ ส่วนมากอายุมากกว่านักแสดงสิบกว่าปีทั้งนั้น”

 

ภายหลัง ทารันติโนนิยามการได้นักแสดงทั้งสองมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันว่า “ไอ้สองคนนี้น่ะเป็นดูโอ้ที่เจ๋งที่สุดหลังจาก โรเบิร์ต เรดฟอร์ด กับ พอล นิวแมน เลยนะเว้ย ผมจะบอกให้”

ร็อบบีตามมาหลังจากนั้น เธอรู้แค่ว่าทารันติโนกำลังจะทำหนังเรื่องใหม่และติดต่อเขาไปด้วยข้อความสั้นๆ แค่ว่า “คงเยี่ยมไปเลยนะถ้าฉันได้อยู่ในหนังของคุณสักเรื่อง” ทารันติโนรับข้อความนั้น เชิญเธอมายังบ้าน เชิญเธอนั่งในครัว ยื่นบทหนังที่ยับเยินมาแล้วจากมือของดิคาปริโอและพิตต์ พร้อมคราบกาแฟเลอะยิ่งกว่าที่เคย

แน่นอน เธอตอบตกลงหลังจากนั้น “ฉันอ่านบทหนังแล้วคุยกับเควนติน รวมทั้งฟังมุมมองคนที่เคยเจอชารอนแล้วเล่าว่าเธอน่ารัก ใจดีแค่ไหน” เธอเล่า “ฉันเลยคิดว่าจริงๆ แล้วช่วงเวลาที่ปรากฏในหนังน่าจะเป็นช่วงที่เธอตื่นเต้นที่สุดในชีวิตก็ได้นะ นึกออกไหมคะ เธอเพิ่งแต่งงาน ชีวิตการงานก็เริ่มไปได้ดี ฮอลลีวูดคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและพร้อมจะมอบประสบการณ์มากมาย ฉันจึงรู้สึกว่าน่าจะบอกเล่าถึงตัวชารอนในแง่มุมที่เปี่ยมความหวัง ตื่นเต้นกับชีวิต และตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเธอรักชีวิตในฮอลลีวูดเหลือเกิน”

“กรณีของชารอน ผมคิดว่าชีวิตเธอมีเรื่องมหัศจรรย์ต่างๆ มากมายแต่กลับถูกนิยามไว้เพียงแค่ความตายของเธอเท่านั้น” ผู้กำกับสาธยาย “ผมอยากเล่าเรื่องที่เธอขับรถไปรอบๆ เมือง ไปทำธุระจุกจิก ทำอะไรแบบที่คนอื่นๆ จะทำในลอสแองเจลิส เธอแค่ใช้ชีวิต… ซึ่งในความเป็นจริง เธอไม่มีโอกาสได้ทำนั่นเอง”

ร็อบบีจึงเป็นร่างเสมือนของเทตในหนังเรื่องนี้ ซ้อนทับกับฟุตเตจจริงๆ ที่ทารันติโนใส่มาในหนังจนเทตมีชีวิตผ่านสายตาคนดูหนังทั่วโลกอีกครั้งในปี 2019

 

3.

Alias Smith and Jones

มีอยู่หลายอย่างที่เชื่อมร้อยดิคาปริโอและพิตต์เข้ากับตัวหนัง ประการสำคัญที่สุดอาจอยู่ที่พวกเขาคือนักแสดงที่อยู่ในสังเวียนของฮอลลีวูดมาตั้งแต่ยุค 90 เป็นพยานการเปลี่ยนผ่านหลายครั้งหลายคราว เป็นทั้งคนที่บอบช้ำเพราะชื่อเสียงเท่าๆ กับที่เป็น ‘สัญลักษณ์’ ของฮอลลีวูด พิตต์ย้ายเข้ามา ‘ล่าฝัน’ ในแอลเอตั้งแต่วัยหนุ่ม ขณะที่ดิคาปริโอเกิดและโตที่นี่ แต่ก็ห่างจากพิตต์กับทารันติโนสิบปีเต็ม เขาจึงไม่ทันได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศบางอย่างของปลายยุค 60 แบบที่อีกสองคนเห็น หนึ่งในนั้นคือ Alias Smith and Jones ซีรีส์ตะวันตกที่เล่าถึงคู่หูนอกกฎหมายที่โหยหาอิสระภาพ ออกฉายช่วงปี 1971 ซีรีส์ตะวันตก นำแสดงโดย เบน เมอร์ฟีย์ และ พีต ดูล ซึ่งเหนี่ยวไกเข้าหัวตัวเองในช่วงเวลาที่ซีรีส์กำลังประสบความสำเร็จถึงขีดสุด ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เขาตัดสินใจเช่นนั้น แต่การบอกลาฮอลลีวูดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเช่นนี้ในปลายปี 1971ทำให้เด็กชายทารันติโนและพิตต์หัวใจสลายเมื่อได้ข่าวว่านักแสดงคนโปรดของพวกเขาไม่อยู่แล้ว “ผมจำได้ว่าตอนได้ข่าวเรื่องนี้ ผมอยู่ที่บ้านย่า เดินกลับเข้าห้องนอนมืดๆ เล็กจิ๋วของตัวเอง คลานขึ้นเตียง ปาดน้ำตาทิ้ง” พิตต์ว่า 

ขณะที่ทารันติโนชี้ให้เห็นประเด็นที่คมมากขึ้น “ตอนนั้นพวกเราน่าจะอายุได้แค่แปดขวบเองมั้ง และรู้จักสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ‘การฆ่าตัวตาย’ ครั้งแรกในชีวิตก็จากเรื่องของพีต ดูลนี่เอง”

ดิคาปริโอและร็อบบี -ที่เข้าวงการมาทีหลังสุด- อาจไม่ทันได้เห็นโศกนาฏกรรมของพีต ดูล แต่ใช่ว่าทั้งสองจะไม่เคยสัมผัสแง่มุมเปราะบางและโหดร้ายของฮอลลีวูด กับดิคาปริโอที่ทะยานประสบความสำเร็จมาตั้งแต่วัยรุ่น “ในธุรกิจนี้มันไม่มีอะไรอันตรายและน่ากลัวไปมากกว่าความโดดเดี่ยวอีกแล้ว คุณออกเดินทางไปถ่ายหนังทั่วโลก อยู่ในโรงแรมที่แยกออกมาจากครอบครัวและเพื่อนฝูง มันมีจุดหนึ่งแหละที่คุณมองเข้าไปในกระจก ตระหนักได้ว่าคุณโดดเดี่ยวแค่ไหน ห่างไกลจากชีวิตปกติแค่ไหน”

 

4.

ต้นปี 2018 ทารันติโนเปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เขาตั้งชื่อแปะหัวไว้คร่าวๆ ว่า Magnum Opus ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นชื่อที่ทั้งฟังดูเหมือนนิทานที่เราฟังสมัยเด็กๆ อย่าง Once Upon a Time In Hollywood หนังที่เสมือนฟุตเตจความยาวสามชั่วโมงที่เควนตินพร่ำเพ้อถึงฮอลลีวูดที่เขารัก “สำหรับผมแล้วมันมีความเป็นเทพนิยายอยู่เหมือนกันนะ ถึงได้ตั้งชื่อหนังแบบนี้ไง” เขาว่า “แต่ขณะเดียวกันมันก็ประกอบสร้างจากส่วนเสี้ยวความทรงจำส่วนตัวด้วย มันจึงไม่ใช่หนังที่เล่าถึงประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในฮอลลีวูด แต่ขณะเดียวกันก็มาจากความทรงจำของผมด้วย

“ในหนัง เราจับจ้องไปยังเรื่องราวของสามชีวิตในฮอลลีวูด ทั้งสามต่างสะท้อนชนชั้นต่างๆ ในเมือง ชารอนมีชีวิตแบบคนในฮอลลีวูดจริงๆ ส่วนริคก็มาได้ไกลกว่าที่ตัวเองหวังไว้เล็กน้อย มีบ้าน มีเงินและมีงานทำอยู่บ้าง 

“ขณะที่คลิฟฟ์คือคนที่อุทิศทั้งชีวิตให้อุตสาหกรรมนี้แต่กลับไม่มีแม้กระทั่งชื่อเสียงหรือได้รับการจดจำ เขาคือส่วนหนึ่งของฮอลีลวูดเหมือนกันนะแต่ต้องไปอยู่ในแถบพาโนราม่าซิตี้ (ชานเมืองแอลเอ) ในรถบ้าน พูดชัดๆ เลยเถอะว่าฮอลลีวูดคือชีวิตเขา แต่เขาไม่เคยถูกนับเป็นประชากรของมันเลย และนี่แหละคือชนชั้นที่ผมอยากพูดถึงในหนัง” 

ทารันติโนเขียนอดีตให้ริค ดัลตัน มาจากเมืองไกลโพ้นที่อยู่ห่างออกไปจากแอลเอ กอดความฝันแบบ American Dream ที่หล่อหลอมคนหนุ่มสาวในยุคนั้นให้มีฝันในเมืองที่กำลังจะเสื่อมสลายในอนาคต “ริคเข้าวงการมาช่วงราวปี 1955 เขายังหนุ่ม หล่อเหลา เขาคือคนประเภทที่เที่ยวโพล่งไปว่า ‘ไงพวก กูมาจากมิสซูรี่ พากูออกไปจากเมืองเส็งเคร็งนี่ไปยังที่ที่คนหน้าตาดีๆ เขาทำเงินหน่อย ฮอลลีวูดไง กูจะสวมยีนส์คับๆ ร่อนไปร่อนมาแถวร้านขายยาชวาบ (ร้านยาชื่อดังในแอลเอ)’ อะไรแบบนั้น” (แบรดเสริมว่า “นั่นมันผมตอนปี 1986 แท้ๆ”)

Wanted Dead or Alive

“ริค ดัลตันคือตัวแทนของกลุ่มนักแสดงชายที่อยู่ในช่วงปลายยุค 50 จนถึงต้น 60 ปรากฏตัวอยู่ในโชว์ทางโทรทัศน์บ้าง ยืนเป็นตัวประกอบฉากอยู่ไกลๆ หรืออะไรทำนองนั้น และคนมักจะชอบเทียบริค ดัลตันกับ เอ็ด เบิร์นส์, จอร์จ มาแฮริส ที่แสดงนำในซีรีส์ Route 66 ไม่ก็ ไท ฮาร์ดิน ในซีรีส์ Bronco แล้วอยู่ดีๆ ริคก็ไปอยู่ในโชว์เรื่อง Bounty Law ของช่อง NBC ในปีเดียวกันกับที่ สตีฟ แม็กควีน ปรากฏตัวในซีรีส์ฮิต Wanted Dead or Alive ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชื่อเสียงของทั้งสองจึงอยู่ในจุดเดียวกัน” ทารันติโนว่า “แล้วในเวลาต่อมา แม็กควีนก็ไปอยู่ในหนังยาวอย่าง The Magnificent Seven (1960, จอห์น สตรักจ์ส) เขาเลยกลายเป็นดาราดังในทันที

“แต่ริคไม่ใช่ เขายังคงเป็นไอ้หมอนั่นจากซีรีส์ Bounty Law จนเมื่อซีรีส์ฉายจบสักช่วงปี 1963 เขาก็พบว่าตัวเองเปลี่ยนผ่านจากยุครุ่งเรืองของโทรทัศน์ไปสู่ภาพยนตร์ไม่ได้”

“สำหรับผมนะ มันน่าสนใจจะตายที่จะได้รับบทเป็นคนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัย” ดิคาปริโอเล่า “เควนตินบอกผมว่า ทั้งชีวิตตัวละครนี้ทำอย่างมากก็แค่แต่งหน้าแต่งตัว ทำผมทรงปอมปาร์ดัวร์และไม่ได้เตรียมรับมือกับยุคสมัยใหม่ของฮอลลีวูดเลย ซึ่งริค ดัลตันเขาเสียใจมากๆ นะครับ เขาเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทแต่ก็ตกขบวนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่คนอย่าง สตีฟ แม็กควีน เอาตัวรอดไปได้และสร้างอาชีพการงานที่สวยหรู แต่ริคติดหล่มอยู่กับวังวนเดิมๆ 

“ผมว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ หนังเล่าเรื่องแค่สองวันที่ริคหวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต และทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่ริค ดัลตันต้องเผชิญ เวลาเขาก้มหน้ารับชะตากรรมไปพร้อมๆ กับที่เขาพยายามทุ่มเทให้กับงานสุดแรงเกิดแล้วหยุดลงดื้อๆ เราจะรู้สึกแย่ไปกับเขา เห็นใจเขามากๆ

“และปี 1969 เป็นช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ทุกอย่างมันสุกงอมพอดี เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในโลก ริคกับคลิฟฟ์คือส่วนหนึ่งของยุคเก่าที่พยายามสำรวจยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการปฏิวัติของฮิปปี้อย่างเต็มกำลัง ผมชอบไอเดียที่ว่าหนังมันเล่าถึงนักแสดงที่อยู่ในจุดตกต่ำและพยายามหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโลกใบใหม่ กับคู่หูที่กอดคอฝ่าฟันทุกอย่างด้วยกันมาตลอดในฮอลลีวูด ผมว่าเควนตินเก่งมากๆ ในการจับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของอเมริกาผ่านสายตาของตัวละครเหล่านี้”

 

5.

“อย่าลืมซะล่ะ นายคือไอ้ริค ดัลตันนะโว้ย!” คลิฟฟ์ บูธ ตะโกนไล่หลังนักแสดงคู่ใจของเขาที่เดินหายเข้าไปในกองถ่าย ริค ดัลตันหันมาส่งสัญญาณรับรู้ พยักหน้าเข้มแข็ง

ประโยคนี้เคยเกิดขึ้นกับพิตต์ตอนที่เขาเข้าวงการใหม่ๆ ดังที่เรารู้กัน พิตต์ไต่ระดับมาจากการเป็นนักแสดงประกอบฉากเล็กๆ ไม่ได้รับกระทั่งชื่อในเครดิตท้ายหนัง และสำหรับคนที่ห่างบ้าน ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นนักแสดงด้วยวุฒิมัธยมปลายอย่างเขา คงไม่มีอะไรน่าท้อใจไปมากกว่านี้ สมัยต้นยุค 90 ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ไปไหนสักทีเลยเศร้าเอามากๆ แล้วมีคนนึงโผล่มาบอกผมว่า ‘เชิดหน้าไว้ไอ้หนุ่ม อย่าคร่ำครวญไป มึงคือแบรด พิตต์นะโว้ย กูน่ะอยากเป็นไอ้แบรด พิตต์นี่จะตายห่ะ’ และมันเป็นประโยคที่กระตุ้นผมมากๆ ผมอยากได้ยินอะไรแบบนั้นจริงๆ นะ จนพอมาถ่ายหนังของเควนตินมันก็ทำให้ผมหวนนึกถึงวันนั้นอีกครั้ง

“คลิฟฟ์คือคัวละครที่มาจากยุคสมัยที่นักแสดงและสตันต์แมนยังเป็นคู่หูที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีตัวตนในหนัง และในหนังเรื่องนี้ เราต่าง -ผมใช้คำว่าเราเพราะผมตัวติดกับเขา- อยู่ในจุดลงเหวทั้งคู่ ถ้าริค ดัลตันมีงานผมก็มีด้วย ถ้าริคไม่มีผมก็ไม่มี แต่เขาก็ยังอุตส่าห์จ้างผมให้ไปทำงานแปลกๆ ผมเลยทำทุกอย่างที่เขาอยากให้ทำแค่นั้นเลย คลิฟฟ์เป็นคนที่มีแค่แม็กกับชีสสักมื้อก็สุขใจแล้ว ต่อให้ไม่มีนมปิดท้ายก็เหอะ เขาพอใจกับที่ยืนในปัจจุบัน ผมรู้สึกได้ว่าไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน เขาก็โอเคและเอาอยู่ทั้งนั้น เขาเอาตัวรอดได้ ไม่ช่างเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น”

 

6.

อุตสาหกรรมหนังในยุค 90 อาจจะไกลไปสำหรับร็อบบี -อันที่จริงเธอเกิดในปีนั้นด้วยซ้ำ- ประเดิมอาชีพนักแสดงในวัย 18 ปีจากบทสมทบเล็กจิ๋วในซีรีส์บ้านเกิดที่ออสเตรเลีย หนังเรื่องแรกๆ ที่เธอแสดงเป็นหนังเรตอาร์บทวิจารณ์โหล่ยโท่ยที่ไม่อยู่ในความทรงจำใครทั้งนั้นสองเรื่องติด จนปี 2011 ที่เธอได้มีโอกาสแสดงซีรีส์สัญชาติอเมริกาเรื่องแรก ว่าด้วยแฮร์โฮสเตสสาวใน Pan Am 

“ตอนนั้นพวกเขาเอาโปสเตอร์เรื่อง Pan Am แปะอยู่กลางไทม์สแควร์เลย” ร็อบบีว่า “คิดดูสิ ฉันเพิ่งมาอยู่อเมริกา ยืนอยู่ใจกลางเมือง มองดูรูปตัวเองสูง 30 ฟุต… จำได้ว่าขอให้ใครสักคนถ่ายรูปฉันกับโปสเตอร์นั้นให้หน่อย แลวเขาก็ถ่ายติดแต่ฉันโดยแทบไม่เห็นโปสเตอร์เลย ฉันต้องรบเร้าให้เขาถ่ายให้ติดทั้งฉันและโปสเตอร์ยักษ์นั่นทั้งภาพให้ได้”

เธอจึงเข้าอกเข้าใจชารอน เทต ที่เข้าไปนั่งในโรงหนัง วางเท้าพาดเบาะข้างหน้าแล้วดื่มด่ำกับตัวเองบนจอภาพยนตร์ ตัดสลับกับเสียงคนดูที่ตื่นเต้นเมื่อเธอปรากฏตัว ในฐานะคนที่เพิ่งเห็นความสำเร็จของตัวเองปรากฏตัวเป็นรูปเป็นร่างในที่สุด 

“ฉันครุ่นคิดมาตลอดเลยนะว่าเธอมีชีวิตยังไงบ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ การได้ใกล้ชิดกับเรื่องราวของชารอนนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก จู่ๆ ก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น คุณตั้งรับไม่ทัน ได้แต่เศร้าโศกกับมัน”

นั่นหมายถึงความตายของเทตในเดือนสิงหาคมปี 1969

 

6.

What’s Eating Gilbert Grape

“ผมชอบความสัมพันธ์ระหว่างคลิฟฟ์และริคที่หนังเล่า” ดิคาปริโอว่า “ทั้งสองคือครอบครัว พวกเขาสร้างครอบครัวเล็กๆ นี้มาด้วยกันเพื่อประคองกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ขณะไล่ตามความฝัน…

“เอาจริงๆ ผมมีความสัมพันธ์แบบริคกับคลิฟฟ์ในชีวิตจริงเหมือนกันนะ คุณต้องการใครสักคนที่เป็นหลักพิงให้คุณเท่านั้นแหละ ใครสักคนที่สามารถนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันได้เงียบๆ แล้วไม่ต้องพูดห่ะอะไรเลยก็ได้ตลอดห้าชั่วโมง แค่รู้ว่ามีใครสักคนอยู่ข้างๆ คุณตรงนั้นก็พอ และตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ผมกับแบรดก็เป็นแบบนั้นเลย ตอนแสดงด้วยกันกับเขาทุกอย่างมันไหลลื่นไปหมด”

“และการได้ร่วมงานกับลีโอก็ถือเป็นเรื่องสุดจะเจ๋งและเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากๆ” พิตต์เสริมอย่างรักใคร่ “เราสวมบทบาทเป็นนักแสดงกับสตันต์แมนคู่ใจ เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างคู่ดูโอ้แบบเดียวที่กับ เบิร์ต เรย์โนลส์ มี ฮัล นีดแฮม แบบเดียวกับที่ สตีฟ แม็กควีน มี บัด อีคินส์ หรือแบบเดียวกับที่ เคิร์ต รัสเซลล์ ก็มีสตันต์แมนของเขา หรือคนของ แฮร์ริสัน ฟอร์ด นักแสดงเหล่านี้คือคู่หูที่อยู่ร่วมกันมานับทศวรรษนะครับ และมันไม่มีอีกแล้วในยุคสมัยเรา”

True Romance

กับดิคาปริโอและพิตต์ที่อายุห่างกันสิบปีเต็ม หากแต่วัดจากอายุที่พวกเขาโลดแล่นในอุตสาหกรรมนี้อาจไม่ห่างกันมากนัก โดยเฉพาะเมื่อมาถึงในยุค 90 ที่่ดิคาปริโอแจ้งเกิดครั้งสำคัญด้วยการรับบทเป็นเด็กออทิสติกจนชิงสมทบชายยอดเยี่ยมครั้งแรกใน What’s Eating Gilbert Grape (1993) ปีเดียวกันนั้น พิตต์อยู่ในหนังที่ทารันติโนเขียนบท –True Romance– กับการปรากฏตัวไม่กี่ฉากที่สะกดสายตาคนดูทุกคู่ 

ผ่านมาอีกสิบกว่าปี พวกเขาอยู่ในจุดสูงสุดของฮอลลีวูด ทั้งรัก ทั้งเหนื่อยและเข้าอกเข้าใจสมรภูมิแห่งการแสดงและชื่อเสียงนี้เสียยิ่งกว่าอะไร ไม่ต่างจากที่ริค ดัลตันและคลิฟฟ์ บูธต้องเผชิญ

“สำหรับผม ผมว่านี่มันโคตรจะจริงและร่วมสมัยในอุตสาหกรรมนี้มากๆ” ดิคาปริโอเล่า “ว่าพวกเรากลั้นน้ำตากันยังไง ภาวะผิดหวังเจ็บช้ำในตัวเองมันพาเราไปถึงจุดนั้นแบบไหน ผมอยากใส่ความรู้สึกแบบนี้ลงไปในหนังให้คนดูรู้สึกได้ด้วยว่าเรื่องแบบนี้มันสามารถเกิดขึ้นกับริคได้”

 

7.

Quentin Tarantino directing a scene from ONCE UPON A TIME IN HOLLYWOOD.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทารันติโนทำหนังที่ว่าด้วยลอสแองเจลิส เมืองเทวดาตกสวรรค์ที่ด้านหนึ่ง ใครต่อใครก็ขนานนามมันว่าเป็นเมืองใหญ่กลืนกินผู้คน แต่อีกด้าน -และสำหรับทารันติโน- มันคือเมืองที่เต็มไปด้วยร่องรอยหลายอย่าง และเป็นฉากหลังสำคัญในหนังของเขา 

มันคือที่ที่เหล่าหกอาชญากรออกปล้นเพื่อจะพบความวายป่วงหลังจากนั้นใน Reservoir Dogs (1992), เป็นฉากหลังที่ วินเซนต์ เวกา กับ จูลส์ วินน์ฟีลด์ สองคู่หูถกกันเรื่องเมนูเบอร์เกอร์สุดคลาสสิกจาก Pulp Fiction (1994) และหญิงวัยกลางคนที่ต้องเผชิญเรื่องน่าชวนหัวใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ใน Jackie Brown (1997) อันเป็นผลมาจากความทรงจำส่วนใหญ่ในชีวิตของทารันติโนที่ประกอบสร้างขึ้นจากสถานที่แห่งนี้ ทั้งร้านเช่าหนัง Eddie Brandt’s Saturday Matinee ที่หล่อหลอมเขาให้เป็นเด็กหนุ่มเนิร์ดหนังธริลเลอร์เข้าเส้น ร้านแพนเค้ก Uncle Bill ที่เป็นฉากสำคัญใน Reservoir Dogs เขียนบทและแกร่วเอ้อระเหยในร้าน Toi on Sunset ที่ปลอบโยนเขาด้วยดนตรีและอาหารรสเลิศราคาถูก และหนังหลายๆ เรื่องของทารันติโนถือกำเนิดขึ้นมาจากร้านแห่งนี้

“แอลเอมันมันกว้างมากเสียจนว่าหากคุณไม่ได้อยู่ในฮอลลีวูด ก็เหมือนว่าคุณมาจากดาวดวงอื่นเลยทีเดียว” เขาว่า “และสำหรับผม บางครั้งลอสแองเจลิสก็เหมือนไม่ได้เป็นความจริง… มันเหมือนเป็นตัวละครหนึ่งที่มีเบื้องหลังยาวนานและมากมายเท่านั้นเอง”