Midsommar กำกับภาพ ปาเวล โปกอร์เซลสกี

หลอน เฮี้ยน เพี้ยน คลั่งด้วยแสงสว่าง ปาเวล โปกอร์เซลสกี ผกก.ภาพ Midsommar

Home / Art of Storytelling, bioscope / หลอน เฮี้ยน เพี้ยน คลั่งด้วยแสงสว่าง ปาเวล โปกอร์เซลสกี ผกก.ภาพ Midsommar

“ตอนนั้นเราอยู่ในห้องโถงใหญ่ๆ ผมดื่มกาแฟไปเป็นลิตรๆ ได้และดีดสุดขีด เที่ยวเขย่ามือทักทายทุกคนไปทั่ว ‘ไง ผมอารินะ คุณชอบหนังเหมือนกันใช่ปะ’ ปาเวลที่มองเห็นผมจากอีกฟากของห้องเลยพยายามหลบเลี่ยงไม่สบตากะผม (หัวเราะ) แต่นั่นแหละครับวันแรกที่เราเจอกัน”

อาริ แอสเตอร์ เล่าถึงครั้งแรกที่เขาได้เจอกับ ปาเวล โปกอร์เซลสกี ผู้กำกับภาพคู่บุญที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แอสเตอร์กำกับหนังเรื่องแรกอย่าง Hereditary (2018) เรื่อยมาจน Midsommar (2019) เมื่อทั้งสองล้วนเป็นเด็กใหม่ในสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน ก่อนที่แอสเตอร์จะพบว่า เจ้าเด็กหนุ่มจากโปแลนด์ที่เลี่ยงไม่สบตาเขาในวันแรกนี่เข้าเรียนนี่แหละที่จะกลายมาเป็นคู่หูคนสำคัญในอาชีพการทำหนังของเขา!

โปกอร์เซลสกีผูกพันกับภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะกับภาพยนตร์สัญชาติโปแลนด์และหนังแอ็กชั่น (“พ่อผมเป็นแฟนหนังตัวยงของชุด Die Hard เลยนะ”) และแม้ว่าเขาจะแทบไม่เคยได้ดูหนังสยองขวัญเลยก็ตาม แต่เมื่อโตขึ้น โปกอร์เซลสกีก็เลือกศึกษาเกี่ยวกับหนังเฮอร์เรอร์โดยตรง “มันเปิดหูเปิดตาผมมากเลย แถมยังเป็นหนังที่สำรวจเรื่องราวของโลกที่เราอยู่ในทุกวันนี้ด้วย หนังเฮอร์เรอร์น่ะขุดลึกเข้าไปในความหวาดกลัวของพวกเราโดยตรง และเล่นกับความรู้สึกนั้นเสมอ” เขาว่า

ก่อนหน้าจะมารู้จักกับแอสเตอร์ โปกอร์เซลสกีเคยกำกับภาพมาก่อนแล้วในหนังสั้นประปรายตั้งแต่ปี 2006 และกำกับภาพให้หนังสั้นเรื่องแรกในชีวิตของแอสเตอร์อย่าง The Strange Thing About the Johnsons (2011 -หนังตลกร้ายกาจว่าด้วยเด็กหนุ่มกับเน็คไทด์เจ้ากรรมที่รัดคอเขาจนแทบหายใจไม่ออก) “หลังเรียนจบจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน เราสองคนก็ทำหนังสั้นด้วยกันมาเรื่อยๆ พยายามสร้างอาชีพในวงการนี้” โปกอร์เซลสกีว่า “เราทำงานด้วยกัน ออกวิ่งด้วยกันและเขาเล่าเรื่องบทหนัง Hereditary ให้ฟัง ผมว่ามันโคตรน่าสนใจเลย มันเป็นความคิดที่มาตอนเรากำลังวิ่งออกกำลังกาย เขาเอากลับไปร่างบท แล้วสุดท้ายก็ได้ถ่ายทำจริงๆ”

นั่นคือแรงระเบิดแรกที่ไม่เพียงแต่แจ้งเกิดแอสเตอร์ในฐานะผู้กำกับ แต่งานภาพอลังการที่จับจ้องไปยังสีหน้าหวาดหวั่น เคียดแค้นและตื่นกลัวของตัวละครก็ทำให้หลายคนจับจ้องมายังโปกอร์เซลสกีทันที มิหนำซ้ำ ใน Midsommar -ที่ว่าด้วยกลุ่มหนุ่มสาวผู้ไปเจอลัทธิประหลาดของสวีเดนและหลอกหลอนกันกลางวันแสกๆ- โปกอร์เซลสกียังขยับไปอีกขั้นด้วยการใช้สีขาวและแสงสว่างซึ่งดูจะเป็นขั้วตรงข้ามกับหนังเฮอร์เรอร์ที่มักเล่าเรื่องด้วยความมืดหม่นเป็นหลัก

“อย่างแรกเลยที่เรานั่งคุยกันคือ เราจะถ่ายทำฉากกลางวันกันเยอะมากๆ ทุกอย่างต้องสว่าง แน่นอนว่าดวงอาทิตย์คือความท้าทายหลักของเราเลยล่ะ แต่มันก็สนุกมากเลย” โปกอร์เซลสกีเล่าอย่างตื่นเต้น ขณะที่แอสเตอร์เสริมว่า ในหนังเรื่องก่อนของเขาอย่าง Hereditary นั้นเต็มไปด้วยความมืดหม่นของแสงและตัวละคร “แต่พอมาเรื่องนี้ เราลองทำด้านตรงกันข้ามดู นั่นคือทำหนังที่ว่าด้วยแสงสว่างและหยุดตัวเองให้ได้เมื่อถึงจุดที่เรารู้สึกว่า ต้องเล่าเรื่องด้วยความมืด!”

“หน้าที่ของผู้กำกับภาพคือทำให้ภาพในหัวของผู้กำกับเป็นจริงให้ได้” โปกอร์เซลสกีว่า “เวลาทำงาน สิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้คือผู้กำกับเขาคิดอะไร และชอบที่จะได้นั่งคุยกับผู้กำกับ กับเหล่าทีมเอ็ฟเฟ็กต์ส คนทำคอสตูม แต่งหน้า คุณจะใส่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงในการประชุมลงไปในงานภาพของคุณด้วยก็ยังได้ถ้ามันช่วยให้พวกเราเห็นภาพชัดมากขึ้น”

โปกอร์เซลสกีลองใช้กล้องหลายแบบเพื่อดูงานภาพ ไม่ว่าจะกล้อง 35 มม. กล้องอเล็กซ่าและ DXL2 ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกใช้ในที่สุดเพราะเป็นกล้องที่ขับความสว่างและความจ้าได้มากกว่าตัวอื่นๆ “DXL2 ให้งานภาพที่น่าสนใจและสวยมากๆ ตอนที่เราเปิดรับแสงถึงขีดสุดก่อน(ก่อนจะจ้าจนมองไม่ออก) เราเลยเลือกเจ้ากล้องนี่มาครับ”

ก่อนหน้าที่ลงมือถ่ายทำจริง โปกอร์เซลสกีใช้เวลานั่งอยู่กลางแจ้งวันละนานๆ เพื่อทำความเข้าใจแสงในแต่ละวัน จนเขาจำได้หมดว่าช่วงเวลาไหนแสงเป็นแบบไหน และควรถ่ายทำช่วงเวลาใด และความจุกจิกของหนังแบบที่เลี่ยงไม่ได้คือ หนังเต็มไปด้วยฉากที่ต้องถ่ายทำกลางแจ้งทำให้โปกอร์เซลสกีกับทีมงานต้องหอบอุปกรณ์ออกไปเตรียมถ่ายนอกสถานที่อยู่บ่อยๆ และอุปสรรคสำคัญคือสภาพอากาศที่เป็นใจบ้างไม่เป็นใจบ้าง เขาเล่าว่าบางวันที่ฝนตกนั้นถึงกับต้องพักกองกันดื้อๆ เลยทีเดียว เพราะแม้ฝนจะหยุดตกแล้วและแดดก็สว่างไสวตามปกติ แต่พวกเขายังต้องรอให้ยอดหญ้าและผืนดินแห้งสนิทเสียก่อน “ต่อให้แดดออกจ้าขนาดไหนแต่ถ้าพื้นเปียกมันก็ไม่เข้ากันอยู่ดี เพราะงั้นเราเลยต้องยอมพักรบ เรียกมันว่าวันหยุดไปเลย ซึ่งก็ไม่มีใครมีปัญหาอะไรนะครับ อ้อ… เว้นก็แต่โปรดิวเซอร์น่ะนะ

“เราอยู่กับแสงแดดเยอะซึ่งยากมากๆ เพราะดวงอาทิตย์มันเคลื่อนที่ตลอด ผมสังเกตเห็นมันจากระยะไกลได้เลยแหละ อย่างสมมติถ้านักแสดงมาเข้าฉากช้ากว่าที่กำหนดเพราะเกิดเหตุขัดข้องกับเสื้อผ้าหน้าผมสัก 30 นาที ผมก็ต้องไปบอกพวกเขาว่า ‘คือ เมื่อกี้แสงมันกำลังดีเลยแต่ว่าช้าไปละ เพราะงั้นก็ถ่ายไปเท่าที่มีละกัน’ แต่จะไม่มีใครได้เห็นแสงในแบบที่ผมเห็นเลย สุดท้ายเราก็ต้องทำได้แค่จำใจปล่อยช่วงเวลานั้นไป ผมทำได้แค่นั้นแหละแล้วก็ถ่ายภาพเพื่อเล่าเรื่อง หาทางทำให้มันเป็นภาพเดียวกับที่ผมคิดให้ได้มากที่สุดเพราะยังไงซะ ไอ้โปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้มันก็ช่างทะเยอทะยานจริงๆ แหละแต่แค่ดวงอาทิตย์ไม่ได้รอเราตลอดไปแค่นั้น การถ่ายทำหนังเรื่องนี้เลยสร้างประสบการณ์ให้ผมมากเลยครับ”