Echo

เมื่อ Echo ต้องเป็นผู้ถูกถาม ‘ทำไมเขาจึงเป็นวิดีโอที่เดือดดาลที่สุดบนอินเตอร์เน็ต’

Home / Bioscope focus / เมื่อ Echo ต้องเป็นผู้ถูกถาม ‘ทำไมเขาจึงเป็นวิดีโอที่เดือดดาลที่สุดบนอินเตอร์เน็ต’

 มีอยู่หลายเหตุผล ว่าทำไมเราจึงอยากตั้งคำถามสัมภาษณ์ทีม Echo -ผู้เป็นเจ้าของคอนเทนต์วิดีโอสุดยียวนและโฉ่งฉ่างที่สุดเจ้าหนึ่งในเฟซบุ๊ค- ข้อแรก วิดีโอของ Echo นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมและประเด็นปัญหาที่แทบไม่มีใครพยายามจะมองเห็น

ข้อสอง พวกเขาขยายพื้นที่ในเฟซบุ๊คไปสู่โลกของวิดีโอคอนเทนต์อย่างยูทูบ และสร้างซีรีส์สารคดีอย่างชุด E-Sport และ LGBTQ แบบตรงประเด็น

ข้อสาม หากสังเกต วิดีโอของพวกเขาบอกเล่าและถ่ายทอดแทบจะด้วยหลักการเดียวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ นั่นคือมันวาดลวดลายการเล่าเรื่องด้วยมุมกล้องและการตัดต่ออันแยบยล จนแต่ละคลิปที่ยาวตั้งแต่สองนาทีจนถึงห้านาที คว้าจับคนดูผู้พร้อมจะสไวป์หน้าฟีดเฟซบุคไปยังเนื้อหาอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

และข้อสี่ จะมีอะไรดีไปกว่าการได้ตั้งคำถามสะท้อนกลับไปยังคนที่ “ถามคำถาม” ได้เดือดดาลและซึ้งถึงอรรถรสที่สุดบนโลกอินเตอร์เน็ตในเวลานี้กันอีกเล่า!

 

วางเป้าหมายของ echo ยังไง

แชมป์-ฤทธิกร มหาคชาภรณ์ (ผู้ร่วมก่อตั้งและ Content Director) แหม พูดไปก็เขิน เรามองว่าตั้งแต่แรกเนี่ยเราไม่ได้เป็นสื่อ สื่อมันเป็นแค่เครื่องมือนึงที่เราใช้เพื่อกระทำการบางอย่างอยู่ เราอยากเป็น creative movements ที่มันสามารถผลักดันอะไรให้มันเกิดขึ้นจริงได้ด้วย ที่วางไว้คืออยากจะทำให้มันกลายเป็นอยู่ในระดับที่ต่อยอดออกไปได้ วันนี้เราใช้มันในระดับสื่อ แต่วันนึงเราอาจลงพื้นที่ ออกบูธ จัดนิทรรศการศิลปะขึ้นมาเพื่อสื่อสาร ส่งข้อความที่เราต้องการออกไป แต่วันนี้ด้วยเงื่อนไขทั้งคน ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ เรายังทำจำกัดในรูปแบบของวิดีโอ แต่วันหน้าเราตั้งใจว่าจะขยายออกไปในช่องทางอื่นๆ เราไม่อยากจบแค่ทำสื่อ เราใช้สื่อเพื่อสร้างแรงสั่นบางอย่าง วันหน้าเราอาจใช้อีเวนต์ก็ได้

จุ๊กจิ๊ก-นรรณพร แสนใจวุฒิ (content creator) – นอกจากนี้เราก็ตั้งใจจะทำเรื่องสุขภาพ แต่เราก็ไม่ได้อยากทำแค่เรื่องสุขภาพโรงพยาบาล แต่เรามองเรื่องประเด็นที่เราสนใจอย่างคนเมืองกับโรคซึมเศร้า เป็นต้น เมืองที่ถูกออกแบบมาจนคนที่อยู่ในเมืองรู้สึกไม่ได้ออกไปเจอผู้คน อยากถ่ายทอดประเด็นตรงนั้น

สัมผัสได้ว่าแต่ละคลิปมันผ่านการขบคิดกันมาละเอียดมาก

แชมป์ – คุณคิดไปเอง (หัวเราะ) กระบวนการประชุมอะไรพวกนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกที่แหละ ร้านเหล้าก็บ่อย

โย-อริสา พลโยธา (content creator) – มันมีประเด็นเป็นตัวตั้ง แต่มุมมองน่ะมันเอาหลายๆ เรื่องมาจับได้ คนในออฟฟิศมันมาจากหลายสาขามาก มันมีหลายมุมมอง มองเรื่องนี้ผ่านมานุษยวิทยา ผ่านประวัติศาสตร์ ผ่านวิทยาศาสตร์ ผ่านสังคม ทำให้มันหลากหลาย

ธันว์ -ธนชัย วรอาจ (content creator) – บางงานนี่สคริปต์เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ยังไม่ได้ทำเลย

 

ถ้าแตะเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ กลัวไหม

จิ๊ก- วิ่งเข้าหาเลย ชอบ (ยิ้ม) แล้วค่อยหาวิธีเล่าเอา

แชมป์ – ชอบเร่งเครื่องเหรอ

โย – ถ้าแค่เกิดกระแสการด่าน่ะไม่กลัวหรอก ด่ามาเลย แต่มันมีบางประเด็นแหละที่ทำไม่ได้

บ็อบ-นนทพล อาชวาคม (content creator) – ถ้าเข้ากระบวนการยุติธรรมนี่ไม่ได้กลัวนะ กลัวไม่ได้เข้านี่แหละ (หัวเราะ)

ธันว์ – มีคนจำนวนมากมาทักหลังไมค์ ถามว่าทำไมมึงต้องทำเรื่องที่มัน controversial ขนาดนั้นวะ ก็ตอบเขาไปว่าถ้ากูไม่ทำก็ไม่มีใครคุยกันดิวะ แต่จริงๆ เราสนใจส่วนตัวแหละ คือ echo มันเกิดจากการพยายามทำอะไรบางอย่างที่ทำให้คนมันสะท้อนกันกลับไปกลับมา

แชมป์ – หลายๆ ครั้ง งานของเราก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเรายินดีมากๆ เวลามีคนไม่เห็นด้วยกับงานเรา มาวิจารณ์ วิพากษ์ เราดีใจมากเพราะงานที่แย่ที่สุดคืองานที่ไม่มีทั้งเสียงชมและไม่มีทั้งเสียงด่า ไม่มีอะไรเลย และจริงๆ ในประเด็นที่เขาบอกกันว่าล่อแหลมหลายๆ เรื่องเนี่ย เราก็รู้สึกว่ามันเฉยๆ นะ มันก็คุยกันได้รึเปล่าวะ อย่างเรื่องสิทธิในการทำแท้งเสรี หรือสิทธิในการเลือกอยู่หรือตาย มันก็เป็นเรื่องที่เราคุยกันได้หรือเปล่า ไม่ควรเป็นเรื่องที่ใช้อารมณ์หรือพละกำลังมาตัดสิน

แชมป์-ฤทธิกร มหาคชาภรณ์
จุ๊กจิ๊ก-นรรณพร แสนใจวุฒิ

ที่สังเกตคือ echo มักเลือกทำประเด็นถึงคนตัวเล็กตัวน้อย

ธันว์ – คันมาก ขอตอบ (ขยับเก้าอี้) เรารู้สึกว่ามันเป็นความเข้าใจผิดของคนบนอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก คุณต้องไม่ลืมว่า algorithm ของสื่อมันทำให้เกิด echo chamber ขึ้น คือคุณจะเจอแต่คนกลุ่มเดียวกับที่คุณสนใจ สมมติฐานที่บอกว่าเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนกลุ่มอื่นเขาคิดยังไง คนทำไร่ทำนาเขาไม่เล่นอินเตอร์เน็ตเหรอ ผิดนะครับ เขาเล่น เขามีเครื่องมือทุกอย่างและเข้าถึงทุกอย่างได้เหมือนคุณ แต่รสนิยมเขามันมาจากพื้นฐานของชีวิตและสิ่งที่เขาต้องเผชิญ คำถามคือคุณได้ explore เขาหรือเปล่าล่ะ คุณอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตที่เจอคำว่าตลาดล่าง ถ้าคุณไปดูเฟซบุ๊คของคนที่ถูกเรียกด้วยคำนี้ก็จะพบว่ามันไม่มีคำนี้ เป็นต้น คุณจะเข้าใจเขาได้แค่ไหน

ปัญหาคือเราพยายามจะไปเห็นเขาหรือเปล่า คนเมืองมันก็มีคนชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง คนจนในเมืองน่ะเยอะไปหมด คนจนในกรุงเทพฯ มีมากกว่าคนเมืองในอำเภอเมืองในอีสานอีก ไม่เคยถูกพูดถึงเลย แต่ถามว่าเขาคนเมืองหรือเปล่า เขาก็คนเมืองไง ก็อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับคนกรุงเทพฯ คนอื่นๆ เราแค่ไปเห็นเขา ไปสำรวจเขาหน่อย แล้วก็จะเกิดจุดเชื่อมของเรื่อง คนเมืองก็จะเข้าใจเขาได้เพราะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือเชื่อมด้วยประเด็น เช่น ตอนเคสเรื่องตลาดล่างจากท่าเต้น เราก็สำรวจการเต้นในพื้นที่ที่คนเรียกว่าตลาดล่าง แล้วเอาวิธีคิดแบบการเต้นร่วมสมัย ที่มันเป็นเมืองมากๆ มาอธิบายมัน ก็เข้าใจได้นะ แล้วก็ไม่มีใครรู้สึกว่านี่คือตลาดล่าง มันก็คือการเต้น เราแค่ต้องหาจุดเชื่อมระหว่างคนสองกลุ่ม สามกลุ่มนี้ให้เจอว่าอยู่ตรงไหน

ธันว์ -ธนชัย วรอาจ

ต้องระวังเรื่องน้ำเสียงในการเล่าไหม

ธันว์ – ผมคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้น ก็ไม่ควรระวังนะ เช่น ถ้าเราบอกว่า เรารับไม่ได้ที่มีการดูถูกคนโดยไม่เคยเห็นเขาเลย เราก็ไปฟังเสียงคนที่ควรดูถูก ถ้าเขาดูถูกกลับมาเสียงนั้นก็ควรได้ยิน แต่เราก็ควรอธิบายต่อให้ได้ว่าการดูถูกกันไปกันมานี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงเพื่อทำความเข้าใจน่ะ เพื่อให้คนคิดอีกรอบว่าเราควรดูถูกกันไหม แต่ถามว่าต้องระมัดระวังน้ำเสียงไหม ก็นี่คือน้ำเสียงที่เกิดขึ้นจริงๆ คนนึงถูกด่าอยู่ แล้วพอเขาได้พูด เขาจะด่ากลับบ้างไม่ได้เหรอวะ ผมคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นก็ให้มันเกิดขึ้นแหละ แต่เราพยายามไม่ให้มันเกิดการด่ากันไปกันมาเพิ่มเติมจนคนละเลยเนื้อหาของมันไป

โย – เราทำเรื่องทางเท้า เราคิดว่าตัวเองเป็นคนจนคนนึง ไม่ได้ลอยตัวอยู่เหนือใคร เราเป็นคนเดินเท้า เป็นคนขึ้นรถเมล์ และเราคิดว่าเราเห็นสิ่งนี้แล้วโกรธ เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก ทุกคนเข้าถึง เราเป็นคนใช้ทางเท้า เป็นคนขึ้นรถเมล์ แต่สิ่งนี้มันไม่ดีสักทีเราเลยอยากพูดเรื่องนี้

แชมป์ – สรุปง่ายๆ คือมันคือความทับซ้อนกันของระบบราชการนั่นเอง

โย – เราสนใจเรื่องคนตัวเล็ก และรู้ว่าปัญหาของมันคือเรื่องโครงสร้าง เวลาที่เราเล่า เราเล่าเรื่องใหญ่แต่เราก็ต้องพูดถึงคนตัวเล็กบ้าง หรือถ้าเราเล่าเรื่องของคนตัวเล็ก ก็ต้องสะท้อนให้ได้ว่าภาพใหญ่มันคืออะไร

บ็อบ-นนทพล อาชวาคม
โย-อริสา พลโยธา

 

และดังที่เรากล่าวไปแล้ว ความทะเยอทะยานของ Echo นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการทำคลิปวิดีโอลงเฟซบุ๊คเท่านั้น พ้นไปจากประเด็นอันแยบคมและเฉียบคาย พวกเขายังขยับขยายพื้นที่ไปทำซีรีส์ลงในเว็บไซต์ยูทูบ ด้วยเทคนิคการตัดต่อและเล่าเรื่องแบบสารคดีที่ทำให้เราละสายตาไม่ได้ ภายใต้ความแตกต่างของการเล่าเรื่องผ่านคลิปวิดีโอของแต่ละแพล็ตฟอร์ม

  • แชมป์เชื่อว่าการเล่าเรื่องทุกอย่างล้วนมีไวยากรณ์ในแบบของมัน และคลิปวิดีโอแบบ echo เองก็เขียนไวยากรณ์ขึ้นมาเพื่อรองรับพฤติกรรมของคนดูที่พร้อมจะสไวป์หน้าฟีดหาสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา “สมมุติเวลาเราเขียนหนังสือ มันก็จะมีไวยากรณ์ของการเขียนบทความอยู่ แต่เราเชื่อว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหวมันก็มีแกรมม่าของมัน ซึ่งก็ไม่ได้ตายตัว ไม่มีอะไรผิดถูก แต่เราทดลอง ตัดต่อแก้ไขจนเรารู้สึกว่าเราได้ฟอร์แมตที่มันค่อนข้างเหมาะสมที่สุดสำหรับแพลตฟอร์มที่เรากำลังใช้ตอนนี้ ก็คือโลกอินเตอร์เน็ต เราเลยรู้ว่าการทำงานแบบนี้ ควรเล่าเรื่องด้วยวิธีแบบนี้”
  • “เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนละครโทรทัศน์กับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรง เราอยากพยายามทำอะไรที่ ดีใจจังเวลายอดวิวในยูทูบขึ้นมาสักวิว เพราะมันมีคนตั้งใจมาดูเราจริงๆ และเขามี retention ที่จะดูไปจนจบเรื่อง

  • ซีรีส์ e-sports และ LGBTQ ล้วนเป็นซีรีส์ที่บ็อบให้นิยามว่า “ผิดฟอร์ม” ไปจากสิ่งที่ echo เคยทำ มันจึงเป็นการกรุยทางไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เคยได้ลอง “เท่าที่สังเกต พื้นที่วิดีโอของ echo มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้บนเฟซบุ๊ค คือมีท่อนฮุคก่อน มีโครงสร้างของ echo อยู่แล้วเพราะต้องแข่งกับคนที่เลื่อนฟีดตลอดเวลา ถ้าวิดีโอมันไม่ฮุคแต่แรกเขาก็ปาดทิ้งไปเลย ฉะนั้น ไอ้ตัวอีสปอร์ตมันคิดบนฐานที่ว่าจะลองทำวิดีโอบนพื้นที่ที่คนใช้เวลากับการดูมากกว่าบนเฟซบุ๊ค นั่นคือบนยูทูบ ก็เลยอาจจะมีความยาวมากขึ้น ร้อยเรียงกัน เพื่อดึงให้คนกลับมาดู กดกระดิ่ง กด subscribe เพื่อให้คนติดตาม มันเป็นการทดลองมากกว่า”
  • “ในแง่นึง ด้วยความที่เราอยากลองกับแพล็ตฟอร์มยูทูบด้วย เราอยากให้มีคน subscribe กดกระดิ่งเลยตั้งใจคิดว่า จะตัดช่วงให้มันเป็นตอนต่อๆ ไป”
  • “เรารู้สึกว่าพองานมันเป็นเนื้อหาหนักๆ เราก็อยากเอาภาพที่น่าสนใจมากจับ เป็นสิ่งที่ตั้งต้นของเราอยู่แล้วว่าเราอยากทำงานที่มันเหมือนจะน่าเบื่ออย่างงานวิชาการ ให้มันออกมาน่าสนใจ เลยเอาดีไซน์ แฟชั่น งานออกแบบและการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์เข้ามาจับ” – โยเสริม