Black Hawk Down Game of Thrones Gods of Egypt Kingdom of Heaven Nikolaj Coster-Waldau นิโกไล คอสเตอร์-วัลเดา เจมี แลนนิสเตอร์

‘ในโลกคู่ขนาน เจมีอาจไม่หวนกลับไปแบบนั้น’ GOT และจักรวาลการแสดงของ นิโกไล คอสเตอร์-วัลเดา

Home / Bioscope focus / ‘ในโลกคู่ขนาน เจมีอาจไม่หวนกลับไปแบบนั้น’ GOT และจักรวาลการแสดงของ นิโกไล คอสเตอร์-วัลเดา

ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดชัง เจมี แลนนิสเตอร์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือหนึ่งในตัวละครที่ทรงพลังและมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเรื่องราวใน Game of Thrones ซีรีส์จากช่อง HBO ที่เปิดฉากจบซีซั่น 8 ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังออกเดินทางนานเกือบสิบปีหลังออกฉายครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปี 2011

และเจมี คือหนึ่งในตัวละครที่ร่วมเดินทางกับซีรีส์มาอย่างยาวนาน เขาคือชู้รักของราชินี คือชายที่ผลักเด็กตกลงจากระเบียงที่เราแสนจะเกลียด และเป็นคนเดียวกันกับที่เราเห็นใจเมื่อชะตากรรมเหวี่ยงสะบัดเขาไปเผชิญกับความโหดร้าย ทั้งมือที่ถูกตัดขาด การเก็บงำความรู้สึกต่อชื่อเสียงเลวร้ายที่แบกรับ ตลอดจนต้องทนเห็นลูกๆ ทยอยตายจาก

นิโกไล คอสเตอร์-วัลเดา คือนักแสดงที่สวมบทเป็นเจมี แลนนิสเตอร์มาตั้งแต่ซีซั่นแรก และร่วมเดินทางด้วยกันกับตัวละครอื่นๆ มาจนซีซั่นสุดท้าย จนตัวเขาเองแทบจะกลายเป็นภาพแทนของแลนนิสเตอร์ผู้ได้ชื่อว่าแทงข้างหลังกษัตริย์บ้า จนอาจจะกล่าวได้ว่าบทเจมีคือบทบาทที่ส่งให้นิโกไลมีชื่อเสียงในวงกว้างที่สุดในชั่วระยะทศวรรษที่เขาเข้าอุตสาหกรรมการแสดง

เช่นเดียวกับเด็กชายชาวเดนมาร์คคนอื่นๆ นิโกไลในวัยเด็กฝันใฝ่อยากเป็นนักฟุตบอล (แถมยังเป็นแฟนสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดตัวยง จนเอาไปปล่อยเป็นมุกเด็ดในรายการ Jimmy Kimmel Live ของสหรัฐอเมริกาและพบว่า ทั้งพิธีกรและคนในห้องส่งไม่เข้าใจมุก ‘ฟุตบอล’ หรือซ็อคเกอร์ของเขาแม้แต่นิด) มากเท่าๆ กับที่อยากเป็นนักแสดงในทันทีที่ได้ดู Once Upon a Time in America (1984, เซร์เกียว เลโอเน) หนังอาชญากรรมขึ้นหิ้งจบ และเข้าที่โรงเรียนสอนการแสดงในเดนมาร์ค นิโกไลก็วนเวียนแสดงในหนังสั้นหรือซีรีส์ออกฉายทางโทรทัศน์ในบ้านเกิด และได้แสดงหนังเรื่องแรกด้วยการรับบทเป็นนักเรียนกฎหมายที่รับจ๊อบเป็นยามและถูกลากไปพัวพันกับฆาตกรต่อเนื่องใน Nattevagten (1994, โอเล บอร์เนดัล)

นิโกไลได้รับโอกาสให้วาดลวดลายอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าการแสดงในบ้านเกิดอย่างฮอลลีวูด ด้วยการรับบทเป็นนายทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปโซมาเลียจาก Black Hawk Down (2001, ริดลีย์ สก็อตต์) ความที่สตูดิโอต้องการประหยัดงบ บวกกับตัวสก็อตต์เองเป็นคนอังกฤษ นักแสดงคนอื่นๆ นอกเหนือจาก จอช ฮาร์ตเน็ตต์ -ผู้รับบทเป็น เอเวอร์สแมนน์ จ่าที่ต้องพาลูกทีมเอาตัวรอดจากสมรภูมิให้ได้หลังเครื่องบินตก- จึงเป็นนักแสดงจากสหราชอาณาจักรแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนิโกไลเอง หรือ ยวน แม็กเกรเกอร์, ยวน เบร็มเมอร์ (หลังกอดคอเมายากันมาแล้วจาก Trainspotting, 1996) ไปจนหน้าใหม่ๆ อย่าง ออร์แลนโด บลูม กับ ทอม ฮาร์ดี สมัยยังใสกิ๊ง “นี่เป็นหนังอเมริกาเรื่องแรกของผมเลย” นิโกไลว่า

Black Hawk Down คือหนังที่เปิดประตูการร่วมงานระหว่างนิโกไลกับสก็อตต์เป็นเรื่องแรก แล้วจึงตามมาด้วย Kingdom of Heaven (2005) ที่นิโกไลได้แสดงภายใต้การกำกับของสก็อตต์อีกครั้ง และร่วมงานกับบลูมที่ในเรื่องนี้เป็นนักแสดงนำเต็มตัว “อย่างใน Game of Thrones มันมีฉากที่ผมขี่ม้าด้วยใช่ไหมครับ จริงๆ แล้วผมขี่ม้าเป็นมาก่อนหน้านั้นอีกนะ ก็คือตั้งแต่แสดงเรื่อง Kingdom of Heaven เลย” นิโกไลเล่า “ผมเคยร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์มาแล้วตอน Black Hawk Down เขาโทรศัพท์มาหาผมแล้วถามว่าอยากมาแสดงเรื่องนี้ไหม ผมบอกแน่นอนครับ เขาถามอีกว่าขี่ม้าเป็นหรือเปล่า ผมก็บอกว่าแน่นอนครับอีก วางสายจากเขาปุ๊ปผมติดต่อทีมงานแล้วถามว่า เอ่อ พอบอกได้มั้ยฮะว่าผมจะเรียนขี่ม้าได้จากที่ไหน (ยิ้ม)”

และในอีกไม่กี่ปีต่อมา เขาก็ปรากฏตัวในซีรีส์ที่สะท้านไปทั้งโลกอย่าง Game of Thrones ท่ามกลางสายตากังขาของหลายๆ คนว่าเขาจะเหมาะสมกับบทนักรบรูปงามผู้มีทั้งความอ่อนไหวและความโฉดชั่วอยู่ในตัวคนเดียวกันหรือไม่ (ตัวนิโกไลเองก็บอกขำๆ ว่า “บางคนบอกว่าผมไม่เหมาะกับตัวละครนี้เพราะดั้งจมูกผม อะไรแบบนี้”) แต่ระยะเก้าปีที่ผ่านมา นิโกไลได้พิสูจน์แล้วว่าเขากลายร่างเป็นเจมี แลนนิสเตอร์ได้อย่างไร้ที่ติ “ผมว่าเขาเป็นตัวละครที่ดีนะ คิดดูสิ คนดูรู้จักหมอนี่จากฉากแรกๆ ที่เขามีเซ็กซ์กับฝาแฝดตัวเอง แถมยังพยายามฆ่าเด็กชายไร้เดียงสาอีก แค่นี้ก็เจ๋งแล้วนะสำหรับซีรีส์ดราม่า” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี “เพราะคุณจะตั้งต้นเกลียดเขาอย่างรุนแรง คิดว่าเขาช่างน่าขยะแขยง ก่อนที่คุณจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับตัวตนของเขามากขึ้นในเวลาต่อมา รู้ว่าความปรารถนาของเขามันมาจากความรักและความสัตย์ซื่ออันบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดเจือปน เขาเจ๋งมากนะครับ เจ๋งได้เท่าๆ กับที่เลวนั่นแหละ”

การรับบทเป็นเจมี แลนนิสเตอร์ อาจจะสร้างชื่อให้นิโกไลมากพอจะทำให้เขาไปอยู่ในหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Oblivion (2013, โจเซฟ โคซินสกี), Mama (2013, แอนดี มุสชีเอตติ) และ Gods of Egypt (2016, อเล็กซ์ โพรยาส) แต่มันก็แลกมากับตารางชีวิตที่ยุ่งขิง ทั้งยังต้องออกเดินทางห่างจากเดนมาร์คไกลครอบครัวอยู่บ่อยๆ นิโกไลจึงเน้นรับงานที่ถ่ายในบ้านเกิดเป็นหลัก และเขาดูจะมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ไม่น้อยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ภายหลังการปิดฉากของ GOT ที่มาพร้อมการตัดสินใจสุดท้ายของเจมี หลายคนตั้งคำถามถึงเหตุผลที่เขาทำเช่นนั้น นิโกไลเองก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนเขาจะมีคำตอบสำหรับตัวละครที่เขาผูกพันมาเกือบสิบปีรายนี้ “ในโลกคู่ขนาน ผมว่าเจมีคงอยู่กับบรีแอนน์ต่อไปนะ” นิโกไลว่า “สิ่งที่เขารู้สึกต่อบรีแอนน์มันแตกต่างไปจากสิ่งที่เขาเคยรู้สึก มันบริสุทธิ์ มันคือรักอันไร้เดียงสา ส่วนหนึ่งในเนื้อตัวเขาวาดหวังเสมอว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนแบบที่เขาเป็นอยู่น่ะ”