Harry Potter voldemort เจ เค โรว์ลิง

‘โวลเดอมอร์คืออดีต ปัจจุบันและอนาคตของฉัน’ รวมนักแสดงผู้รับบทเป็นเจ้าแห่งศาสตร์มืดใน Harry Potter

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘โวลเดอมอร์คืออดีต ปัจจุบันและอนาคตของฉัน’ รวมนักแสดงผู้รับบทเป็นเจ้าแห่งศาสตร์มืดใน Harry Potter

“คนที่คุณก็รู้ว่าใคร”

แทบจะตลอดทั้งแฟรนไชส์ Harry Potter -ที่สร้างขึ้นจากวรรณกรรมชุดชื่อเดียวกันของ เจ เค โรว์ลิง– ชื่อของ ทอม มาร์โวโล ริดเดิล ที่เจ้าตัวเปลี่ยนมาเป็น ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ในภายหลังนั้นแทบไม่ถูกเอ่ยถึงโดยผู้วิเศษแม้แต่คนเดียว ผลจากความโหดเหี้ยมที่เขาสังหารพ่อมดแม่มดไปหลายสิบชีวิตในอดีตจนได้รับฉายาเป็นเจ้าแห่งศาสตร์มืด และเป็นที่หวาดกลัวเสียจนการเอ่ยถึงชื่อของเขาโดยตรงนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม จะมีก็เพียงเด็กชายผู้รอดชีวิต แฮร์รี พอตเตอร์ ผู้เติบโตในโลกคนไม่มีเวทย์มนต์ (หรือที่เรียกกันว่า มักเกิล) เท่านั้นที่เอ่ยชื่อของเขาโดยปราศจากความยำเกรง

โวลเดอร์มอร์ปรากฏตัวครั้งแรกตั้งแต่ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (2001, คริส โคลัมบัส) หากแต่ก็ในสภาพร่างแฝงอาศัยอยู่ในร่างกายพ่อมดคนอื่นเท่านั้นเพราะร่างที่แท้จริงยังไม่แข็งแรงพอ ก่อนที่เขาจะหวนกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งศาสตร์มืดอย่างเต็มตัวใน Harry Potter and the Goblet of Fire (2005, ไมค์ นีเวลล์)

แต่ระหว่างนั้น โวลเดอร์มอร์ก็ปรากฏตัวอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะในร่างคนอื่น ร่างจากความทรงจำ หรือร่างในวัยเด็กก็ตาม และนี่คือเหล่านักแสดงที่รับบทเป็นทอม ริดเดิล หรือโวลเดอร์มอร์ในแต่ละยุคจ้า

 

วัยเด็ก รับบทโดย ฮีโร ไฟนส์-ทิฟฟิน

เด็กชายชาวอังกฤษวัย 12 ผู้เป็นหลานแท้ๆ ของ เรล์ฟ ไฟนส์ นักแสดงที่รับบทเป็นลอร์ดโวลเดอร์มอร์วัยผู้ใหญ่ โดยไฟนส์-ทิฟฟินปรากฏตัวในฐานะทอม ริดเดิลวัยเยาว์จากหนังภาค Harry Potter and the Half-Blood Prince (2009, เดวิด เยสต์) เมื่อศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ (ไมเคิล แกมบอน) พาแฮร์รี พอตเตอร์ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) หวนกลับไปยังอดีตอันพร่าเลือนเมื่อเขาเจอริดเดิลเป็นครั้งแรก โดยไม่ได้ตระหนักว่าอีกไม่นานหลังจากนั้น เด็กชายเลือดผสมผู้วิเศษกับมักเกิลคนนี้จะกลายเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่คนในโลกพ่อมดแม่มดพากันหวาดผวา

เยสต์คว้าตัวไฟนส์-ทิฟฟินมารับบทริดเดิลเพราะบุคลิกดำมืดลึกลับบางอย่าง แม้ว่าไฟนส์-ทิฟฟินไม่ใช่เด็กเงียบขรึมนัก แต่เยสต์ก็เห็นว่าเขามีแววตาเคร่งขรึมบางอย่างแบบที่เด็กวัยเดียวกันไม่มี มิหนำซ้ำ ด้วยความเป็นญาติกันกับเรล์ฟ ไฟนส์ ทั้งสองจึงมีเค้าหน้าที่ละม้ายคล้ายกันจนชวนให้เชื่อได้ไม่ยากว่านี่คือตัวละครเดียวกันเพียงแต่คนละช่วงวัย

ริดเดิลในวัยเด็กอาศัยในบ้านเด็กกำพร้าเพราะพ่อมักเกิลรูปงาม -ในหนังสือบรรยายว่าเขาคือร่างย่อส่วนของผู้เป็นพ่อทีเดียว- ทอดทิ้งเขากับแม่ไปตั้งแต่เขายังไม่เกิด ก่อนที่แม่จะขาดใจตายลงหลังตั้งชื่อให้เขาได้เพียงไม่นาน ริดเดิลจึงเติบโตมาโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีเลือดผสมและใช้เวทย์มนต์ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รับรู้ดีว่าตัวเองมีบางอย่างผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่น ความเคียดแค้นทำให้โรว์ลิงระบุว่า ริดเดิลมีลักษณะของคนที่ชอบใช้กำลังและความรุนแรงกับคนอื่นเสมอ (เพื่อนวัยเดียวกันหรือสัตว์เลี้ยง) จะมีก็เพียงดัมเบิลดอร์ที่ทำให้เขาสงบลงได้ด้วยการเสกเวทย์มนต์ให้ดู และชักชวนให้ริดเดิลมาเรียนที่ฮอกวอตส์ โรงเรียนของพ่อมดแม่มด และนั่นเองคือปฐมบทสำคัญของการเติบโตเป็นเจ้าแห่งศาสตร์มืด เมื่อริดเดิลค้นพบว่าเขาแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นจริงๆ ตลอดจนอาจจะแตกต่างไปจากเด็กที่เป็นพ่อมดแม่มดในโลกอีกใบเสียด้วยซ้ำ

ตอนนี้ไฟนส์-ทิฟฟินก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมนายแบบและการแสดงเต็มตัวแล้ว และเพิ่งรับบทนำในหนังโรแมนติกอย่าง After (2019, เจนนี เกจ) ในบทของ สก็อตต์ หนุ่มแบดบอยหล่อร้ายที่กุมหัวใจสาวซื่อ

 

วัยรุ่น รับบทโดย คริสเตียน เคลาสัน และ แฟรงค์ ดิลเลน

Harry Potter and the Chamber of Secrets (2002, โคลัมบัส) คือหนังลำดับที่สองของแฟรนไชส์ ว่าด้วยแฮร์รีและผองเพื่อนที่ไปเจอสมุดบันทึกลึกลับของใครบางคนเข้า และคนในสมุดบันทึกนั้นโต้ตอบกลับในทุกสิ่งที่เขาบันทึกลงไปด้วยได้

นั่นเพราะนั่นคือสมุดบันทึกเก่าแก่ของทอม ริดเดิลตั้งแต่สมัยเขายังเรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์ และเปิดประตูให้แฮร์รีพลัดเข้าไปในความทรงจำ ความคิดของริดเดิลสมัยที่เขายังวัยรุ่นและมีตัวตนอยู่เฉพาะในสมุดบันทึกเล่มนี้เท่านั้น นั่นเพราะร่างที่แท้จริงของเขายังไม่แข็งแกร่งหรือเสถียรมากพอจะยืนหยัดปรากฏรูปร่างได้ด้วยตัวเอง จึงต้องฝากฝัง ‘เสี้ยว’ แต่ละส่วนของตัวเองไว้ในวัตถุต่างๆ และสมุดบันทึกเล่มนี้คือหนึ่งในส่วนเสี้ยวของเขา

ริดเดิลในวัยกำลังโตได้รับการบรรยายว่ามีเค้าหน้าตาดีอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนั้นเรื่องราวในสมุดบันทึกหรือความทรงจำของเขายังชี้ให้เห็นว่าริดเดิลเป็นเด็กที่มีความสามารถสูงและฉลาดเฉลียวเกินวัย ในภาคนี้ เคลาสัน -ในวัย 24 ปี- รับบทเป็นริดเดิลตอนวัยรุ่นซึ่งปรากฏตัวให้เราเห็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังแฮร์รีเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเขา และกล่าวได้ว่า นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเคลาสันหลังจากที่เขาแสดงในมินิซีรีส์ออกฉายในบ้านเกิดอยู่เพียงปีกว่าๆ และบทนี้เองที่ส่งให้เขามีชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็วจนได้แสดงนำในหนังดราม่าโรแมนติกหลายๆ เรื่อง

ขณะที่ใน the Half-Blood Prince มีฉากปรากฏตัวของริดเดิลในช่วงวัยรุ่นอีกครั้ง หากแต่คราวนี้รับบทโดยดิลเลนในวัย 18 ปี ลูกชายแท้ๆ ของ สตีเฟน ดิลเลน ผู้รับบทเป็น สแตนนิส บาราเธียน จากซีรีส์เข้มข้น Game of Thrones (แบบที่หลายคนสังเกตว่า ชื่อกลางของดิลเลนคนลูกคือ สตีเฟนสัน หรือลูกชายสตีเฟนนั่นเอง) และเช่นเดียวกันกับเคลาสัน เขาแจ้งเกิดจากการรับบทเป็นริดเดิลในวัยหนุ่ม จากหนังสือ โรว์ลิงบรรยายว่าริดเดิลในวัยนี้เริ่มสำแดงความกระหายจะครอบครองอำนาจผ่านแววตาและการตะล่อมหาความลับที่จะอยู่ยืนยาวเป็นอมตะ (เพราะริดเดิลหรือโวลเดอร์มอร์เกลียดกลัวความตายจับใจ เขามองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ความอ่อนแอของมนุษย์)

ดิลเลนยังปรากฏตัวใน In the Heart of the Sea (2015, รอน โฮเวิร์ด) หนังฟอร์มยักษ์สามสัญชาติ (สหรัฐอเมริกา-ออสเตรเลีย-สเปน) ดัดแปลงอย่างหลวมๆ จากวรรณกรรมชื่อดังอย่าง โมบี ดิค ว่าด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เผชิญหน้ากับวาฬยักษ์ในปี 1820

ดูเหมือนว่าอนาคตการแสดงของดิลเลนจะรุ่งโรจน์ตามรอยสตีเฟนผู้พ่อไปติดๆ เพราะเขามีงานแสดงอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะซีรีส์ดังอย่าง Sense8 และ Fear the Walking Dead

 

วัยผู้ใหญ่ รับบทโดย เรล์ฟ ไฟนส์

โรว์ลิงบรรยายไว้ว่า ทอม ริดเดิลในวัยเติบใหญ่นั้นเป็นชายหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างผอมสูงและมีเรือนผมสีดำ หากแต่การปรากฏตัวครั้งแรกใน the Goblet of Fire กลับเป็นชายหน้าตาเหมือนงูและมีดวงตาสีแดงอำมหิต รับบทโดยเรล์ฟ ไฟนส์ นักแสดงชาวอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าตาหล่อเหลาและฝีมือการแสดงที่หาตัวจับได้ยาก

ไฟนส์เป็นชื่อที่เหมาะสมในการคว้าตัวเขามารับบทจอมมารนี้ ไม่ใช่แค่เพราะความคุกคามที่ส่งผ่านพลังการแสดง หากแต่เขายังให้ความรู้สึกถึงการเป็นคนหน้าตาดีมาก่อนจะกลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนงูและซีดขาว การหวนคืนสู่อำนาจอย่างยิ่งใหญ่ในภาคสี่จึงเป็นครั้งแรกที่คนดูได้เห็นร่างที่แท้จริงของริดเดิล -ในนามโวลเดอร์มอร์- เป็นครั้งแรกหลังรู้จักเขาผ่านรูปลักษณ์อื่นๆ มาโดยตลอด

พลังของโวลเดอร์มอร์ระเบิดถึงขีดสุดเมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึงฉากสุดท้ายใน Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2 (2011, เยสต์) เมื่อเขาเดินหน้าบุกโรงเรียนฮอกวอตส์อันเป็นปราการด่านสุดท้ายของเหล่าพ่อมดแม่มด และเผชิญหน้ากับแฮร์รี พอตเตอร์เป็นครั้งสุดท้าย และเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาหวาดกลัวมากที่สุดในชีวิต

“โวลเดอร์มอร์นั้นหวาดกลัวความตาย” โรว์ลิงว่า “เขามองว่าความตายนั้นเป็นสัญลักษณ์ความอ่อนแอและน่าละอายของมนุษย์… ความตายจึงเป็นสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาเป็นที่สุด”