Maze Runner Maze Runner: The Scorch Trials Mud เจคอบ ลอฟแลนด์

เจคอบ ลอฟแลนด์ เด็กหนุ่มคนนั้นในหนังเรื่องนี้

Home / bioscope, Bioscope focus / เจคอบ ลอฟแลนด์ เด็กหนุ่มคนนั้นในหนังเรื่องนี้

Mud (2012, เจฟฟ์ นิโคลส์) ว่าด้วยเรื่องของ เอลลิส (ไท เชอร์ริแดน) เด็กชายผู้ไม่ประสาโลกเจอเข้ากับ มัด (แมตธิว แม็กคอนาเฮย์) ชายลึกลับที่เหมือนจะมีคดีอาชญากรรมติดตัว และหวนกลับมายังชุมชนเล็กๆ ที่เอลลิสอยู่เพื่อตามหาหญิงสาวผู้เป็นรักเดียวของเขา

และแม้เรื่องราวจะจับจ้องไปยังเอลลิสกับมัดเป็นหลัก แต่อีกตัวละครหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันราวกับเป็นอีกขั้วตรงข้ามของเอลลิสที่ไร้เดียงสาและสิ้นหวังมากกว่าอย่าง เน็คโบน เพื่อนรักของเอลลิสซึ่งเจอมัด ชายแปลกหน้าพร้อมๆ กัน แต่สภาพชีวิตของเน็คโบนหล่อหลอมให้เขาระแวดระวังตัวเองกว่าเอลลิสมาก ท่ามกลางความห่ามซนของเด็กหนุ่ม เน็คโบนกลับแฝงร่องรอยสิ้นหวังไว้ลึกๆ เสมอ

นิโคลส์เจอตัว เจคอบ ลอฟแลนด์ เด็กหนุ่มวัย 15 รูปร่างผอมสูงจากรัฐอาร์คันซอ ที่ไม่เคยแม้กระทั่งผ่านงานแสดงมาก่อน หากแต่เขาเห็นแววตาดื้อรั้น ต่อสู้บางอย่างจากลอฟแลนด์ แถมมีเคมีที่เข้ากันได้กับเชอร์ริแดนที่มาจากรัฐเท็กซัสไกลปืนเที่ยงเหมือนกัน และ Mud ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญของลอฟแลนด์ในทันที ภายหลังจากนั้น เขาได้ร่วมแสดงในซีรีส์อย่าง Justified, Texas Rising และหนังฟอร์มยักษ์อย่างแฟรนไชส์ Maze Runner

“ผมกับเพื่อนๆ ชอบขับรถเล่นไปทั่วเมือง บุกป่าฝ่าดง ลุยโคลนแบบเด็กชนบททั่วไปแหละครับ” ลอฟแลนด์หวนอดีตก่อนก้าวเข้าสู่งานแสดง ตัวเขาเป็นเด็กเงียบๆ และเรียนโฮมสคูลกับแม่ที่บ้าน “เพื่อนผมมีรถยนต์คันใหญ่ๆ ที่เรามักเข้าไปนั่งแล้วขับกินลมไปเรื่อยๆ จนมอมแมม ผมก็เคยขับเหมือนกันนะ อยากได้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่กว่าที่มีเหมือนกันเพราะผมมีแค่ฮอนด้า 100 ซีซีเท่านั้นเอง”

สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ การได้ปรากฏตัวในหนังของนิโคลส์ ประกบกับนักแสดงดาวรุ่งอย่างเชอร์ริแดนและนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของฮอลลีวูดอย่างแม็กคอนาเฮย์ จึงนับเป็นการแจ้งเกิดอย่างสวยงามสำหรับลอฟแลนด์จนเขาได้ร่วมแสดงในหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Maze Runner: The Scorch Trials (2015, เวส บอลล์) ภาคต่อของเขาวงกตสุดพิศดารที่จ้องจะสังหารมนุษย์ ลอฟแลนด์รับบทเป็น อารีส เด็กหนุ่มเงียบขรึมและมีปัญหาด้านการสื่อสาร ที่ต้องร่วมมือกับ โธมัส (ดีแลน โอไบรอัน), มินโฮ (ลีคีฮอง) และเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในการหาทางออกจากเขาวงกตนี้ให้ได้

“ผมคิดว่าอาริสเป็นเด็กขี้ตื่นเท่านั้นแหละ เขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และรู้ด้วยว่าลำพังตัวเองก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้คนเดียวแน่นอน เขาจึงต้องโธมัสกับมินโฮเพื่อร่วมมือกันฝ่าวิกฤติไปให้ได้” ลอฟแลนด์เล่า แน่แท้ว่าอาริสมีอาการพิเศษอย่างเห็นได้ชัด และนั่นสะท้อนผ่านวิธีออกเสียง วิธีพูดตลอดจนอาการจับจ้องไปยังขนมปังที่เขากินเสมอ ลอฟแลนด์อธิบายว่าตัวละครของเขานั้นอ่อนไหวและขี้ระแวงอย่างยิ่ง “เขาคิดว่าจะมีคนใส่ยาพิษไว้ในขนมปัง เลยต้องพิจารณามันอย่างรอบคอบหน่อย”

ความที่เกือบทั้งเรื่องของ The Scorch Trials เต็มไปด้วยฉากที่ตัวละครวิ่งหนีเอาชีวิตรอดแบบลืมตาย ทำให้นักแสดงทุกคนต้องฝึกร่างกายกันครั้งใหญ่ก่อนถ่ายทำจริง บอลล์ไม่ได้ต้องการให้พวกเขามีกล้ามล่ำหรือดูแข็งแกร่ง กลับกัน พวกเขาควรจะดูปราดเปรียวและคล่องแคล่วแบบเดียวกับคนที่ออกวิ่งทุกวัน ครั้งละนานๆ “ผมต้องวิ่งเป็นไมล์ๆ เราไปถึงกองถ่ายที่อัลบูเคอร์คี, นิวเม็กซิโกก่อนถ่ายทำจริงสองสัปดาห์ได้ฮะ และต้องวิ่งวันละสองไมล์สเพื่อฝึกท่าวิ่งที่เราควรวิ่งในหนัง” ลอฟแลนด์ว่า “แล้วก็ต้องฝึกปาร์คัว (Parkour -การวิ่งหรือกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ) วิดพื้นทุกวัน ออกวิ่ง อะไรก็ตามที่คุณนึกออกนั่นแหละ เราหัดทำทุกอย่างในสองสัปดาห์นั้น แล้วพอถ่ายทำจริงๆ นี่กลับได้วิ่งติดกันสัก 12 ชั่วโมงได้มั้งฮะ แค่สปรินต์ แล้วดีแลนนี่วิ่งเร็วมากๆ เลยนะครับ เพราะงั้นเราเลยต้องตามเขาให้ทันตลอดเวลา อันที่จริงผมว่าเขาเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยล่ะ แบบว่าวิ่งได้ 25 ไมล์สในชั่วโมงเดียวอะไรแบบเนี้ย” (แถมเขาขยายความต่ออีกว่า พอถ่ายหนังจบงี้น้ำหนักลงกันถ้วนหน้าเลย!)

ลอฟแลนด์หวนกลับมาร่วมงานกับแม็กคอนาเฮย์อีกหนใน Free State of Jones (2016, แกรี รอสส์) หนังคาวบอยตะวันตกที่ว่าด้วยช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ กับการนำทัพปลอดแอกเพื่อความเป็นธรรมของชาวบ้านและทาสผิวดำ ก่อนจะโดดเด่นสุดขีดในบทของ เอลี จากซีรีส์ The Son ที่จับจ้องไปยังช่วงเวลาก่อนที่เขาจะเติบใหญ่ไปเป็นชายฉกรรจ์กร้านโลก (รับบทวัยผู้ใหญ่โดย เพียรซ์ บรอสแนน) โดยลอฟแลนด์ได้รับคำชมอย่างหนาหูว่าถ่ายทอดความหลากมิติของตัวละครระหว่างการก่อตั้งอเมริกา

ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นการปูทางที่งดงามอย่างยิ่งสำหรับลอฟแลนด์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เขาก็ยังเป็นเด็กหนุ่มคนเดิมที่เทียวไปเทียวกลับระหว่างบ้านที่อาร์คันซอและในเมืองใหญ่อย่างลอสแองเจลิส ด้วยเหตุผลหลักไม่กี่ประการคือเขาเพียงแต่หวนคิดถึงบ้านเกิดเท่านั้น

“ผมอยากอยู่อาร์คันซอให้ได้นานที่สุดนะเพราะชอบเมืองเล็กๆ มีเพื่อนที่นั่น แน่ล่ะว่าผมก็มีเพื่อนที่แอลเอด้วย แต่ผมไม่ชอบเลยที่ต้องเจอรถติด ผมชอบขับรถบนถนนโล่งๆ ที่ต่อให้คุณขับนานเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่เจอใครเลยมากกว่า” เขาปิดท้าย