Anima Radiohead ธอม ยอร์ค พอล โธมัส แอนเดอร์สัน

ANIMA หนังสั้น 15 นาทีของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผ่านบทเพลงของ ธอม ยอร์ค

Home / Bioscope focus / ANIMA หนังสั้น 15 นาทีของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผ่านบทเพลงของ ธอม ยอร์ค

Anima อัลบั้มเดี่ยวลำดับที่สามของลูกพี่ ธอม ยอร์ค ฟร้อนต์แมนตัวเอ้แห่ง Radiohead โดยยอร์คหวนมาร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ นีเกล ก็อดริช ที่เคยทำงานด้วยกันสมัยอัลบั้ม OK Computer (1997) มาก่อนแล้ว และถ้านั่นยังไม่ชวนพรึงเพริดมากพอ อัลบั้มนี้ยังได้ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผู้กำกับจอมเนี้ยบแห่ง There Will Be Blood (2007), The Master (2012) และ Phantom Thread (2017) 

ตัวแอนเดอร์สันนั้นผูกพันกับอุตสาหกรรมดนตรีไม่มากไม่น้อยไปกว่าภาพยนตร์ นับตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการกระโจนมากำกับมิวสิกวิดีโอเพลง Try ให้ ไมเคิล เพ็นน์ ที่วาดลายเส้นแจ่มชัดมาตั้งแต่ตอนนั้นเมื่อแอนเดอร์สันลากกล้องตามเพ็นน์ที่เดินไล่เรียงไปตามห้องโถงกว้าง ตัดสลับกับแสงสปอร์ตไลต์แจ่มจ้า ดับมืด และบ้าระห่ำตามจังหวะชีวิตของเพ็นน์ซึ่งเป็นซับเจ็กต์หลักในเรื่อง ตลอดจนการกำกับหนังที่แสนทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องอย่าง Magnolia (1999) ที่เขาใช้เพลงของ ไอมี มันน์ มาเป็นแรงบันดาลใจและประกอบหนังจนส่งให้เพลง Save Me ชิงเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ในปีนั้น รวมถึงการร่วมงานกับ จอนนี กรีนวูด มือกีตาร์แห่ง Radiohead ให้มาทำสกอร์เพลงประกอบใน There Will Be Blood และ Phantom Thread

หากมองภาพรวม เราก็คงพอจะเห็นการลากเส้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแอนเดอร์สันกับชาว Radiohead จางๆ นับแต่นั้น และยิ่งตอกย้ำชัดเมื่อเขากำกับเอ็มวีให้วงที่สะท้านสะเทือนทั้งแฟนเพลงและแฟนหนังอย่าง Daydreaming เมื่อแอนเดอร์สันไล่กล้องตามธอม ยอร์ค ไล่เปิดประตูห้วงความทรงจำและความนึกคิดต่างๆ ตลอดหกนาทีเต็ม ก่อนที่ในเวลาต่อมา ยอร์คจะตามหลังกรีนวูดเข้าสู่โลกการเป็นคอมโพเซอร์ด้วยการประเดิมทำสกอร์เพลงในหนังเฮี้ยนลืมหายใจ Suspiria (2018, ลูกา กัวดัญญีโน) ที่เปิดโอกาสให้ยอร์คได้เจอกับ ดาเมียน จาเล็ต นักออกแบบท่าเต้นผู้รังสรรค์ความเซอร์แตกของเหล่านักเต้นสาวในบรรยากาศการเมืองอันระส่ำระสายของเบอร์ลิน

“ไอ้สิ่งที่คุณเห็นๆ กันในเอ็มวีนั่นก็มาจากความคิดธอมทั้งนั้นแหละ” แอนเดอร์สันสาธยาย “ทั้งแนวคิดและการเคลื่อนไหวก็มาจากธอมทั้งนั้น ผสมรวมกับคนออกแบบท่าเต้นอย่างดาเมียน จาเล็ต ซึ่งเขาเคยทำงานด้วยสมัยทำสกอร์ให้ Suspiria น่ะนะ พวกเขาเข้าขากันได้ดีและรู้สึกว่ายังร่วมงานกันได้ไม่สุดพอ อยากหาทางทำงานด้วยกันมากกว่านี้อีก ผมเลยกลายเป็นส่วนเกินของทีมนี้ไปเฉยเลย 

“คือพวกเขารู้ตัวว่าอยากหาทางทำอะไรสักอย่างกันแต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้ว่าต้องเป็นมากกว่าแค่เพลงเพลงเดียว แล้วทุกอย่างมันก็ค่อยๆ  ต่อกันมา สิ่งนี้เกิดขึ้นตามสิ่งนั้น นั่นแหละครับที่มาของมัน เราเริ่มงานกันในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แล้วดูตอนนี้ดิ มิถุนายนเข้าไปแล้ว” เขาหมายถึงการเริ่มวางแผนงานและถกเถียงที่กินเวลายาวนานข้ามปี แม้จะเพิ่งเริ่มเปิดกล้องกันเมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมาก็ตาม

ในหนังสั้น เราคงจะเห็นความอลังการสุดขีดคลั่งของงานภาพและวิชวลจากแอนเดอร์สันและ ดาริอุส คอนดิจ ผู้กำกับภาพที่เคยร่วมงานกับศิลปินมาแล้วหลายต่อหลายคน ผสานกันกับเอกลักษณ์สำคัญในงานของแอนเดอร์สัน นั่นคือการดึงเอาความรู้สึกแปลกแยกแปร่งประหลาดและโดดเดี่ยวของผู้คนออกมาเป็นหัวใจหลักของการเล่าเรื่อง เริ่มจากผู้คนหน้าตาเฉยชาบนรถไฟฟ้าและแสงไฟนีออน ก่อนจะค่อยๆ ไล่มายังเวิ้งในถ้ำ แสงอ่อนนุ่มและตัดสลับไปยังแสงจัดจ้ากับเงามนุษย์บนผืนผ้าใบสีขาว

“มันเป็นงานที่ให้ความรู้สึกอลังการอยู่ใช่ไหมล่ะครับ” แอนเดอร์สันว่า “เพราะมันเต็มไปด้วยฉากเคลื่อนไหว นักเต้นก็เยอะ แถมยังยกกองไปถ่ายกันถึงสองประเทศด้วย เราไปที่กรุงปราก -เมืองหลวงสาธารณรัฐเช็ก- เข้าไปถ่ายในพิพิธภัณฑ์ในเมืองเลโบเดอ ตรงฉากที่เป็นถ้ำน่ะครับ มันเป็นสถานที่ที่ดีมากเลยนะ”

อย่างไรก็ตาม หลายคนตั้งคำถามว่าหนังยาว 15 นาทีก็จริง แต่ที่ยาวจนน่าตะลึงกว่านั้นคือฉากเครดิตท้ายเรื่องที่กินเวลาเกือบห้านาที กับจำนวนทีมงานที่เหมือนกันลากยาวไปไม่มีที่สิ้นสุด… ซึ่งก็เป็นความปรารถนาของยอร์คอีกเช่นกัน

“ผมก็ถามธอมแหละว่า ‘คือยังไงวะ เราจะทำหนังสั้น 15 นาทีกะฉากเครดิตอีกสองชั่วโมงงั้นเรอะ’ แต่ที่มันยาวเพราะว่ามีนักเต้นจำนวนมากเป็นชาวเช็ก และตามปกติเวลาคุณจ้างใครสักคนมา เขาก็จะพาคนในบ้านอีกสักสี่คนมาช่วยงานด้วย ไม่ก็มาดูเขาทำงาน มันก็สนุกดีนะ”