[Spoiler Alert!] ภาพเขียน ความตาย และการสูญสลาย มี ‘สัญลักษณ์’ อะไรใน Midsommar

Home / bioscope, Bioscope focus / [Spoiler Alert!] ภาพเขียน ความตาย และการสูญสลาย มี ‘สัญลักษณ์’ อะไรใน Midsommar

มีอยู่หลายเหตุผลพอสมควรว่าทำไม Midsommar (2019) หนังธริลเลอร์เรื่องล่าสุดของ อาริ แอสเตอร์ คือหนึ่งในหนังที่คนจับตามากที่สุดของช่วงเวลานี้

ประการแรก นี่เป็นหนังลำดับถัดมาของแอสเตอร์หลังระเบิดฟอร์มร้อนแรงใน Hereditary (2018) หนังสยองขวัญที่ว่าด้วยกรรมพันธุ์นรกที่ตกทอดในครอบครัวง่อนแง่น

ประการที่สอง นี่เป็นหนังที่ ลาร์ส คนุดเซ็น โปรดิวซ์จากหนังชวนขนหัวลุกอย่าง The Witch (2015, โรเบิร์ต แอ็กเกอร์ส) และ American Honey (2016, แอนเดรีย อาร์โนลด์) หวนกลับมานั่งแท่นควบคุมการผลิตให้หลังเคยร่วมงานกับแอสเตอร์มาแล้วในหนังก่อนหน้า และประการที่สาม แอสเตอร์ทะเยอทะยานในการจะใช้ความสว่างซึ่งเป็นเสมือนด้านตรงข้ามของความสยองขวัญในหนังเรื่องนี้ จนมันเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนจับตามองว่า ความสยอง สีขาวและความเจิดจ้านั้นจะไปด้วยกันอย่างไรใน Midsommar

และแม้ว่าหน้าหนังจะเคลือบไปด้วยกลิ่นอายธริลเลอร์สยองขวัญ หากแต่เนื้อแท้แล้ว ใจความจริงๆ ของมันนั้นว่าด้วยความสัมพันธ์อันเปราะบางของคู่รัก ตัวแอสเตอร์เองเผชิญหน้ากับการเลิกราที่ชวนเจ็บช้ำและขับเค้นมันออกมาเป็นพล็อตเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวที่เดินทางมาถึงปลายทางของการเป็นคนรัก “หนังเรื่องนี้ผสมตัวตนของผมไปเยอะมากทีเดียว” เขาว่า “ผมรู้แหละว่าผมมองเรื่องพวกนี้ผ่านมุมมองของตัวละครคริสเตียน คือคนที่อยากไปให้พ้นจากความสัมพันธ์ครั้งนี้แต่ก็รู้สึกว่ามีภาระหน้าที่ต้องดูแล กลัวว่าการเดินจากมามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง แต่มันก็เจ็บปวดเหลือเกินที่ต้องทนอยู่ด้วยกันกับคนที่คุณไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยแล้ว”

หนังว่าด้วยความสัมพันธ์เริ่มร้าวฉานของคู่รัก แดนี (ฟลอเรนซ์ ฟิวจ์) และ คริสเตียน (แจ็ค เรย์นอร์) ที่วางแผนจะออกเดินทางไปเที่ยวสวีเดนกับเพื่อนหนุ่มนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ด้วยกัน โดยพวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวบ้านเกิดของ เพลเล (วิลเฮล์ม บลูมเกร็น) ที่จัดเทศกาลวันฉลองกลางฤดูร้อนหรือ Midsommar พอดี หากแต่แดนีผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาจนคริสเตียนไม่อาจทิ้งเธอไว้ที่อเมริกาคนเดียวได้ เขาจึงชวนเธอไปเที่ยวที่สวีเดนด้วยท่ามกลางสายตาเอือมระอาของ มาร์ค (วิลล์ เพาล์เตอร์) หนึ่งในเพื่อนชายที่หวังจะไปเมายาและแอ้มสาวยุโรป กับ จอช (วิลเลียม แจ็คสัน ฮาร์เปอร์) ชายหนุ่มเงียบขรึมที่มุ่งมั่นจะทำวิทยานิพนธ์ให้ออกมาอย่างดีที่สุดให้ได้ โดยหวังจะไปล้วงเอาข้อมูลมาจากงานเทศกาลในหมู่บ้านของเพลเล เพื่อนรักที่เรียนอยู่ด้วยกัน

ในสวีเดน ชาวบ้านที่อยู่กันเป็นกลุ่มคนเล็กๆ นั้นต้อนรับพวกเขาอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น โดยมีเงื่อนไขที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติคือนอนในโรงนอนรวมกับคนอื่น กับเข้าร่วมในพิธีกรรมด้วยกันได้หากว่าสนใจ อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเสียงดนตรี การเต้นรำ แสงแดดสว่างจ้าและยาอันชวนมึนเมา พวกเขากลับพบเรื่องราวอันชวนพรึงเพริดที่คุกคามทั้งความสัมพัน สติสัมปชัญญะและชีวิตของพวกเขา!

Dinoassholes
Dinoassholes

แอสเตอร์ใช้หนังอันแสนบันดาลใจเขาอย่าง Black Narcissus (1947, ไมเคิล โพเวลล์ กับ เอเมอริก เพรสส์เบอร์เกอร์ -ว่าด้วยกลุ่มแม่ชีนิกายแองกลิคัน ถูกส่งไปเผยแพร่ศาสนายังหมู่บ้านแถบเทือกเขาหิมาลัย พวกเธอไม่เพียงแต่ต้องเผชิญความท้าทายทางความเชื่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนและสภาพอากาศอันชวนเสียสติแทบตลอดเวลาด้วย) เป็นเครื่องมือหลักในการถางทางและนำร่องของ  Midsommar “ผมเอาหนังเรื่องนี้ไปให้ผู้กำกับภาพ -ที่เป็นเพื่อนสนิทผมด้วย- ปาเวล โปกอร์เซลสกี ดูเป็นอย่างแรกเลย เพราะหนังเรื่องนี้มันล้ำมากในแง่การใช้สี” แอสเตอร์เล่า

แน่นอนว่าหนังระเบิดความเฮี้ยนตั้งแต่นาทีแรกเรื่อยมาจนถึงนาทีสุดท้าย และเช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา ท่ามกลางความคลั่งของตัวละคร แอสเตอร์ก็โหมประโคม ‘สัญญะ’ ต่างๆ อันแสนแนบเนียนและช่วยเล่าเรื่อง หนึ่งในนั้นคือภาพวาด ที่ไม่เพียงแต่ปรากฏอย่างชัดเจนในทุกๆ ฉากหลังตัวละครเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางแจ้งนั้น หากแต่อยู่กับตัวละครและคนดูมาตั้งแต่แรกเริ่มเลยต่างหาก

Stackars lilla basse!

ในห้องพักของคริสเตียน เขากับแดนียืนทุ่มเถียงกันตรงหน้า Dinoassholes ภาพวาดชุดจากฝีมือของ มู แพน ศิลปินชาวไต้หวันที่ทรงอิทธิพลต่อแอสเตอร์อย่างมาก “ผมอยากทำฉากเปิดหนังด้วยภาพเขียนฝาผนังที่อธิบายแนวคิดโดยรวมของเรื่องมาตลอดเลยครับ” แอสเตอร์เล่า “สไตล์งานภาพของมู แพนนั้นดัดแปลงจากภาพเขียนยุคโบราณแบบที่คุณจะเจอได้เวลาไปแถวสวีเดนทางเหนือน่ะ”

ตรงกันข้ามกับภาพในห้องของคริสเตียน แดนี -ผู้ซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะไปสวีเดนตั้งแต่แรก- กลับมีภาพวาด Stackars lilla basse! (หรือ เจ้าหมีน้อยผู้น่าสงสาร) ของนักวาดชาวสวีเดนนาม จอห์น บัวเออร์ กับภาพเด็กหญิงสวมมงกุฏจุมพิตปลายจมูกของหมีตัวใหญ่อย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะปรากฏในตอนท้ายเรื่องว่า คริสเตียนคือผู้สวมใส่ ‘ซาก’ หมีตัวหนึ่งโดยแดนียืนมองเขาอย่างเลื่อนลอยขณะสวมมงกุฏดอกไม้

หากแต่ภาพเขียนในบ้านพักในหมู่บ้านนั้นวาดโดย แร็กนาร์ เพียร์สสัน ศิลปินสัญชาติสวีเดนที่โดดเด่นตรงการใช้ลายเส้นและวิธีเล่าเรื่องที่ได้รับอิทธิพลมาโดยตรงจากภาพเขียนยุคกลาง และภาพเหล่านี้เองที่เล่าหนังทั้งเรื่องจนจบเสียก่อนที่ผู้ชมจะรู้ตัวเสียอีก (เช่น กล้องเลื้อยไล่ให้เห็นภาพวาดฉากคนกำลังร่วมรักกัน ในมุมเดียวกันกับที่คริสเตียนเข้าร่วมพิธีกรรมกับ มายา เด็กสาวในหมู่บ้านท่ามกลางสายตาของคนในหมู่บ้าน หรือภาพคนกรีดฝ่ามือตัวเองก่อนจะนำไปสู่ฉากอันน่าสะพรึงบนหน้าผาสูงชัน)

เช่นเดียวกับอักษรรูนโบราณที่แทบจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครหลักในเรื่อง เพราะเป็นตัวอักษรที่ชาวบ้านใช้สื่อสารบอกเล่ากันรุ่นสู่รุ่น โดยที่คนนอก (หรือคือตัวละครจากที่อื่น) ไม่สามารถอ่านออกทั้งยังนำออกไปจากหมู่บ้านไม่ได้ ทั้งยังเป็นอักษรที่ระบุตัวตนของคนในหมู่บ้านแตกต่างกันไปตามเสื้อที่พวกเขาสวมใส่ เว็บไซต์ INSIDER ระบุว่าเสื้อที่แดนีสวมนั้นเป็นตัวอักษร R ที่ในอักษรรูนนั้นมีความหมายถึงการออกเดินทาง ติดกันกับสัญลักษณ์แสงสว่างหรือการตื่นรู้ ซึ่งมันอาจตีความได้ถึงการที่เธอเดินทางมายังหมู่บ้านที่ไม่มีกลางคืนแห่งนี้ ตลอดจนการ ‘ตื่นรู้’ สถานะความสัมพันธ์อันง่อนแง่นระหว่างเธอกับคริสเตียน ขณะที่เสื้อของคริสเตียนนั้นเป็นสัญลักษณ์ลูกศร ที่มีความหมายถึงความเป็นเพศชายหรือการเสียสละตัวตน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคริสเตียนได้เข้าร่วมพิธีกรรมของคนในหมู่บ้านด้วยตัวเอง และสละตัวตนในความหมายของการย้ายเข้าไปอยู่ในร่างของหมี ไม่ได้กลับออกมาอีกครั้ง

การเสียสละยังเป็นนัยยะสำคัญอีกประการของหนัง ซึ่งเห็นได้จากพิธีกรรม ättestupa ธรรมเนียมของชาวสวีเดนที่คนชราจะตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเมื่อพวกเขาแก่เกินกว่าจะดูแลตัวเองได้ ในหนัง ชายหญิงชราภาพที่กระโดดลงจากหน้าผานั้น กรีดมือตัวเองเพื่อประทับรอยเลือดเข้ากับแผ่นหินที่มีอักษรรูนสลักอยู่ ฝั่งซ้ายคือสัญลักษณ์บนเสื้อของแดนี ขณะที่ฝั่งขวาคืออักษรบนเสื้อของคริสเตียน เช่นเดียวกันกับอักษรในกระท่อมก่อนหน้าที่พวกเขาจะส่งคนไปเผาข้างใน คือสัญลักษณ์ที่หมายถึงของขวัญ ตรงตามกับที่เหล่าชาวบ้านสังเวยเก้าชีวิตไปให้พระเจ้าที่พวกเขานับถือ “เสื้อผ้าทุกตัวน่ะมีรายละเอียดของอักษรรูนหรือสัญลักษณ์แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวละคร” แอสเตอร์เล่า “มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถ้าเราถ่ายในมุมกว้างก็ไม่มีใครเห็นหรอกครับ แต่เมื่อตัวละครก้าวเข้ามาในระยะมีเดียมช็อต คุณจะสังเกตได้เลยว่าพวกเขาได้รับการประดับประดาแตกต่างกันไป”

Midsommar จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังที่ทะเยอทะยานในการจะแหกขนบความเป็นหนังธริลเลอร์ที่มาพร้อมความมืดหม่นเท่านั้น หากแต่มันยังมีองค์ประกอบและรายละเอียดยิบย่อยมากมายที่ช่วยส่งให้เรื่องเล่าน่าสะพรึงในทุกฉาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความมืดมิดเข้ามาขับเน้นแต่อย่างใด