christian bale คริสเตียน เบล

‘ผมไม่ประนีประนอมกับอะไรทั้งนั้น’ เจาะลึกการแสดงสุดขีดคลั่งของ คริสเตียน เบล

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘ผมไม่ประนีประนอมกับอะไรทั้งนั้น’ เจาะลึกการแสดงสุดขีดคลั่งของ คริสเตียน เบล

คริสเตียน เบล อาจไม่ใช่คนที่ประนีประนอมกับอาชีพการงานมากนัก… หากเราจะกล่าวเช่นนั้น

เป็นที่รู้กันดีว่าเบลคือหนึ่งในนักแสดงที่มีศักยภาพมากที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัย และเคล็ดลับสำคัญของเขาคือการไม่ย่อหย่อนต่อวินัยโดยเด็ดขาด บางทีนั่นอาจเป็นนิสัยที่เขาได้มาจากการร่วมงานกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในหนังแจ้งเกิดของเขาอย่าง Empire of the Sun (1987) กับการรับบทเป็นเชลยสงครามที่ต้องหนีตายตลอดความยาวสองชั่วโมงครึ่ง เบลในวัย 13 ปี กระโดดขึ้นลงเพื่้อให้ตัวเองหอบหายใจหนักทุกครั้งที่ต้องเข้าฉาก ตามแบบของตัวละครที่ดิ้นรนเอาตัวรอดจากความเป็นความตาย

และนั่นเป็นปฐมบทแรกๆ ของการทุ่มเทให้งานอย่างจริงจังของเบล ในอีกทศวรรษต่อมา เขาฟิตร่างกายเต็มที่จนมีเรือนร่างหมดจดเพื่อรับบทเป็นชายผู้คลั่งไคล้ในความสมบูรณ์แบบจาก American Psycho (2000, แมรี ฮาร์รอน) สี่ปีต่อมา เขาลดน้ำหนักเป็นบ้าเป็นหลังจนแพทย์สั่งให้หยุดก่อนจะอันตรายถึงชีวิตใน The Machinist (2004, แบรด แอนเดอร์สัน) การรับบทเป็นชายที่แบกรับอาการป่วยทางจิตจนส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เบลลดน้ำหนักไปกว่า 28 กิโลกรัม และแม้จะตั้งเป้าไว้มากกว่านั้นแต่ก็ต้องหยุดทำตามที่แพทย์สั่ง (อีกประการสำคัญคือเขาไม่มีกล้ามเนื้อเหลืออยู่เลยจนลุกเดินไม่สะดวก) ซึ่งภายหลัง เบลให้สัมภาษณ์ว่า การรับบทเป็นตัวละครที่มีอาการทางจิตเช่นนี้ ช่วยเยียวยาเขาในชีวิตประจำวันที่กำลังพังทลายพอดี “ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบนี้ ที่ทำให้ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้ คือตัวละครที่ช่วยผมหลุดออกมาจากความซึมเศร้าที่กำลังเผชิญอยู่” เขาว่า

และหากว่านั่นยังมหัศจรรย์ไม่พอ ปีต่อมา เบลขุนน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อเพื่อรับบทเป็น แบตแมน วีรบุรุษรัตติการใน Batman Begins (2005, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ที่ก็ยังว่าด้วยตัวละครที่เต็มไปด้วยปมปัญหาเรื้อรังในใจ และกลับมาช็อคคนดูอีกครั้งในสภาพพี่เลี้ยงนักมวยผอมโซจาก The Fighter (2010, เดวิด โอรัสเซลล์) ซึ่งส่งเขาคว้านำชายยอดเยี่ยมได้เป็นครั้งแรกจากออสการ์ ก่อนจะเข้าชิงอีกครั้งในหนังลำดับถัดมาของรัสเซลล์อย่าง American Hustle (2013) ที่เบลเพิ่มน้ำหนักจนลงพุงสุดขีด กลายเป็นอาเสี่ยมาดร้ายที่ทำให้ โรเบิร์ต เดอ นีโร ซึ่งแสดงร่วมกันในหนังถึงกับจำเขาไม่ได้

และทั้งหมดนี้ คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากแรงขับเคลื่อนอันรุนแรงของเบล ที่ทำให้เขาเป็นมากกว่านักแสดงที่ทุ่มเทร่างกายให้หนัง หากแต่ยังถ่ายทอดมันออกมาในฐานะนักแสดงได้อย่างสมบทบาทด้วย

“ผมเป็นแบบนี้เสมอแหละ” เขาว่า “ถ้าไม่เสี่ยงอะไรเลยมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น แล้วผมจะมาแสดงหนังตั้งแต่แรกทำไม ผมไม่ประนีประนอมให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น”

ไม่ใช่แค่บทที่ต้องลดน้ำหนักแสนโหด แม้แต่บทที่ตัวละครมีร่างกายสมบูรณ์แบบ เบลก็พร้อมจะเดินหน้าสร้างตัวละครนั้นอย่างแข็งขัน แพตทริก บีตแมน คือชายที่หมกมุ่นกับความสมบูรณ์แบบใน American Psycho และเป็นหนึ่งในบทที่หลายคนเตือนเบลไว้ว่าหากลงเอยรับปากแสดงหนังเรื่องนี้แล้วคงไม่แคล้วเสียสุขภาพจิตอย่างแน่นอน หากแต่เบลก็พร้อมดำดิ่งเข้าไปในโลกของบีตแมน “ตัวละครนี้ใส่ใจกับร่างกายตัวเองแบบเกินเรื่องมาก ไอ้สุขภาพจิตและความคิดของตัวละครน่ะเป็นสิ่งที่เราแสดงได้ แต่เราแสดงรูปร่างไม่ได้

“การเป็นคนอังกฤษทำให้ผมชอบไปผับมากกว่ายิมอยู่แล้ว นี่เลยเป็นเรื่องผิดวิสัยผมไม่น้อยจนต้องหลอกตัวเองว่าเราแสนจะเปี่ยมสุขกับการออกกำลัง -ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการแสดงหนังเรื่องนี้แล้วครับ- การออกกำลังกายแม่งน่าเบื่อมาก สาบานได้ว่ายิ่งกล้ามคุณใหญ่เท่าไหร่ เซลสมองคุณก็ยิ่งน้อยเท่านั้น จำได้ว่าผมต้องบอกให้ตัวเองหยุดคิดตอนออกกำลังกาย เพราะผมมักจะคิดว่ามันไร้สาระเป็นบ้าเลยโดยเฉพาะตอนที่ยกลูกเหล็ก คิดว่าป่านนี้ตัวเองน่าจะได้ไปนั่งดื่มที่ไหนสักที่ สูบบุหรี่สักมวนและเพลินกับอาหารกลางวันแทน”

การดิ่งลึกลงไปในตัวละครสร้างปัญหา -ซึ่งเขายินดีโอบรับไว้- ให้เบลไม่น้อย “สำหรับผม การที่คุณถ่ายหนังสักเรื่องจบแล้วกลับบ้านมันไม่ได้แปลว่าตัวตนของคุณจะกลับมาด้วย มันยากกว่านั้น กินเวลานานกว่านั้นในการจะค้นหาตัวคุณกลับมาอีกครั้ง แน่ล่ะว่าตัวคุณที่คุณรู้จักมันหายไปเพราะแสดงหนังสักเรื่องได้ เราจึงต้องใช้เวลาในการกู้มันคืนกลับมา แต่คงไม่ใช่ว่านักแสดงทุกคนจะเจอปัญหานี้หรอกครับ ก็ถ้าผมปิดๆ เปิดๆ คาแร็กเตอร์ตัวละครได้เหมือนเปิดปิดไฟคงเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก แต่ผมทำไม่ได้ ผมต้องหาทางพาตัวเองกลับมาให้ได้อีกครั้ง” (เบลเย้าเล่นๆ ว่าคนรักของเขาเหมือนต้องนอนกับชายแปลกหน้าทุกครั้งที่เขารับแสดงหนังเรื่องใหม่ “ดูเหมือนเธอพอใจมากทีเดียวนะครับ”)

เบลเผชิญสภาวะปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งยากจะสะสางว่าเกิดขึ้นจากจุดไหน อาจจะตั้งแต่การมีชื่อเสียงตั้งแต่เด็กที่เขาเคยอธิบายไว้ว่ารับมือไม่ได้ หรือปัญหาส่วนตัวที่ทำให้เขาเกือบสติแตกอยู่บ่อยครั้ง และหนทางหนึ่งที่เบลคิดว่าบำบัดได้ดีคือการดำดิ่งลึกลงไปในตัวละครที่ไม่ใช่ชายที่ชื่อ คริสเตียน เบล “คนเอาแต่ถามว่า ทำไมไอ้คริสเตียน เบลมันยังจะทำอะไรโง่ๆ แบบนี้อีกวะ ซึ่งผมไม่มีปัญหาเลยถ้าพวกเขาจะคิดแบบนั้น” เบลว่า “ปรัชญาของผมไม่ใช่ ‘ทำอะไรที่อยากทำ’ แต่เป็น ‘ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ต้องทำอย่างหมดจดและเต็มที่ อย่าทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ทำให้มากกว่าที่คนอื่นเขาทำได้’

“ไม่ต้องไปคิดถึงการแข่งขัน คุณแค่ทำเรื่องที่ต้องทำ เผชิญหน้าภารกิจส่วนตัว และนั่นแหละที่ผมรู้สึกทุกครั้งว่าเรากำลังจะได้เริ่มทำอะไรดีๆ และท้าทายให้ชีวิต ไม่ว่าไอ้สิ่งที่ท้าทายนั้นจะหมายถึงทางด้านจิตใจหรือร่างกายก็ตาม ผมสนุกกับมันหมดนั่นแหละ และจะเบื่อมากถ้าไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับคนทำหนังที่คิดเหมือนกัน พร้อมจะผลักดันผมไปให้สุดทางแบบเดียวกัน

“แต่นี่แหละผม ผมซ่อนเร้นความดำมืดในตัวเองไว้เสมอ… เหมือนเห็ด คุณต้องปลูกมันในที่มืดและให้อาหารมันอยู่เรื่อยๆ”

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 17 สิงหาคม
The Fighter (2010, เดวิด โอ รัสเซลล์)
รับชมได้ 24 ชม.
ทาง bioscope.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 2 people, text

BIOSCOPE Theatre สิงหาคม 2019 : 5 นักแสดงฮอลลีวูดบ้าพลัง