Documentary Club Last Night I Saw You Smiling หนังสารคดี

Last Night I Saw You Smiling เขมรแดง ประวัติศาสตร์และการล่มสลายในสายตาของ คาวิค เหนียง

Home / bioscope, Bioscope focus / Last Night I Saw You Smiling เขมรแดง ประวัติศาสตร์และการล่มสลายในสายตาของ คาวิค เหนียง

คาวิค เหนียง คนทำหนังสัญชาติกัมพูชาบอกกับเราพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าและแก้วกาแฟในมือ ว่าเขายังง่วงงุนอยู่พอสมควร เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพบปะกับคนดูหลังฉายหนัง Last Night I Saw You Smiling (2019) สารคดีที่เขากำกับเมื่อคืนก่อนหน้านัดเจอกับเรา 

“กว่าจะได้นอนก็สักตีสองตีสามแล้วครับ” เขาบอก ฉายให้เห็นประเด็นพูดคุยที่ลากยาวหลังหนังจบจนเป็นเหตุให้ต้องกลับถึงที่พักดึกดื่น แต่วัดจากประกายแววตาและรอยยิ้มแล้ว การอดนอนนับเป็นราคาที่คุ้มค่าทีเดียวเพราะมันหมายถึงว่า หนังของเขาเชื่อมร้อยผู้คนให้อยู่โยงเพื่อถกประเด็นมากมายในหนังจนล่วงเวลา

Last Night I Saw You Smiling คือบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้คนในตึกขาว (White Building) ในกรุงพนมเปญ, กัมพูชา ต้องอพยพออกจากที่พักภายหลังรัฐบาลและนายทุนมีคำสั่งแปลงตึกเป็นคาสิโน ชาวชุมชนจึงมีทางเลือกไม่มากนักนอกจากยอมรับชะตากรรมและเงินชดเชย ตัวคาวิคเองเติบโตในตึกแห่งนี้ การบันทึกภาพต่างๆ เกิดขึ้นใน 30 วันก่อนหน้ากำหนดการณ์อพยพผู้คนจะสิ้นสุด ภาพจับไปยังพ่อ แม่และคนรอบตัวของเขาทยอยเก็บของใส่ลังกระดาษไปจนถึงนาทีที่ทุกอย่างว่างเปล่าและเสื่อมสลาย โดยมีเพลงจากวิทยุดังเป็นฉากหลัง

มันอาจไม่ใช่หนังสารคดีที่เต็มไปด้วยความละเมียดนัก หากแต่ความดิบและตรงไปตรงมาของมันคือถ้อยคำที่ชัดแจ้งของคนที่จำต้องมองดูบ้านเกิดของตัวเองค่อยๆ ถูกรื้อถอนโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ ทิ้งไว้เพียงผู้คนที่ต้องหาที่อยู่กันตามมีตามเกิด รวมไปถึงครอบครัวของคาวิคเองด้วย

Last Night I Saw You Smiling ถือเป็นหนังส่วนตัวมากๆ เลยหรือเปล่า

อันที่จริงหนังเรื่องนี้มันเล่าถึงความทรงจำส่วนตัวของผมจริงๆ นั่นแหละครับ แต่พอทำออกมาเป็นหนัง คนดูก็จะมองมันด้วยมุมมองที่ต่างออกไป บางคนมองเห็นประเด็นประวัติศาสตร์ในหนัง บางคนเห็นประเด็นชุมชนในตึกขาว หรืออาจจะเห็นประเด็นความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย ดังนั้นแล้ว สำหรับผมนะ มันคือความทรงจำของผมที่มีต่อตึกขาวน่ะ

ผมโตมาในตึกนั้น มีหลายอย่างที่จำได้ ช่วงเวลาวัยเด็กต่างๆ หรือบางช่วงเวลาที่เติบโตขึ้นมา ได้เล่นฟุตบอลหรือเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ 

ที่สำคัญคือ ในช่วงยุค 90 ที่ผมโตมา ครอบครัวในกัมพูชาไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่จะมีโทรทัศน์ไว้ดู ดังนั้น ถ้าบ้านใครในตึกขาวมีโทรทัศน์ ตอนกลางคืน ทุกคนในตึกก็จะไปมุงดูโทรทัศน์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นเด็กทุกคนในตึกก็จะได้ดูโทรทัศน์เรื่องเดียวกัน ถ้ามีใครพลาดไม่ได้ไปดูก็คือพลาดเลย (หัวเราะ) อย่างพอเช้าอีกวันเพื่อนผมก็จะมาคุยแล้วว่า นี่ๆ เมื่อคืนที่เราดูเรื่องนี้กันน่ะ ฉากนั้นฉากนี้ นักแสดงคนนั้นคนนี้ เราก็จะเริ่มอยากคุยกับเพื่อนๆ รู้เรื่องแล้วใช่ไหมครับ แต่ก็นั่นแหละ ตอนเรายังเด็กๆ น่ะเราไม่ห่วงอะไรมากไปกว่านอนเยอะๆ หรอก (หัวเราะ) พอตกดึกผมก็มักจะเข้านอนเร็วจนพลาดรายการโทรทัศน์ไปเลย 

 

ดูเหมือนตัวตึกและผู้คนเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ช่วงเขมรแดงด้วย (ผู้คนอพยพออกจากตึกไปแล้วครั้งหนึ่งหลังเขมรแดงเรองอำนาจ และกลับมาอีกครั้งเมื่อเขมรแดงหมดอำนาจ) 

ช่วงปี 1975 พล พต (ผู้นำเขมรแดง) เขากวาดล้างคนไปเยอะมาก ผู้คนเลยอพยพออกจากตึกขาวและหวนกลับมาใหม่ช่วงปี 90 อันที่จริงก็ไม่เชิงเป็นการกลับมาเสียทีเดียวนะครับ เพราะมีคนใหม่ๆ คนแปลกหน้าจากที่อื่นๆ ย้ายเข้ามาด้วย และผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาคือคนกลุ่มเดิมหรือเปล่า

ก่อนหน้าการมาถึงของเขมรแดง ดึกขาวเป็นที่อยู่อาศัยสาธารณะ เป็นพื้นที่ของคนที่ไม่ค่อยมีเงินมากนัก และพอเขมรแดงเรืองอำนาจ คนเหล่านี้ก็ต้องอพยพไปตามที่ต่างๆ และเมื่อพ้นยุคเขมรแดงมาแล้ว ผู้คนก็หวนกลับมาใหม่อีกหน พร้อมกับที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศว่าอยากให้ศิลปินและนักแสดงเข้ามาอาศัยในอาคารตึกขาวหลังนี้ นั่นแหละที่พ่อแม่ผมเริ่มย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ และเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกขาวจึงมีศิลปินเยอะมาก

ในหนังมีพูดถึงชื่อพล พตกับเขมรแดงด้วย สองอย่างนี้กระทบชีวิตคุณยังไง

โดยตรงเลยครับ อย่างเช่น พ่อแม่ผมสูญเสียสมาชิกในครอบครัวตัวเองไปกับเหตุการณ์เขมรแดง มันเลยเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา อย่างเวลาพ่อหรือแม่พูดอะไรขึ้นมาสักอย่างในชีวิตประจำวัน เช่นแม่ทำอาหาร แล้วผมบอกว่าแม่ทำอาหารแบบเดียวกันทุกวันเลยนะเนี่ย แม่จะบอกว่า นี่ก็ดีเท่าไหร่แล้วนะ เพราะถ้าอยู่ในยุคเขมรแดงละก็ไม่มีอาหารแบบนี้หรอก หรือถ้าบ่นเรื่องเสื้อผ้า พวกเขาก็จะบอกว่า จะบ่นทำไมนะ มันก็ดีแล้วนี่ ถ้าเป็นยุคเขมรแดงก็ไม่มีใส่หรอก (หัวเราะ) เพราะงั้น เรื่องพวกนี้เลยสะท้อนภาวะยากลำบากของพวกเขาในช่วงนั้นมากๆ บางทีแล้ว อุปนิสัยบางอย่างของพวกเขาก็มาจากช่วงที่ต้องทนอยู่กับเขมรแดงนั่นแหละ พูดยังไงดี ผมว่าพวกเขาตื่นกลัวและตระหนกได้ง่าย เพราะในยุคเขมรแดงมันโหดเหี้ยมมาก พวกเขาเลยกลัวอะไรต่อมิอะไรแทบตลอดเวลา และเวลาพวกเขาเติบโตขึ้น มีลูกมีหลาน พวกเขาก็ส่งต่อความหวาดหวั่นนี้ด้วยการบอกว่า อย่าไปเล่นที่ไหนไกลนะ อย่ากลับดึกล่ะ ระวังโดนปล้นนะ ผมโตมากับเรื่องแบบนี้เลย

 

มีหลายฉากมากที่ผู้คนไม่ไว้วางใจรัฐบาลของตัวเองว่าจะชดเชยเงินให้พวกเขาจริงหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเขาดูคลางแคลงใจกับรัฐมากนัก

(หัวเราะ) เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ช่วงสิบปีที่ผ่านมากัมพูชามีปัญหาเรื่องที่ดินระหว่างบริษัทกับผู้คนเยอะมาก ไม่ใช่แค่ตึกขาวนะครับ แต่ทุกที่เลยไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมือง แล้วรัฐบาลก็เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเหล่านั้นจนผู้คนต้องรวมตัวกันประท้วงเพื่อความชอบธรรม เนื่องจากนอกจากจะถูกไล่ที่แล้วยังไม่มีการจ่ายค่าชดเชยอีกต่างหาก พวกเขาเลยโกรธกันมาก จนการประท้วงนั้นนำไปสู่การบาดเจ็บสูญหาย บางคนติดคุก แล้วมันเกิดขึ้นบ่อยมากๆ จนเมื่อถึงปัจจุบันที่คนถูกสั่งให้ออกจากตึกขาว หลายคนเลยหวาดระแวงรัฐบาลว่าจะเข้าข้างนายทุนและไม่ยอมจ่ายเงินอีก 

หลังตึกขาวมันมีสลัมเล็กๆ แห่งหนึ่ง รัฐบาลและบริษัทเหล่านั้นให้พวกเขาย้ายออกโดยไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายไม่มากพอ พวกเขาจึงรวมตัวประท้วงจนรัฐบาลเองก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง ท้ายที่สุด รัฐบาลเลยใช้กองทัพและกำลังเข้าปราบปราม ใช้ทั้งกำลังคนและอาวุธ รถถัง ปิดถนนและทางเข้าสลัมแห่งนั้นจนหมด พวกทหารปีนขึ้นไปบนหลังคาตึกหรือเข้าทางหน้าต่างเพื่อปราบผู้ชุมนุม แน่ล่ะว่าพวกเขากลัวกันจับใจ พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะโดนอะไรบ้าง บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทหารบุกเข้ามาทำไม พวกเขาเลยต้องกัดฟันสู้กันยิบตาเพื่อรักษาชีวิต และนี่แหละที่เป็นเหตุการณ์ที่ฝังใจคนมากๆ ผู้คนต่างรู้สึกว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง รัฐบาลอาจทำกับพวกเขาแบบนี้ก็ได้

ฉากตึกถล่มชวนให้นึกถึงการล้างและลืมเลือนประวัติศาสตร์เขมรแดงเหมือนกันนะ

(คิด) ตอนทำหนังผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยครับ เพราะอย่างที่บอกว่ามุ่งเก็บประสบการณ์ส่วนตัวเฉยๆ แต่พอคุณแสดงความเห็นแบบนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนถ่ายทำ ผมอาจไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องการลบเลือนประวัติศาสตร์หรอกครับ แต่คงเล่าประเด็นนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัวมากกว่า